"รอแปปนะคะ..." ความเข้าใจหลังการเจ็บ(ปวด)ป่วย
          ในช่วงต้นปีนี้ ผมป่วยสองครั้งใหญ่ๆ ที่ต้องเข้าพบหมอที่โรงพยาบาล ครั้งแรกคือ เริ่มรู้สึกเจ็บขา จริงๆ เรียกว่าเจ็บยังน้อยไป ต้องเติมคำว่าปวดลงไปด้วย มันทำให้เดินแทบไม่ได้เลย ในตอนที่ฝืนมาทำงานช่วงที่มีอาการเจ็บ ต้องถึงขนาดจับราวบันไดในการขึ้นออฟฟิตแต่ละครั้ง จนกระทั้งทนไม่ไหวในตอนที่มันเดินไม่ได้แล้ว คร่าวนี้แหละถึงได้นึกถึงหมอ ว่าเราต้องไปให้หมอช่วยดูแล้วแหละว่าเป็นอะไรกันแน่ 
          ในใจคิดโรคให้ตัวเองมากมาย เกาท์? หรือแค่ปวดกล้ามเนื้อธรรมดาเพราะเล่นกีฬาหรือป่าว  แต่ปัญหาหลักไม่ใช่อาการต่างๆที่เป็นนะสิ แต่ปัญหาคือ จะไปหาหมอยังไง เมื่อเราอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่อย่างนี้ 

          สรุปคือต้องเขย่งขากระต่ายไปที่รถ แล้วก็พบว่า กูขับไม่ได้นี้หว่า กูเจ็บขาขวาลงน้ำหนักไม่ได้ จะไปขับรถได้ยังไง!!! และแล้วก็ได้พี่ที่มองอยู่นานแล้วรู้สึกสมเพช ต้องสละเวลาพาไปส่งหน้าประตูโรงพยาบาล แล้วพี่เขาก็ปล่อยลงตรงนั้นจริง หน้าประตูนั้นเลย!!! 
          จากนั้นก็พยายามพาตัวเองไปหน้าเคาร์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อกรอกประวัติ และอยากจะบอกว่าประกันสังคมของผมอยู่ที่โรงพยาบาลนี้มา 8 ปี แต่ไม่เคยใช้บริการเพรารู้สึกว่ามันยุ่งยาก และที่พิคไปกว่านั้นคือโรงพยาบาลอยู่ข้างออฟฟิตแบบใช้รั้วเดียวกันเลยจร้า.... ขี้เกียจพอไหมล่ะ
          กรอกประวัติเสร็จ... แล้วยังไงต่อ.... ภาพที่ทุกคนเห็นคือในตอนที่พยาบาลรู้สึกสมเพช (อีกครั้ง) แล้วเอารถเข็มมาให้ผม แล้วภาพต่อก็คือผมนั่งลง แล้วยังไงต่อว่ะ!!! กูมาคนเดียว และแล้วก็กลายเป็นว่าตอนนี้กูเป็นผู้ป่วยไร้ญาติอย่างสมบูรณ์แล้วสินะ (ต้องเล่าก่อนว่าก่อนจะตัดสินใจมาโรงพยาบาล ผมเป็นคนที่ไม่ชอบมาโรงพยาบาลเลยเพราะรู้สึกว่าคนเยอะขึ้นเกียจรอ แต่มีคนบอกว่า ไปเถอะ โรงพยาบาลที่เรามีประกันสังคม เขาแยกกลุ่มให้ แปปเดียวก็เสร็จ ไวจะตาย...)

          ตัดภาพกลับมาที่ผมที่นั่งอยู่บนรถเข็นตอนนี้ พยาบาลเข็นรถผมไปทิศทางที่ไม่ใช่ห้องผู้ป่วยประกันสังคนนี้หว่า เลยลองถามพยาบาล จึงได้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นโรคทั่วไป หมอประกันสังคมคือตรวจเฉพาะอาการของโรคทั่วไป ถ้ามึงเป็นโรคเจ็บ(ปวด)เท้าแบบนี้ มึงต้องไปตรวจกับหมอกระดูก ว่าเป็นอะไรเกี่ยวกับกระดูกหรือป่าว...
          และแล้วผมก็มาถึงหน้าห้องรอตรวจโรคเกี่ยวกระดูก แล้วก็มีเสียงนรกจากพยาบาลผู้น่ารักที่เข็นรถผมว่ามา “รอตรงนี้นะค่ะ” ครับ... ตอบได้แค่นั้นจริงๆ แล้วผมก็นั่งรอ .... ครับ ..... รอ ........ แต่นี่กูรอมาแล้วเกือบสี่ชั่วโมงแล้วโว้ย นับจากที่พยาบาลบอกว่า “รอตรงนี้นะค่ะ” นั้นแหละ (มาถึงเกือบๆเที่ยง ได้ตรวจบ่ายสามกว่า... ข้าวเที่ยงไม่ได้กินจร้า) และที่น้ำตา(กู)จะไหลก็ตอนที่ได้เข้าพบแพทย์ คือเราก็อธิบายอาการให้หมอฟังจนหมด แถมคาดการโรคที่เราน่าจะเป็นให้ด้วย (ฮาฮ่า) แต่หมอก็ไม่ได้สนใจหรอก (ฮาฮ่า) 
          จากที่หมอถามอยู่สักสามนาทีสิบสองวินาที หมอก็บอกผมว่า “ผมไม่รู้เหมือนกันว่าคุณเป็นอะไร?” อ้าวเหี้ยยยย..... เอาสี่ชั่วโมงกูคืนมา!!! และแล้วก็ได้ยานวดกล้าเนื้อและยาพาราฯแก้ปวด ซึ่งดูแล้วว่าถ้ากูซื้อที่เซเว่นปากซอยจะแรงและเร็วกว่าแน่นอน T_T 

          จากนั้นก็ได้เวลากลับมาที่ออฟฟิตอีกครั้ง แต่ก็ด้วยความที่เดินไม่ได้ ต้องใช้วิธีโบกแท็กซี่หน้าอาคารฉุกเฉินที่เขามาจอดเข้าคิวรอรับคน ให้มาส่งผมด้วยระยะทางทั้งสิ้นแปดสิบเมตรถ้วน พร้อมกับลงรถด้วยราคา 37 บาทพร้อมกับสายตาอาฆาตแค้นของพี่คนขับ แกคงคิดในใจว่ากว่าจะถึงคิวกูแต่มึงให้กุมาส่งแค่เนี๊ยนี่นะ (ผมขอโตดดด....)สิ่งที่ได้กลับมา ไม่ใช่แค่ยา...          สิ่งที่ผมได้กลับมาในสี่ชั่วโมงที่เสียไปนั้น ไม่ใช่แค่ยาจริงๆ การที่ได้มีดอกาสนั่งคิดทบทวนตัวเอง ไม่เคยได้นั่งแบบนี้มานานมาก ปกติถ้าไม่ได้ทำงาน ก็ตามสไตย์คนสมัยนี้คือถ้าไม่หยืบโทรศัพท์ขึ้นมาไถ่หน้าจอเฟสบุ๊ค ก็หาหนังสือขึ้นมาอ่าน ทำให้เราไม่ได้มีเวลาคิดในเรื่องตัวเองจริงๆเลย การนั่งตรงนั่งแบบเหม่อลอย มองฟ้า(ฝ้า) ความคิดแรกคือ กูมาทำอะไรที่นี้ว่ะ นี่สินะที่คนเขาพูดกันว่าทำงานให้บริษัทแทบตาย เต็มที่เขาก็แค่มีสิทธ์รักษาพยาบาลให้ ในชีวิตจริงไม่มีใครถามเราแบบจริงจังสักคนว่าพักไหม จะไหวไหม คนเดียว.... คนเดียวจริงๆ ตรงนั้น... ไร้ญาติ ไร้คนรู้จัก เราดิ้นร้นมาทำไมที่เมืองใหญ่ คนเยอะแต่แม่งโคตรเหงา โค..ตะ..ระ..เดียวดาย

“คนมีประสบการณ์เขาพร่ำบอกเรามานาน แต่เรากลับไม่เชื่อ มันเป็นแบบนั้น ครอบครัว และตัวเราเองนี้แหละที่เราจะเหลืออยู่....... แค่นั้น.... แค่นั้นจริงๆ”

--- อาการป่วยอีกครั้ง เป็นครั้งที่ทำใหเห็นภาพที่ชัดขึ้น 
--- แต่เดียวขอมาต่อครั้งหน้า..... เดี๋ยวยาวไป..... ;-D
SHARE
Writer
Wanthong
Engineer / Writer
วันทอง

Comments

Khalishchafiq
4 months ago
เข้าใจเลยครับ หายไว ๆ นะครับ
Reply
Voiceoflusifer
4 months ago
เคยละที่น่าเจ็บสุดคือเวลาไม่มีไครเนี่ยละ
ผมเคยข้อเท้าแพลงจนเดินไม่ได้หรือขาเดียสก้อไม่ไหว วันนั้นต่องฝืนขี่มอไซกลับผมไช้มือไส่เกียสามไว้แล้วขับเกียเดียวจากที่ทำงานกลับมาบ้าน ป๊าดดน้ำมันหมดอีกต้องจอดแล้วก้มเอามือไปเปลี่ยนเป็นเกีย1ดีนะตอนเติม(เติมน้ำมันขวด) พี่เขาเติมไห้เพราะเห็นเท้าเราบวมหนักมากไปหาหมอก้อต้องขอไห้เขาช่วยเข็นรถไห้ แถมอีกวันนึงความหลอนของป้าผมที่ไม่ฟังอะไรเลยก้ไล่ผมไปธุระเรื่องทหารที่อำเภอ ดีนะที่เพื่อนชื่อแบงค์ยังสละเวลาหนีค่ายมาต่อคิวเข้าแถวรับเอกสารไห้ผม
Reply
Wanthong
4 months ago
ตอนนั้นอารมณ์ประมาณนี้เลยครับ ฮาฮ่า
Gorgeoussky
4 months ago
ตายได้แต่ห้ามป่วย🤔🤔
Reply
Wanthong
4 months ago
t_t
Bride_the_rain
4 months ago
ฟังเรื่องของคุณแล้วนึกถึงเพลงนี้เลย ปล่อยผ่าน ของ เอ มหาหิงค์ คนเดียวในเมืองใหญ่ที่มีแต่ความวุ่นวาย ไม่มีอะไรได้ดั่งใจที่เราคิด สู้ต่อไปนะ รออ่านอยู่ค่ะ
Reply
Wanthong
4 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคร้บ ;D
Emptypeace
4 months ago
ตัวคนเดียวแบบนี้ เวลาร่างกายไม่แข็งแรง แต่จิตใจต้องแข็งแรงนะคะ :)
Reply
Wanthong
4 months ago
ใช่ครับ... ต้องแข็งแรงมากด้วย ฮาฮ่า