อย่ากลัวการสัมภาษณ์งาน มันไม่ใช่การลาออก และ จงอย่าเป็นคนตอแหล เพื่อให้ได้งาน
ตั้งแต่ปี 2542 นับตั้งแต่ผมเริ่มออกมาทำงานจริงจัง และ เริ่มใช้ชีวิตกับตนเอง มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบ และยังคงทำอยู่คือ การรับสัมภาษณ์งาน .. มีคนบอกว่า ผมเหมือนคนเสพติด ใครเรียกสัมภาษณ์ผมจะให้ความสนใจไปเสมอ แม้หลายครั้งจะไม่ได้มีความสนใจในตำแหน่งที่เค้าเรียกสัมภาษณ์เลย .. แต่มีอยู่ช่วงชีวิตหนึ่ง ที่ผมเริ่มที่จะตามหาความฝันตนเอง เพราะมานั่งนึกไตร่ตรองถึงช่วงชีวิตที่เหลืออยู่แล้ว การจะทำอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็ตายไป กับการพยายามฝืนทำสิ่งที่ตนเองตั้งใจ และตายไปเหมือนกัน น่าจะได้ผลลัพท์ที่แตกต่างกัน จึงเริ่มดิ้นรน และดิ้นรนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมาได้ยินคำนึงจากผู้บริหารระดับสูงจากประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า ถ้าพนักงานคนไหน เค้าทำงานมาครบสองปี โดยไม่มีใครสนใจชวนไปทำงานด้วยเลย แสดงว่าคนนั้นทำงานอย่างไม่มีคุณค่า ทำงานอย่างไม่เติบโต สมควรโดนไล่ออกจากงาน ผมเลยเริ่มได้คิดว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่บริษัทเลือกคนทำงาน แต่หมายถึงคนทำงานเองก็สามารถที่จะเลือกบริษัทได้เช่นกัน อยู่ที่ตัวของเค้านั้นมีหลักยึดอย่างไร
ในชีวิตผม ผมรับการสัมภาษณ์มากกว่าเคยผ่านงานบริษัท เกือบ 4 เท่า หรือแปลว่า สัมภาษณ์ปีนึงไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ตลอดระยะเวลาทำงานมาเกือบ 20 ปี โดยมาเยอะและถี่ในช่วง 7 ปีหลังสุด

เคยมีคนบอกว่า จะไปทำไม เสียเวลา แต่สุดท้ายแล้วคนที่ทราบเรื่องการสัมภาษณ์งานอย่างเป็นกิจลักษณะของผม เริ่มเห็นข้อดี และเริ่มเข้าใจว่าทำไมผมถึงทำมันอย่างเป็นเรื่องปกติ

มาดูประโยชน์กัน

๑. มันทำให้ผมประเมินตนเองได้อย่างเที่ยงตรง และไม่มีการลำเอียง
     บรรดาบริษัทที่กำลังหาคนมาทำงานนั้น การประเมิน การคัดกรองเป็นไปอย่างเข้มข้น พยายามเลือกคนที่คิดว่าเหมาะสมกับตำแหน่ง รวมถึง Range และเงินเดือน การวัดประเมินทีละรอบ รวมถึงคนที่มาสัมภาษณ์ก็ล้วนแต่มีความสำคัญในองค์กรนั้นอย่างแน่นอน เพราะเค้ากำลังเลือกเอาคนที่เค้าไว้ใจได้ทั้งฝีมือ ประสบการณ์ และความประพฤติทั้งจิตใจและกริยา
     จึงทำให้การเข้ารับสัมภาษณ์ คุณจะได้รับการประเมินอย่างเป็นธรรมที่สุด และมันทำให้คุณได้ขัดเกลาตัวเองว่า การประพฤติตนเองแบบไหน ถึงจะได้รับการคัดเลือก การหาประสบการณ์แบบไหนที่ถูกต้อง เพราะหลายครั้งจากการสัมภาษณ์ ผมมักพบว่า ผู้รับการสัมภาษณ์จะมีโอกาสถามคำถาม และคำถามนั้นแหละ คือโอกาสในการเรียนรู้ เติบโต โดยเฉพาะเจอคนสัมภาษณ์ที่เก่งจริงๆ เค้าจะแนะนำคุณอย่างที่คนปกติไม่เคยแนะนำคุณแน่นอน เรื่องนี้ผมเอาประสบการณ์ผมเป็นประกัน
หลายคนพยายามเชื่อว่าตนเองนั้นเป็นบุคลากรที่ทรงคุณค่ามาก แต่เมื่อรับการสัมภาษณ์ในบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่า ก็มักจะพบว่าคุณค่าที่ตนเองเคยภูมิใจมากนั้น กลับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่กว่า และยิ่งเหมือนธุลีเมื่อเทียบกับองค์กรที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายสิบเท่า จงอย่าประมาทกับความสำเร็จเดิมๆ 

๒. คุณไปรับการสัมภาษณ์งาน ไม่ใช่หมายถึงคุณต้องหางานใหม่ หรือคุณต้องลาออกจากงาน เท่านั้น .. มันแล้วแต่คุณจะเปิดโอกาสให้ตัวเองต่างหาก
     มีหลายคนมีอคติว่า การรับสัมภาษณ์ คือการเตรียมลาออกจากงาน เกิดความไม่พอใจงานเก่าเลยต้องหาใหม่ หรือ เป็นการแสดงออกถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ใครคิดเช่นกัน #ผิด เพราะสุดท้ายแล้วจะเรื่องอะไรก็ตาม มันเป็นจิตสำนึกตัวคุณเอง คุณรู้ตัวเอง และผมกำลังจะปรับทัศนคติว่า อย่ารอจนขาเก้าอี้หักถึงค่อยออกไปหางานทำที่อื่น เหมือนอย่างที่ผมเกริ่นในหัวข้อก่อนหน้า การเข้ารับสัมภาษณ์งาน ก็เหมือนแบบวัดประเมินคุณค่าตนเอง หลังจากผ่านงานจากบริษัทปัจจุบันมาอย่างหนัก คุณพัฒนาตนเองขึ้นบ้างมั้ย?
     การเข้ารับสัมภาษณ์งาน แปลว่าคุณต้องจัดเอกสาร เตรียมโปรไฟล์ สำรวจความสำเร็จที่ได้ทำลงไป การเข้าร่วม การสร้างคุณค่าให้องค์กร นั่นคือแบบสำรวจที่คุณจะไม่ทำเลย ถ้าคุณไม่หางานใหม่ และนั่นคือสันดานที่ผิด คุณควรจะหมั่นเก็บสะสมเรื่องดังกล่าวไว้ เพื่อให้ตัวเองไม่หลงทาง และใช้ออกแบบ Career Path ในอนาคตของคุณเอง ไม่ว่าคุณจะเลือกปลายทางชีวิตแบบไหนก็ตามทีเถอะ
บางคนทำงานจนลืมไปว่าตนเองเดินทางมาไกลจากจุดเริ่มต้นมากขนาดไหน บางคนทำงานมาสิบปีโดยไม่ได้สำรวจเลยว่าคุณค่าตนเองนั้นมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ยังคงรับผลตอบแทนเหมือนเด็กจบใหม่ แล้วก็บ่นว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม
๓. การเข้ารับสัมภาษณ์งาน ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งต้องใช้ความรู้สูง และประสบการณ์ตรงเท่านั้นถึงจะตอบได้ถูกต้องที่สุด
     ในหลายครั้ง ที่เข้ารับการสัมภาษณ์ เรามักจะเจอหัวหน้าส่วนงาน ผู้อำนวยการ หรือระดับ Chief เข้ามาเป็นผู้สัมภาษณ์เองโดยตรง และในองค์กรขนาดเล็ก หรืออย่าง Startup เรามักเจอ CEO, Founder, Owner ซึ่งพาเหล่าทีมงานเข้ามาสัมภาษณ์ด้วย
     นั่นแหละแหล่งความรู้ที่แท้จริงในโลกใบนี้ คุณเชื่อรึเปล่าละว่า ถ้าไม่ใช่เพราะคุณเข้ารับสัมภาษณ์งานในตำแหน่งหลายๆ ตำแหน่งที่เค้ากำลังตามหาอยู่ เค้าไม่มีทางมานั่งคุยอะไรที่เกี่ยวกับองค์กรเค้าเลย หรือพูดถึงเนื้องานที่เค้ากำลังหาคนทำอยู่ เค้าจะไม่มีทางอธิบายอะไรต่างๆ นานา และรวมถึงแรงบันดาลใจที่คนเหล่านั้นเค้ามีอยู่
      การเข้ารับสัมภาษณ์ก็เหมือนแนวทางหนึ่งในการเรียนรู้ความสำเร็จจากคนเหล่านั้น (บางคนกำลังคิดว่า แปลว่า แกไปหลอกสัมภาษณ์เพื่อเอาความลับสิ?) คำตอบผมคือไม่ใช่ เพราะก็ไม่เจอหรอกครับ ที่คนสัมภาษณ์จะมานั่งอธิบายความลับบริษัทกันโต้งๆ นั่นมันมโนเอาเอง
      แต่สิ่งที่จะทำให้คุณได้รับความรู้จริงๆ จากการสัมภาษณ์ ก็คือคุณก็ต้องเป็นของจริงด้วยเช่นกันในงานเหล่านั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็น Marketing และจะไปนั่งสัมภาษณ์ตำแหน่ง Sales เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องของ Sales มากขึ้น อันนั้นก็ มโน ปัญญาอ่อนไป ..
       แต่เพราะในโลกของความจริงแล้ว คนคอเดียวกันถึงจะคุยกันรู้เรื่องนั่นแหละครับ ทำให้การเข้ารับสัมภาษณ์กับคนที่มีมโนเดียวกัน เข้าใจกันไว และเหมือนเพียงแค่ Point ข้อเท็จจริงบางอย่างระหว่างสัมภาษณ์ บวกกับประสบการณ์ที่เป็นของแท้ ก็จะทำให้คุณได้โอกาสในการพัฒนาโครงสร้างความรู้จากข้อเท็จจริง ประกอบภาพเข้าไป คุณก็จะเก่งขึ้นจากการเรียบเรียงความทรงจำของความรู้ ประสบการณ์ และข้อเท็จจริงยังไงละครับ
แม้วิธีการเรียนรู้แบบนี้จะไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจจะมีความเสี่ยงหลายอย่าง แต่ต้องยอมรับว่า การได้ประสบการณ์สัมภาษณ์และเรียนรู้กับคนที่มีความรู้แท้จริงที่สูงกว่าตนเอง ไม่ใช่โอกาสที่หาได้ง่ายในภาวะการทำงานปกติ จากที่ใดในโลกเลย
๔. การเข้ารับสัมภาษณ์งาน ไม่ใช่การลาออก
      ต้องมาตั้งย้ำอีกครั้ง คุณเข้ารับการสัมภาษณ์จากการเชิญชวนของเหล่า Head Hunter ที่กำลังมองหาคนเหมาะสมกับการบ้านที่เค้าได้รับมา ไม่ใช่แปลว่าคุณกำลังเตรียมออกจากงาน ไม่ใช่แปลว่าคุณกำลังทรยศองค์กรเดิม ... ใครที่คิดแบบนั้นก็จิตใจคับแคบละครับ หรือถ้าหัวหน้าคุณคิดอยู่แบบนั้น ก็ปล่อยเถอะ และรีบหาที่ทำงานใหม่เถอะครับ เพราะแปลว่าเค้ายังอ่อนหัดมากๆ ถึงแม้เรื่องของทรัพยากรบุคคลจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน แต่การปิดโอกาสคนเหล่านี้ให้โตขึ้นมา เป็นเรื่องที่เลวทรามยิ่งกว่า เพราะยิ่งสภาวะขาดคนที่มีความรู้ เรายิ่งต้องสนับสนุนให้คนที่ด้อยกว่า เริ่มมีประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ เพื่อจะได้เติบโตเร็วขึ้น จะรอให้แก่ก่อนค่อยเก่งไม่ทันกินแล้ว
ท่องไว้นะครับ สัมภาษณ์งาน ไม่ใช่ลาออก ไม่ใช่ทรยศองค์กร เปิดใจเสียเถิด

๕. เลิกคิดที่จะเป็นคนทำงานแล้วเติบโตไปตามกาลเวลา ยึดมั่นใจอุดมการณ์เดิมๆ ที่สั่งสอนกันมาว่า ตั้งใจทำงานจะได้ใหญ่โตเป็นเจ้าคนนายคน
     ผมไม่ได้เชียร์ให้คุณมัวแต่รับการสัมภาษณ์งาน หรือไม่พยายามตั้งใจทำงาน แต่ผมกำลังบอกคุณว่า ถ้าหวังว่าทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน แล้วไม่รู้จักให้โอกาสตนเองมากพอ เรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยวิถีทางใหม่ๆ และหวังว่า หลังจากทำงานมาสิบกว่าปี เงยหน้าขึ้นมาจะลืมตาอ้าปากได้นั้น ฝันไปเหอะ ไม่ใช่เพราะว่าเค้าไม่เห็นคุณทำงาน แต่เหมือนที่บอกไปก่อนหน้านั้นแหละ คุณเข้าใจคุณค่าของตนเองดีพอ และคนอื่นเข้าใจอย่างที่คุณเข้าใจจริงรึเปล่า สักแต่ทำงาน แต่ไม่ประเมินคุณค่าตนเอง ก็เหมือนฆ่าตัวเองไปวันๆ งานที่ออกมาก็ได้เพียงพอ พอดี แต่ไม่ดีพอ งานที่ไม่มีการพัฒนา ก็เหมือนงานจับกัง ทำไปล้านปีก็เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
หลายคนทำงานมาหลายสิบปี แต่ยุคสมัยไม่เคยหยุดนิ่ง เมื่อถึงจุดเปลี่ยน คนเหล่านั้นปรับตัวไม่ทัน เพราะไม่เคยคิดจะต้องโดนบังคับให้ปรับตัว จนโดนบีบออก และความรู้ของคนเหล่านั้นก็ไม่ได้รับการพัฒนาเลย ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นเก่ง เคยเก่งมาก่อน แต่ปัจจุบัน ไม่มีที่เหลือสำหรับคนเหล่านั้นแล้ว และไปไหนก็ไม่ได้แล้ว
มาถึงอีกเรื่องคือการรับการสัมภาษณ์ ... ไม่ใช่เรื่องตอแหลไปวันๆ ไม่ใช่เรื่องมโน คิดเอาเอง ... และนี่แหละ ที่ทำให้การเข้ารับสัมภาษณ์งานของประเทศนี้ มันช่างแตกต่างจากประเทศอื่น
     ในหลายๆ เรื่องที่เคยประสบมา อย่างหนึ่งคือการเป็นคนสัมภาษณ์งาน (นอกจากไปรับการสัมภาษณ์เป็นเรื่องปกติ) ผมเริ่มเป็นคนสัมภาษณ์งานในตำแหน่ง Operations, Product Development และ ตำแหน่ง Junior หลายตำแหน่ง ผมขอสรุปไว้เป็นเรื่องๆ สำหรับคำแนะนำที่มีประโยชน์จริงๆ เท่านั้น
- แยกให้ออกระหว่าง Resume และ CV เพราะโดยแท้จริงแล้ว ความสำคัญในการนำเสนอแต่งต่างกัน อย่าถามว่าอย่างไร ไปหาตามอากู๋เถิด และเริ่มที่จะเขียนมันทั้งคู่
- จงเขียนให้คนอ่านออก แต่จะบอกให้รู้ว่า ปัจจุบันคำใช้ระบบคัดกรอง ดังนั้นจงเขียนอย่างมีฟอร์ม และให้คนอ่านออกเข้าใจได้ อย่าเขียนแบบคำเยอะๆ ยาวๆ หรือทำเท่ห์ดีไซน์แน่น มันจะอ่านไม่รู้เรื่องเลยตะหาก
- เอาประสบการณ์ขึ้นก่อนใน CV เขียนให้มีสาระมากพอ อย่าบอกว่าเพิ่งทำงาน หรือทำงานมาไม่เยอะ ในแต่ละปีมี 365 วัน ยิ่งมากปี ยิ่งมากวัน หาเรื่องมาเขียนไม่ได้ ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรในแต่ละวัน ตะหาก!
- ใน CV มีไว้ Verify แต่ที่สัมภาษณ์ เค้าไม่ได้มานั่งตั้งคำถามจากสิ่งที่คุณกรอกลงไปหรอกนะ เค้าอ่านเข้าใจ แต่เค้าจะถามสิ่งที่ไม่มีในนั้นตะหาก อย่าทำหน้าตกใจละ
- ห้ามโกหก อย่าบอกว่าตัวเองเคยทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ และอย่าคิดเอาเองว่าเคยทำมา หากการเข้าร่วมนั้นเป็นเพียงรับรู้
- จงเขียนแต่สิ่งที่ตัวเองชำนาญ การระบุความรู้จำนวนมาก ทำให้ความชำนาญดูมั่วซั่ว เหมือนต้องการชาวนา ประสบการณ์ 5 ปี แต่เจอคนที่ทำไร่ ทำสวน ทำประมง ระยะเวลา 5 ปี แสดงว่าไม่ได้ชำนาญทำนาอย่างแท้จริงเลย .. บางคนอาจจะเถียง แต่เพราะผมกำลังจะบอกคุณว่า ปกติแล้วการจะพูดว่าชำนาญคุณต้องใช้เวลากับสิ่งนั้นมากพอ และลงไปลุยสนามมากพอด้วย ถึงจะออกมาพูดได้ว่ามีความชำนาญแล้ว การที่คุณมีเวลาอย่างละนิด อย่างละหน่อยกับทุกสิ่งที่คุณกรอกลงไป มันทำให้คนสัมภาษณ์รู้สึกว่าคุณ มั่ว เหมือนอย่างภาษา Programming คุณต้องใช้เวลาศึกษา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และเริ่มพัฒนาระบบงานเอง นั่นคงทำให้คุณต้องใช้สมาธิมากพอสำหรับแต่ละภาษา แต่จะมีสักกี่คนกันละ ที่สามารถเขียนภาษาได้ถึง 5 - 6 ภาษา อย่างชำนาญ และควรค่าแก่การระบุลงใน CV จริงๆ ???
- อย่านึกถึงแต่สิ่งที่ทำได้ แต่จงนึกถึงสิ่งที่เคยทำมา และสร้างมุมมองที่น่าสนใจกับสิ่งท่ีผ่านมา ให้กับตนเอง เหมือนกับการทบทวนความทรงจำ เพราะผู้ที่มีความสำเร็จในหน้าที่การงานล้วนจดจำเรื่องที่ตนเองประสบความสำเร็จและล้มเหลวได้ชัดแจ้งในหลายแง่มุม ไม่ใช่แค่นึกได้ว่ามันผิดพลาดแต่บอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างไร ทำไม และคุณค่าที่ตัวเองมีต่อสิ่งนั้น หรือมันได้ให้คุณค่าอะไรแก่ตนเอง .... นั่นแหละคือข้อดีประการใหญ่ของการสัมภาษณ์งานนะครับ

สุดท้ายของสุดท้ายจริงๆ ก่อนที่จะทิ้งกันไป ผมบอกได้คำเดียวว่า ... 
ก่อนจะเลือกงาน จงเลือกหัวหน้า
และท่องไว้ "ทักษะสำคัญกว่าความรู้" "ความรู้หาเรียนเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ประสบการณ์หาเองไม่ได้ ต้องหาโอกาสก่อน"
 
ขอให้ทุกคนโชคดี
นายคัน ณ บางกอก
22 กุมภาพันธ์ 2559 
SHARE
Writer
Kornthawat
Life thinker
จาก Linux Admin ง่อยๆ ที่คลำทางมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี จนมาถึงวันนี้กลายเป็น Product Development ที่ทำงานด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต อีกหน่อยจะไปลงเอยที่จุดใด ไม่มีใครตอบได้หรอก เพราะมันยังไม่เกิด และคงจะนั่งเดาเล่นไม่สนุก .. ได้แต่เล่าเรื่องราวของตนเองไปเรื่อยนั่นแหละ

Comments

Kornthawat
4 years ago
เพิ่งสังเกตเห็นว่าพิมพ์ผิดเยอะมาก กำกวม เลยนั่งแก้อีกรอบ .. ใครอ่านแล้ว งง ส่งข้อความมาพูดคุยสอบถามกันได้ครับ

Reply
Youthtumz
4 years ago
ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ปิดโอกาสตัวเองครับ มีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์ ผมไปทุกที่เลย
Reply
nat_busters
4 years ago
เขียนได้ดีเยี่ยมและมีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับทุกคนมากๆครับ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่กำลังจบใหม่, คนที่กำลังหางานทำหรือรอการสัมภาษณ์งาน, คนที่กำลังทำงานและตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป, และผู้บริหาร / เจ้าของกิจการ / บุคลากรฝ่ายบุคคล ที่กำลังเปิดรับสมัครพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ
Reply