สัตว์ในฟาร์มของนาซี : ฮิตเลอร์ปกครองอย่างไร
My high school German teacher was five years old and living with her mother and older sister in 1945. Her mother taught her daughters to say "Guten Morgen." For this she was reported and then taken overnight, her crime was not teaching her children to say "Heil Hitler." [1]
เคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่าทำไมนาซีจึงสามารถจับคนเข้าค่ายกักกัน ด้วยข้อหาที่ไม่สมเหตุสมผล และขาดหลักฐาน? บทความนี้จะพาคุณไปสู่คำตอบว่าทำไมนาซีจึงประสบความสำเร็จในการทำลายกระบวนการยุติธรรมของเยอรมันและควบคุมคนเยอรมันให้กลายเป็นเพียงสัตว์ในฟาร์มของนาซี

เนื่องจากวันที่ 8 พฤษภาคม หรือ วันชัยชนะในยุโรป เป็นวันที่กองทัพนาซีเยอรมันยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเป็นทางการ วันนี้จึงเป็นวันที่มีการรำลึกถึงความสูญเสียและความโหดร้ายของนาซีที่กระทำต่อมนุษยชาติ โดยทั่วไปคนชาติอื่นมักจะมองว่าคนเยอรมันเป็นผู้กระทำและมองชาวยิวเป็นผู้ถูกกระทำ แต่ในความเป็นจริงแล้วเหยือรายแรกของนาซีนั้นก็คือ คนเยอรมัน นั่นเอง ภายใต้การปกครองของนาซีมีคนเยอรมันทั้งผู้ที่มีเชื้อสายยิวและไม่มีเชื้อสายยิวจำนวนมากถูกข่มขู่ คุกคาม กดขี่ โดยพวกนาซี เครื่องมือสำคัญอย่างนึงที่พวกนาซีใช้ในการควบคุมคนเยอรมันนั่นก็คือกฎหมาย บทความนี้จะเล่าให้ผู้อ่านได้รู้ว่านาซีใช้กฎหมายอย่างไรจึงสามารถปกครองคนเยอรมันและกำจัดคนเห็นต่างอย่างไร้ความยุติธรรม โดยที่ไม่มีคนเยอรมันคนไหนกล้าต่อต้าน

หลักการแบ่งแยกอำนาจ (The separation of powers) ของมองเตสกิเออ [2] คือหลักการที่สำคัญในการออกแบบระบอบปกครองประเทศ กล่าวคือ อำนาจในการปกครองสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วน อำนาจในการบัญญัติกฎหมาย : นิติบัญญัติ (รัฐสภา) อำนาจในการใช้กฎหมาย : บริหาร (รัฐบาล) และ อำนาจในการตีความกฎหมาย : ตุลาการ (ศาล) เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป อำนาจในทางปกครองทั้งสามส่วนนี้จึงควรจะเป็นอิสระต่อกันเพื่อคานอำนาจกันและกัน โดยที่ไม่มีกลุ่มการเมืองใดสามารถครอบครองอำนาจทั้งสามส่วนได้ทั้งหมด

ในปี 1919 ประเทศเยอรมันในขณะนั้นคือสาธารณะรัฐไวมาร์ [3] อำนาจในการปกครองจะมีส่วนยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง ฮิตเลอร์และกลุ่มการเมืองอื่นๆซึ่งไม่ชอบประชาธิปไตยได้พยายามยึดอำนาจทำรัฐประหาร [4,5] แต่ก็ไม่มีใครสามารถยึดอำนาจการปกครองได้ เพราะเมื่อมีผู้พยายามยึดอำนาจก็จะมีประชาชนตื่นตัวออกมาประท้วงหรือรัฐบาลประชาธิปไตยเข้าปราบปรามกลุ่มกบฏเสมอ ฮิตเลอร์จึงเปลี่ยนแนวคิดจากการยึดอำนาจรวบเดียวจบ มาเป็นค่อยๆยึดอำนาจจากประชาชนทีละนิดไม่ให้ประชาชนได้รู้ตัวว่ากำลังสูญเสียสิทธิและเสรีภาพ จนในที่สุดกว่าพวกเขาจะรู้ตัวก็มาถึงจุดที่พวกเขาไม่สามารถทวงมันกลับได้

ฮิตเลอร์และการใช้ความกลัว

ในทางการเมืองเมื่อประชาชนรู้สึกหวาดกลัวหรือรู้สึกไม่มั่นคง พวกเขามักจะเรียกร้องอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งอำนาจที่เด็ดขาดนั้นมักจะแลกมาซึ่งการสูญเสียสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ฮิตเลอร์จึงใช้ความหวาดกลัวต่อพวกคอมมิวนิสต์และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการขึ้นสู่อำนาจ ในการเลือกตั้งปี 1932 ฮิตเลอร์หาเสียงด้วยการโยนความผิดพลาดที่เยอรมันแพ้สงครามโลกและปัญหาเศรษฐกิจไปยังพวกคอมมิวนิสต์และโกหกว่าพวกยิวอยู่เบื้องหลังคอมมิวนิสต์ ฮิตเลอร์ได้ยัดเยียดความเป็นศัตรูของชาติให้กับพวกคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม และชาวยิว พร้อมกับเสนอแนวทางที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการกำจัดศัตรูของชาติ ประชาชนที่กำลังสิ้นหวังกับปัญหาเศรษฐกิจก็หลงเชื่อเพราะท่าทีการปราศัยที่ดูเข้มแข็งและความล้มเหลวของรัฐบาล ผลการเลือกตั้งทำให้พรรคนาซีมีคะแนนเสียงในสภามากถึง 33.09% แต่ก็ยังไม่มากพอเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่จะตั้งรัฐบาลได้ พวกชนชั้นสูงในเยอรมันและนายทุนเห็นว่าฮิตเลอร์ดูมีความสามารถพอที่จะต้านทานคอมมิวนิสต์และพวกเขาน่าจะคุมได้ง่าย จึงเสนอให้ประธานาธิบดีฮินเดนบวร์กแต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรี

ฮิตเลอร์กับการยึดอำนาจบริหาร

หลักการในการรวบอำนาจของฮิตเลอร์นั้นคือการแบ่งแยกประชาชนออกจากกัน โดยไม่ให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มกันได้ เมื่อประชาชนรวมตัวกันไม่ติดก็จะไม่มีพลังในการต่อต้านอำนาจรัฐบาล จากนั้นฮิตเลอร์ก็จะค่อยๆแทรกแซงและควบคุมกลุ่มการเมืองทีละกลุ่มจนทั้งหมดกลายเป็นสมาชิคพรรคนาซี

ถึงแม้ว่าฮิตเลอร์ได้เป็นรัฐบาล ในสภาก็มีพรรคฝ่ายตรงข้ามคือพรรคคอมมิวนิสต์คอยคานอำนาจ เป้าหมายแรกของนาซีก็คือการกำจัดพรรคคอมมิวนิสต์
First they came for the Communists, and I did not speak out because I wasn't a Communist…
ในปี 1933 ได้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ฮิตเลอร์ได้ใช้ความหวาดกลัวต่อคอมมิวนิสต์ของประชาชนเป็นใบอนุญาติในการใช้กองกำลังส่วนตัว SS และ SA เข้าขัดขวางกิจกรรมทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และประชาชนผู้สนับสนุนไม่สามารถจัดการปราศรัยหาเสียงได้ และในวันเลือกตั้ง ฮิตเลอร์ก็อนุญาติให้อันธพาลการเมืองสนธิกำลังกับตำรวจในการเฝ้าหน่วยเลือกตั้งเชิงข่มขู่ประชาชน และก่อนการเลือกตั้งเพียงหกวันก็ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้รัฐสภา ฮิตเลอร์จึงฉวยโอกาสโยนความผิดทั้งหมดไปที่พรรคคอมมิวนิสต์และสั่งให้ตำรวจใช้วิธีหว่านแหจับกุมแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์กว่า 4000 คน โดยที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน ไม่มีประชาชนคนไหนเรียกร้องความยุติธรรมให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะพวกเขาถูกทำให้เชื่อว่าพวกคอมมิวนิสต์เป็นศัตรูของชาติ และพวกเขาเห็นด้วยกับการใช้วิธีที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไร้ซึ่งความถูกต้องในการจับกุมคอมมิวนิสต์ การที่ประชาชนวางเฉยต่อการจับกุมโดยไม่มีหลักฐานนั่นก็คือเป็นใบอนุญาติให้นาซีสามารถจับกุมใครก็ได้เพียงแค่อ้างว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์

ฮิตเลอร์กับการยึดอำนาจนิติบัญญัติ

ฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้งในปี 1933 ได้คะแนนเสียง 43.91% แต่ยังไม่มากพอที่จะควบคุมสภาได้ ฮิตเลอร์จึงใช้อำนาจรัฐบาลควบคุมตัว สส. พรรคคอมนิวนิสต์และสังคมนิยม และปิดกั้น สส. บางส่วนไม่ให้เข้าไปในสภาเพื่อลงมติ จากนั้นฮิตเลอร์จึงผ่านกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลสามารถประกาศใช้กฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา [5] ฮิตเลอร์อ้างว่าต้องปกป้องความมั่นคงของชาติและอ้างเหตุการณ์ก่อการร้ายเผารัฐสภา เป็นข้ออ้างในการผ่านกฎหมาย ก่อนที่จะผ่านกฎหมายนั้นฮิตเลอร์ได้ให้พวกอันธพาล SA เข้าไปคุมเชิงในสภา ฮิตเลอร์ได้กล่าวต่อรัฐสภาว่าจะใช้กฎหมายนี้อย่างสร้างสรรค์เพื่อความมั่นคงของคนเยอรมันโดยไม่ละเมิดหลักศาสนาคริสต์และวัฒนธรรมประเพณีค่านิยมของเยอรมัน
... then they came for the trade unionists, and I did not speak out because I wasn't a trade unionist…
หลังจากได้อำนาจในการออกกฎหมายฮิตเลอร์ก็ได้ออกกฎหมายรวบอำนาจเข้าสู่รัฐบาลกลาง โดยยกเลิกอำนาจขององค์กรท้องถิ่น [6] จากนั้นฮิตเลอร์ใช้วิธีสั่งให้อันธพาล SA เข้าจับกุมแกนนำสหภาพแรงงานไปขังคุก ฮิตเลอร์ได้ออกกฎหมายยุบสหภาพแรงงาน (Allgemeiner Deutscher Gewerkschaftsbund) [10] ทั่วประเทศเพราะสหภาพแรงงานถือเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองต่อรัฐ เพื่อลดแรงต้านทานฮิตเลอร์ได้ตั้งองค์กรแรงงานแห่งเยอรมันขึ้น (German Labour Front) [7] เพื่อทดแทนสหภาพแรงงานเดิมแต่ให้อยู่ในความควบคุมของฮิตเลอร์ และฮิตเลอร์ยังตั้งองค์กรคืนความสุขหลังทำงาน (Strength Through Joy) [8] เพื่อจัดสวัสดิการแรงงาน เช่น กิจกรรมนันทนาการ และ การท่องเที่ยวให้กับแรงงาน เพื่อให้คนงานไม่สนใจในการเมือง (ภายหลังจากฮิตเลอร์รวบอำนาจได้หมด ค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานก็ไม่ขยับขึ้น แรงงานต้องทำงานนานขึ้นโดยได้ค่าแรงเท่าเดิม และค่าครองชีพที่สูงขึ้น [9]) ฮิตเลอร์ค่อยๆยุบองค์กรต่างๆในประเทศ และสร้างองค์กรใหม่หรือแต่งตั้งพรรคพวกของตนเองให้ดำรงตำแหน่งองค์กรเหล่านั้นเพื่อควบคุมทุกๆอย่างในเยอรมัน การที่ฮิตเลอร์ค่อยๆจัดการกลุ่มการเมืองทีละกลุ่มทำให้ประชาชนไม่สนใจที่จะรวมตัวออกมาต่อต้านเพราะทุกคนเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง การที่ประชาชนวางเฉยหรือไว้วางใจฮิตเลอร์ในการออกกฎหมายก็คือใบอนุญาติให้ฮิตเลอร์ออกกฎหมายอะไรก็ได้ในอนาคตเพื่อแค่อ้างความมั่นคงของชาติ

หลังจากได้อำนาจในการออกกฎหมายฮิตเลอร์ก็ใช้อำนาจยุบพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ใช่พรรคนาซีและจัดการเลือกตั้งอีกครั้งโดยในบัตรเลือกตั้งมีพรรคนาซีเพียงพรรคเดียว ผลคือนาซีได้ที่นั่งในสภา 100%

ฮิตเลอร์กับการยึดอำนาจตุลาการ

การพิจารณาคดีเผารัฐสภา [11] ผู้พิพากษาได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิตผู้ต้องหาเพียงคนเดียว และเนรเทศผู้ต้องหาคนอื่นๆไปยังสหภาพโซเวียตเพราะขาดหลักฐานที่เพียงพอในการเอาผิด ผลการตัดสินคดีทำให้ฮิตเลอร์ไม่พอใจอย่างมากเพราะเขาอยากให้ผู้ต้องหาทุกคนถูกประหารชีวิต นั่นแสดงให้เห็นว่าอำนาจศาลยังเป็นอำนาจที่ฮิตเลอร์ควบคุมไม่ได้ เพื่อควบคุมอำนาจในการตีความกฎหมายฮิตเลอร์จึงตั้งศาลพิเศษของนาซี (People's Court) [12] เพื่อตัดสินคดีการเมืองโดยที่ผู้พิพากษามาจากการแต่งตั้งโดยฮิตเลอร์

ฮิตเลอร์ได้รวบอำนาจทั้งหมดและผูกขาดความยุติธรรมไว้กับดุลพินิจของพรรคนาซี ฮิตเลอร์ได้เปลี่ยนประเทศเป็นรัฐตำรวจโดยการตั้งหน่วยตำรวจลับ (Gestapo) ขึ้นเพื่อสอดส่อง จับกุม ประชาชนที่มีความคิดเข้าข่ายกระทบความมั่นคงของประเทศที่นาซีเป็นผู้นิยามแต่เพียงผู้เดียวผ่านการโฆษณาชวนเชื่อที่ถูกควบคุมโดยพรรคนาซี ในปี 1934 ประธานาธิบดีฮินเดนบวร์กได้เสียชีวิตลง ฮิตเลอร์จึงฉวยโอกาสรวบอำนาจตั้งตัวเองเป็นท่านผู้นำ (Führer)

ในปี 1935 พรรคนาซีได้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศเยอรมัน ในช่วงเวลาสองปีที่นาซีครองอำนาจ พรรคนาซีได้แทรกแซงสื่อมวลชนและการศึกษาปลุกฝังแนวคิดเยอรมันแท้คลั่งชาติ (Master race) [14] ความเกลียดชังและความกลัวเป็นเครื่องมือที่ดีในการโฆษณาชวนเชื่อ พรรคนาซีจึงกำหนดให้ยิวเป็นศัตรูของชาติและโยนความเกลียดชังและความล้มเหลวในอดีตไปยังคนเยอรมันเชื้อสายยิว แต่เป้าหมายที่แท้จริงของนโยบายนี้ก็เพื่อให้นายทุนของพรรคนาซีและคนของพรรคนาซีเข้ายึดครองกิจการและทรัพย์สินของยิวได้โดยง่าย พร้อมๆกับใช้เป็นเครื่องมือในการปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ

ถ้าไม่ได้ทำผิดจะกลัวอะไร?
... then they came for the Jews, and I did not speak out because I wasn't a Jew…

ในกฎหมายปกติฮิตเลอร์ไม่สามารถหาทางเล่นงานชาวยิวได้โดยตรง วิธีการที่นาซีใช้โดยอ้อมจึงเป็นการให้กลุ่มอันธพาลการเมือง SA ออกมารณรงค์ต้านธุรกิจและการรับชาวยิวเข้าทำงาน เมื่อไม่สามารถหากฎหมายมาเล่นงานชาวยิวได้ก็ออกกฎหมายโดยเฉพาะมาเล่นงานยิวเสียเลย ฮิตเลอร์ได้ออกกฎหมายเหยียดเชื้อชาติ (Nuremberg Laws) โดยห้ามให้คนเยอรมันข้องเกี่ยวกับชาวยิว เช่น การแต่งงาน การทำธุรกิจ การจ้างงาน ซึ่งถ้าผู้ใดละเมิดก็จะถูกลงโทษตามกฎหมาย และยังออกกฎหมายยกเลิกสิทธิพลเมืองของชาวยิว ออกมาตราฐานกำหนดว่าใครเป็นเยอรมันแท้หรือเป็นยิว ต่อให้ไม่ได้ทำผิดอะไร แค่เป็นยิวก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมายแล้ว ไม่มีใครออกมาต่อต้านกฎหมายนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่เป็นเยอรมันแท้ไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะพวกคริสเตียนที่สนับสนุนนโยบายนี้เพราะคนพวกนี้เชื่อว่ายิวเป็นศัตรูของคริสต์ การที่ปล่อยให้นาซีออกกฎหมายนี้นั่นคือใบอนุญาติให้นาซีกำหนดความดีความเลวของสังคม การวางเฉยของคนในสังคมทำให้นาซีออกกฎหมายที่หนักและรุนแรงมากขึ้น นำมาซึ่งกฎหมายต่อต้านพวกรักร่วมเพศและคนพิการ ในที่สุดก็นำไปสู่กฎหมายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ [15,16]

โดยทั่วไปนั้นเรามักจะมองว่าอำนาจของศาลเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม แต่ในความเป็นจริงนั้นอำนาจปกครองทั้งสามส่วน(รัฐบาล รัฐสภา ศาล) ก็มีผลต่อความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรม รัฐสภามีอำนาจในการออกกฎหมายซึ่งรัฐสภาสามารถทำลายกระบวนการยุติธรรมได้โดยการออกกฎหมายที่ไร้ความยุติธรรมและความเท่าเทียม เช่น กฎหมายห้ามล้อเลียนฮิตเลอร์ กฎหมายยกเลิกสิทธิพลเมืองของชาวยิว หรือกฎหมายที่เปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจเหนือสิทธิมนุษยชน รัฐบาลมีอำนาจในการใช้กฎหมายหรืออำนาจบริหารสามารถทำลายกระบวนการยุติธรรมได้โดยการเลือกปฏิบัติเฉพาะคนบางกลุ่ม เช่น ในสมัยนาซีฮิตเลอร์ตั้งพรรคพวกของตนเองคุมตำรวจ และปล่อยให้กลุ่มอันธพาลการเมือง SS และ SA ก่อกวนการชุมนุมของฝ่ายตรงข้ามโดยที่ตำรวจไม่เข้าไปจับกุมหรือระงับเหตุ และศาลซึ่งมีอำนาจตีความกฎหมายก็มีอำนาจโดยตรงที่จะบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมโดยการตีความกฎหมายให้กว้างและครอบคลุมเพื่อหาเรื่องลงโทษเป้าหมายทางการเมือง การที่จะบอกว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นมีความยุติธรรมจริงหรือไม่ จึงควรต้องพิจารณาจากองค์ประกอบเหล่านี้เป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาแค่กระบวนการในศาล

และเขาก็มาหาฉัน ...
"... then they came for me, and there was no one left to speak for me." 

-- famous quote by Pastor Martin Niemöller, who spent 1937-1945 in a concentration camp for opposing the introduction of Nazi ideology into Christianity 
คริสตจักรในเยอรมันเป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการสนับสนุนนาซีโดยเฉพาะในช่วงการเริ่มต้นของพรรคนาซี เพราะพรรคนาซีนั้นประกาศตัวว่าอยู่ตรงข้ามกับยิวและคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นพวกต่อต้านศาสนา คริสตจักรคาดหวังว่าเมื่อนาซีมีอำนาจจะกำจัดศัตรูของคริสตจักรและช่วยทำให้คริสตจักรมั่นคง หลังจากที่กำจัดพวกยิว ฮิตเลอร์จึงพยายามครอบงำคริสตจักร แต่ฮิตเลอร์ก็ได้รับการต่อต้านจากเหล่าบาทหลวง หนึ่งในนั้นคือ บาทหลวงมาร์ติน (Martin Niemöller) [17] ผู้เคยสนับสนุนนาซีและการเหยียดพวกยิว ท่านได้รวมกับบาทหลวงท่านอื่นๆในการเขียนจดหมายวิพากษ์วิจารณ์นาซี นั่นทำให้บาทหลวงมาร์ตินถูกควบคุมตัวในเวลาต่อมา ถูกนำตัวขึ้นศาลพิเศษและถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาต่อต้านรัฐ ไม่มีใครออกมาช่วยเหลือบาทหลวงมาร์ติน บาทหลวงมาร์ตินถูกจับขังคุกและเมื่อเขาพ้นโทษออกมาก็ถูกตำรวจลับจับตัวไปอีกครั้งด้วยเหตุผลว่า โทษที่ได้รับจากศาลนั้นไม่สาสมกับที่บาทหลวงได้ด่าท่านผู้นำ บาทหลวงมาร์ตินถูกนำตัวไปที่ค่ายกักกันนักโทษการเมืองตั้งแต่ปี 1938 จนสงครามสิ้นสุดและได้รับการปลดปล่อยโดยฝ่ายสัมพันธมิตร

เคยสงสัยกันบ้างมั้ยว่าทำไมนาซีจึงสามารถจับคนเข้าค่ายกักกัน ด้วยข้อหาที่ไม่สมเหตุสมผล และขาดหลักฐาน? นั่นก็เพราะไม่มีใครกล้าที่จะต่อต้านพวกเขา

สัตว์ในฟาร์มของนาซี

ในประเทศเยอรมันนั้นมีทั้งคนโง่และคนฉลาด นาซีไม่สามารถทำให้ทุกคนเชื่อฟังได้ แต่เพื่อความมั่นคงของระบอบนาซีนั้น พวกนาซีจึงสนับสนุนคนโง่ที่เชื่อฟังนาซีให้ได้มีอำนาจในการคอยควบคุมและป้องกันไม่ให้พวกที่รู้ทันนาซีได้ออกมาก่อความวุ่นวายต่อระบอบนาซี ฮิตเลอร์ไม่ได้ต้องการจับคนเยอรมันทุกคนเข้าคุก แต่เขาต้องการให้คนเยอรมันทุกคนเชื่อฟัง ดังนั้นใครที่ต่อต้านนาซีก็จะถูกจับเข้าค่ายกักกัน ส่วนพวกที่ไม่ต่อต้านก็จะถูกหลอกให้ทำงานรับใช้นาซี ส่วนพวกนาซีนั้นก็คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้จากประชาชนที่ไม่ต่อต้านนาซีเหมือนดังสัตว์ในฟาร์ม คนที่เชื่องก็จะได้รับการยกย่องชื่นชม ประชาชนต้องแข่งขันกันเองเพื่อทำงานเอาใจนาซี มากกว่าที่จะรวมตัวกันเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับนักการเมืองนาซี

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ต่อต้านนาซี ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะปลอดภัย ในปี 1939 นาซีเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองโดยการบุดยึดประเทศเพื่อนบ้านโปแลนด์และฝรั่งเศส ต่อมาไม่นานก็ประกาศสงครามกับโซเวียตและอเมริกา เยอรมันเข้าสู่สงครามที่ไม่มีวันชนะเพราะอเมริกาเพียงประเทศเดียวก็มีผลผลิตมวลรวมมากกว่าเยอรมันถึงสองเท่า เยอรมันจึงไม่มีกำลังผลิตพอที่จะทำสงครามอย่างยาวนาน ความหวังเดียวคือต้องรีบชนะสงครามโดยเร็ว แน่นอนว่าการทำสงครามของนาซีไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนทุกคน แต่ก็ไม่มีใครกล้าต่อต้าน คนจำนวนมากถูกจับไปเป็นพลทหารหรือทำงานในโรงงานผลิตอาวุธ ทรัพย์สินที่ได้มาจากการยึดประเทศเพื่อนบ้านก็มักจะถูกโกงกินไปโดยนายทหารระดับสูงหรือเจ้าหน้าที่นาซีระดับสูง พลทหารเยอรมันไม่เคยได้รับประโยชน์อันใดจากสงคราม นั่นก็เพราะพวกพลทหารนั้นอาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานในแนวหน้า แต่นายทหารนั้นไม่ต้องเสี่ยงในแนวหน้า พวกนี้มักจะรอดจากสงคราม ฮิตเลอร์จึงมักจะปรนเปรอนายทหารด้วยทรัพย์สมบัติ ที่ดินและบ้านพัก [18] เพราะคนพวกนี้เป็นฐานอำนาจสำคัญของนาซี รวมถึงพวกตำรวจลับที่ต่อสู้กับประชาชนมือเปล่าก็มักจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าทหารที่เสี่ยงตามชายแดน นั่นก็เพราะคนพวกนี้มีหน้าที่สำคัญในการควบคุมคนเยอรมันไม่ให้ต่อต้านนาซี เพื่อให้นาซีสามารถเกณฑ์ประชาชนไปตายที่ชายแดนได้ ทรัพย์สินที่ยึดได้จากนักโทษการเมืองก็มักจะถูกแบ่งกันภายในหน่วยตำรวจลับ และความตายของทหารที่ชายแดนมักจะถูกเอามาใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อในเมือง พร้อมๆกับการล้างสมองโดยฮิตเลอร์ว่าจะนำพาชัยชนะมาให้คนเยอรมัน จงเสียสละเพื่อชาติ

ในช่วงกลางสงครามอาหารเริ่มขาดแคลน ผู้คนถูกเกณฑ์เข้าสู่สงครามมากขึ้น โดยไม่มีท่าทีว่าชัยชนะอย่างรวดเร็วตามที่ท่านผู้นำได้สัญญาจะเป็นจริง ณ ตอนนี้คนเยอรมันรับรู้แล้วว่าพรรคนาซีต้องปิดบังพวกเขาจากความจริง นาซีเยอรมันนั้นเป็นประเทศที่อยู่ได้ด้วยการหลอกลวงและปิดกั้นเสรีภาพ การพูดความจริงหรือความสงสัยในตัวท่านผู้นำจึงเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศ แม้แค่ความคิดว่าประเทศเยอรมันจะแพ้สงครามถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นทรยศชาติ ในการควบคุมคนของนาซีนั้น พวกนาซีได้ออกกฎหมายให้อำนาจหน่วยตำรวจลับในการจับกุมผู้ต้องสงสัยและส่งตัวเข้าค่ายกักกันโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาล ถึงแม้ว่าจะเป็นการนินทาฮิตเลอร์เพียงเล็กน้อยก็จะต้องเอามาลงโทษให้รุนแรงเพื่อให้คนกลัว และมากไปกว่านั้นยังให้อำนาจคนเยอรมันทุกคนในการตรวจสอบคนเยอรมันด้วยกันเอง นั่นก็คือให้อำนาจคนธรรมดาที่ไม่ใช่ตำรวจลับ สามารถแจ้งความตั้งข้อกล่าวหาในคดีความที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือการวิพากษ์วิจารณ์พรรคนาซีได้ การสร้างความหวาดระแวงด้วยกันเองในหมู่ประชาชนนั้นเป็นเครื่องมือที่ดีที่ทำให้ประชาชนไม่กล้าคุยเรื่องการเมือง เพราะกลัวว่าจะถูกเพื่อนบ้านของตัวเองเอาเรื่องไปฟ้องตำรวจลับ เมื่อพิจารณาถึงอัตราส่วนของตำรวจลับต่อจำนวนประชากรแล้วจะเห็นได้ว่าวิธีการนี้มีประสิทธิภาพทำให้คนหวาดกลัวได้ดีมาก เช่นในเขตรายน์(Rhine) มีตำรวจลับแค่ 281 นาย แต่คุมประชาชนถึง 4 ล้านคน นั่นก็เพราะประชาชนต่างหวาดกลัวกันเอง การจับกุมส่วนใหญ่ของตำรวจลับจึงมักจะได้รับการแจ้งจากประชาชนมากกว่าการสืบสวนด้วยตำรวจลับเอง

คนเยอรมันไม่มีทางได้รับความยุติธรรมจากการถูกจับกุมโดยกฎหมายของนาซี ด้วยคนของนาซี และตัดสินโดยผู้พิพากษาของนาซี ในปี 1942 เด็กอายุ 17 ปี ถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะแอบฟังวิทยุของอังกฤษ [19] และในปีเดียวกันก็มีแม่ชีถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะเอาไม้กางเขนไปแขวนที่โรงพยาบาลและแต่งกลอนล้อฮิตเลอร์ ในปี 1943 หลังจากความพ่ายแพ้ที่สตาลินกราดของเยอรมัน นาซีได้ปิดข่าวความพ่ายแพ้ไม่ให้ประชาชนรู้ แต่มีกลุ่มนักศึกษาไวท์โรสได้พิมพ์ใบปลิวแจกสาธารณะถึงความพ่ายแพ้ของเยอรมัน และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อต้านนาซีเพื่อยุติสงคราม ลดความสูญเสียที่ไร้ประโยชน์ เพราะว่าเยอรมันกำลังจะแพ้สงครามและกำลังจะนำพาสนามรบเข้ามาสู่ดินแดนเยอรมัน นอกจากนี้พวกนักศึกษายังได้เผยแพร่ถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซีด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่นาซีปกปิดประชาชนมาตลอดเพื่อสร้างภาพว่าพวกเขามีมนุษยธรรม พวกนักศึกษาถูกจับกุมและตัดสินประหารชีวิตภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากถูกควบคุมตัว [20]

ในช่วงหลังของสงคราม ถึงแม้ว่าท่านผู้นำจะประกาศผ่านวิทยุว่าประเทศเยอรมันจะชนะสงคราม แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดใส่ชาวเยอรมัน นั่นแสดงให้เห็นว่าท่านผู้นำไม่สามารถคุ้มครองพวกเขาได้อีกแล้ว ความพยายามต่อต้านนาซีนั้นดูจะสูญเปล่า มีคนจำนวนมากถูกตัดสินประหารชีวิต ในช่วงปี 1942-1945 ศาลของนาซี ผู้พิพากษาศาลนาซี โรแลนด์ (Roland Freisler) [21] เพียงคนเดียวได้ตัดสินประหารชีวิตคนที่ต่อต้านนาซีมากถึง 5000 คน นั่นแสดงให้เห็นว่าศาลของนาซีนั้นไม่มีความยุติธรรม การไต่สวนของศาลนาซีนั้นจึงเป็นพิธีกรรมที่ใช้ประจานผู้ต้องหาให้ได้รับความอับอายดังเช่นในวิดีโอนี้ 
https://www.youtube.com/watch?v=Nzz700H6T9M
กฎหมายที่คนเยอรมันได้เคยสนับสนุนให้นาซีใช้กับศัตรูของชาติได้หันกลับมาเล่นงานพวกเขาเองแล้ว คนเยอรมันนั้นให้อำนาจกับนาซีในการผูกขาดความรักชาติและความดี นาซีสามารถจับกุมใครก็ได้โดยการยัดข้อหาว่าเป็นยิวหรือคอมมิวนิสต์ และก็ไม่มีใครกล้าที่จะช่วยเหลือพวกเขา นั่นก็เพราะว่าความกลัวที่จะโดนเหมารวมไปด้วย เมื่อพวกเขาอนุญาติให้นาซีใช้กฎหมายที่ไร้ความยุติธรรมเล่นงานผู้บริสุทธิ์โดยมิชอบได้ วันหนึ่งนาซีก็สามารถนำมาใช้เล่นงานพวกเขาได้เช่นกัน

Our Führer has promised us victory

ฮิตเลอร์ยังคงย้ำประโยคเดิมว่าเยอรมันจะชนะสงคราม ถึงแม้ว่าฮิตเลอร์จะไม่สามารถออกจากบังเกอร์ได้อีกแล้ว เพราะข้าศึกได้เข้าประชิดเบอร์ลิน ฮิตเลอร์ตัดสินใจฆ่าตัวตาย พวกทหารโซเวียตที่คับแค้นจากการถูกเหยียดเชื้อชาติและรุกรานโดยคนเยอรมัน ได้ออกข่มขืนผู้หญิงเยอรมันกว่าสองล้านคนเพื่อแก้แค้น [22] พวกนายพลและผู้บริหารของนาซีก็ไม่ได้สู้ตายตามที่พวกเขาพูดต่อประชาชน เมื่อข้าศึกยกทัพเข้ามาในเมือง พวกนายพลก็ยอมจำนน บางคนก็เสนอเงื่อนไขให้ตัวเองไม่ต้องขึ้นศาลเพื่อแลกกับการให้พลทหารยอมวางอาวุธ การสู้ตายอย่างชายชาติทหารในสนามรบมันเป็นของพลทหารเท่านั้น หลังสงครามเยอรมันไม่ได้เป็นประเทศอีกต่อไป เป็นเพียงเขตควบคุมพิเศษของฝ่ายสัมพันธมิตรเท่านั้น
“You may hand us over to the executioner, but in three months' time our disgusted and harried people will bring you to book and drag you alive through the dirt in the streets!” 

นักโทษของศาลนาซีได้กล่าวกับผู้พิพากษาก่อนที่จะถูกนำตัวไปประหาร [23] 
อาชญากรสงครามนาซีได้ถูกนำตัวขึ้นศาล พวกเขาได้ถูกตัดสินคดีตามความผิดที่พวกเขาได้ก่อไว้กับมนุษยชาติ พวกนาซีรู้ดีว่าเขากำลังขึ้นศาลที่กฎหมายถูกร่างโดยฝ่ายสัมพันธมิตร ใช้โดยคนของฝ่ายสัมพันธมิตร และผู้พิพากษาที่แต่งตั้งโดยฝ่ายสัมพันธมิตร พวกเขากำลังจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแบบเดียวกับที่พวกเขาเคยมอบให้กับคนเยอรมันที่พวกเขาได้ยัดเยียดความเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ แต่วันนี้พวกเขาเองกำลังขึ้นศาลด้วยข้อหาความมั่นคงของมนุษยชาติ พวกนาซีหลายคนรู้ดีว่าตนเองจะต้องถูกประหาร หลายคนจึงชิงฆ่าตัวตายไปเสียก่อน ส่วนคนเยอรมันนั้นก็ต้องชดใช้กับสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำ ผู้ชายถูกเกณฑ์โดยโซเวียตให้กลับไปช่วยซ่อมแซมเมืองในรัสเซีย พลเมืองถูกเกณฑ์ให้ไปเก็บศพของชาวยิวและศัตรูทางการเมืองของนาซีในค่ายกักกัน ประเทศเยอรมันถูกแบ่งออกเป็นตะวันตกและตะวันออกอีกยาวนานกว่า 40 ปีจึงกลับมารวมประเทศ
The world is a dangerous place to live; not because of the people who are evil, but because of the people who don't do anything about it.

Albert Einstein
ความอยุติธรรมภายใต้การปกครองของนาซีนั้นเกิดขึ้นเพราะการวางเฉยต่อการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน นาซีไม่ได้ใช้อำนาจอย่างบ้าคลั่งในช่วงแรก แต่พวกเขาค่อยๆขยายอำนาจไปเรื่อยๆ และในทุกครั้งที่นาซีใช้อำนาจต่อกลุ่มบางกลุ่มและประชาชนส่วนใหญ่วางเฉย มันก็คือการรับรองอำนาจให้พวกนาซี เมื่อคนเยอรมันอนุญาติให้นาซีจับกุมตัวใครก็ได้ที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง วันหนึ่งนาซีก็สามารถใช้ข้ออ้างเดียวกันในการจับกุมพวกเขา หลังจากสงครามโลกทำให้โลกเสรีได้ตระหนักว่าเสรีภาพในข้อมูลข่าวสารและการวิพากษ์วิจาร์บุคคลสาธารณะนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเมื่อขาดเสรีภาพแล้ว ประชาชนก็จะรับรู้แต่สิ่งลวงหลอกและในที่สุดก็ถูกชักจูงไปในแนวทางที่ทำลายมนุษยชาติด้วยกันเอง หลังสงครามความชั่วต่างๆของนาซีได้ถูกเผยแพร่ คนเยอรมันได้ศึกษาความผิดพลาดในอดีตและเอามาสั่งสอนคนทั่วโลกเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
หลังสงครามโลกครั้งที่สองมนุษยชาติได้รู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่สำคัญมากกว่าชาติ นั่นก็คือสิทธิมนุษยชน
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ในการศึกษาประวัติศาสตร์พัฒนาการทางการเมืองในไทยนั้นยังมีน้อยมาก รวมถึงบทความในอินเตอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองก็มีน้อย ถ้าท่านชอบบทความนี้และเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ก็ขอให้ช่วยกันกดแชร์

SHARE

Comments

Pandaman
5 years ago
อ้างอิง

[1] https://www.quora.com/What-prevented-decent-Germans-from-speaking-up-during-the-Holocaust
[2] https://en.wikipedia.org/wiki/Separation_of_powers
[3] https://en.wikipedia.org/wiki/Kapp_Putsch
[4] https://en.wikipedia.org/wiki/Beer_Hall_Putsch
[5] https://en.wikipedia.org/wiki/Enabling_Act_of_1933
[6] https://en.wikipedia.org/wiki/Gleichschaltung
[7] https://en.wikipedia.org/wiki/German_Labour_Front
[8] https://en.wikipedia.org/wiki/Strength_Through_Joy
[9] http://www.historylearningsite.co.uk/nazi-germany/trade-unions-and-nazi-germany/
[10] https://en.wikipedia.org/wiki/Allgemeiner_Deutscher_Gewerkschaftsbund
[11] https://en.wikipedia.org/wiki/Reichstag_fire
[12] https://en.wikipedia.org/wiki/People%27s_Court_(Germany)
[13] https://en.wikipedia.org/wiki/Gestapo
[14] https://en.wikipedia.org/wiki/Master_race
[15] https://en.wikipedia.org/wiki/Action_T4
[16] https://en.wikipedia.org/wiki/Anti-Jewish_laws
[17] https://en.wikipedia.org/wiki/Martin_Niemöller
[18] https://en.wikipedia.org/wiki/Nazism_and_the_Wehrmacht
[19] https://en.wikipedia.org/wiki/Helmuth_Hübener
[20] https://en.wikipedia.org/wiki/White_Rose
[21] https://en.wikipedia.org/wiki/Roland_Freisler
[22] https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Berlin
[23] https://en.wikipedia.org/wiki/Erwin_von_Witzleben
[24] https://www.reddit.com/r/todayilearned/comments/4i7wrj/til_that_soldiers_in_the_german_army_are_allowed/

Reply