ลูกค้าฮาร์ดคอร์
     การเป็นแม่ค้าทำให้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่าในโลกนี้มีลูกค้าสามประเภท คือหนึ่ง ลูกค้าพวกที่ถามราคาและซื้อทันทีโดยไม่ต่อราคาเลยสักคำ อาจเป็นเพราะมีฐานะดีหรือไม่ก็มีปัญหากลิ่นปาก สองคือ ลูกค้าพวกที่ถามราคา เลือกแล้วเลือกอีกจนถูกใจ จากนั้นต่อราคาพอเป็นธรรมเนียม ลูกค้าประเภทที่หนึ่งและสองเป็นมาตรฐานลูกค้าคนไทยที่ฉันภาวนาขอให้เจอทุกวัน 
    และประเภทที่สามคือ ลูกค้าพวกที่ไม่มีทักษะพื้นฐานทางสังคมตลาดนัด และไม่รู้จักขอบเขตของการขอลดราคา ลูกค้ากลุ่มนี้จะสรรค์หาวิธีมาต่อรองราคา ไม่ใช่ในเชิงสร้างสรรค์นะ แต่เป็นในเชิงดุดันและก้าวร้าวเสียจนจากอาชีพแม่ค้าที่ไม่จากเดิมค่อยมีเกียรติอยู่แล้ว ถูกลดคุณค่าให้ต่ำต้อยเกือบจมดิน ซึ่งฉันไม่พิศวาสลูกค้าประเภทนี้เสียเท่าไหร่

     เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง สองแม่ลูกขับมอเตอร์ไซค์มาและหยุดอยู่หน้าร้าน ฉันสังเกตเห็นแล้วหละว่าจะมาซื้อของ คนลูกเป็นผู้ชายอายุราวสามสิบกว่า ไว้ผมประบ่าสวมหมวกกันน๊อคตะโกนเข้ามาถามว่า 
     "จะดูของ จอดรถได้ตรงไหน!" ฉันสะดุ้งอย่างไม่ทันตั้งตัว ฉันตะโกนตอบจากในร้านไปว่าจอดหน้าร้านได้ 

     คนลูกจอดรถหน้าร้าน ดับเครื่องและคร่อมคอยอยู่บนนั้น แป่ะมือกันส่งคนแม่ให้มาเลือกของในร้าน คนแม่ค่อยๆเหวี่ยงขาออกจากเบาะ อย่างไรก็ดีคนแม่นี้อายุน่าจะหกสิบได้ สวมเสื้อแดงผ้าเหลือบ ผมดำสั้น(เพราะโกรกผม) หน้าตาสะอาดสะอ้านดูดีเลยทีเดียว คนแม่เดินเข้ามาในร้านและเริ่มเลือกของ หล่อนหันกลับไปถามลูกชายเป็นระยะ
   "เฮ้ย! ใบนี้ดีมั้ย"คนแม่ตะโกนถามคนลูก    "ไม่เอา! ดูใบนั้นดิ๊" คนลูกตะโกนตอบ พรางชี้นิ้วเข้ามาในร้านพยายามเลือกให้ แต่คนแม่ก็หยิบไม่ถูกใบเสียที ใบนี้หรอ?ใบนั้นหรอ? บทสนทนาของสองแม่ลูกเป็นไปอย่างเสียงดังและฮาร์ดคอร์มาก ตะโกนถามกันไปมาประมาณสิบนาที จนเสียงเดียวที่ฉันได้ยินก้องกังวาลในหูคือ "อูว์..............................................." เป็นผลจากการอยู่ตรงกลางระหว่างบทสนทนานั่นเอง

     ในที่สุดคนแม่ก็เลือกกระเป๋าใบที่ถูกใจได้(ยกอกออกจากภูเขา) ฉันบอกราคาไป 290 บาท ซึ่งฉันรู้อยู่แล้วว่าสองแม่ลูกจะไม่ยอมน้อมรับจ่ายเงินตามราคาคำแรกอย่างง่ายๆ 

    คนแม่ถาม "ลดได้เท่าไหร่ เจ๊?" ฉันถูกเรียกว่าเจ๊จากอาซิ้มที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่ได้แคร์หรอกเพราะชิน ลูกค้าเรียกฉันว่าเจ๊มาตั้งแต่อายุ14 
     ฉันลดราคาให้เหลือ270บาท จากปกติที่ต้องลดตามสเต็ปคือจาก 290 เหลือ 280 จนเหลือ270 ค่อยๆลดเป็นขั้นบันไดไปเรื่อยๆ แต่ในกรณีนี้ฉันลดให้รวดเดียวไปเลย เพราะรู้ว่าคนแม่ไม่ได้มาเล่นๆ ต้องเข้าประเด็นตรงจุดไปเลย อีกอย่างหนึ่งคือ ฉันไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ใจจริงอยากให้รีบๆซื้อและรีบๆไปเสียทีเพราะไม่อยากหูวิ๊งไปมากกว่านี้ 

     คนแม่ยังไม่พอใจในราคา "ลดให้หน่อยสิ..." และขอต่ออย่างไม่อายฟ้าดิน
"...200 ได้มั้ย?" ตระเถนเบนเข็ม ต่อจาก290 เหลือ200บาท ถ้าไม่หนาจริงต่อไม่ได้ขนาดนี้นะเนี่ย(คือหมายถึง ผมหนาอ่ะนะ)

     อย่างไรก็ดี คนแม่ที่ว่าฮาร์คอร์แล้วก็ยังไม่เท่าคนลูก เขาตะโกนเสียงดังมาจากมอไซค์เส็งเคร็งว่า
    "รู้จักพี่แดงป่าว?" หน้าตาคนลูกดูจริงจังมากจนฉันกลัวในตอนแรก ฉันคิดในใจ หา? อะไรวะ ใครคือพี่แดง? นายกคนใหม่หรอ หรือประธานาธิบดีประเทศเขมราศที่ไหน ทำไมถึงคิดว่าฉันต้องรู้จัก ฉันทำหน้างงจนเขาต้องตะโกนให้ข้อมูลเพิ่ม ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "พี่แดงที่อยู่สน.พลับพลาชัยอ่ะ รู้จักป่าว?" 

     โว้วๆ เดี๋ยวก่อนนะ อย่างแรกเลยคือ ฉันไม่รู้จักแดงไหนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแดงโซดา แดงเย็นตาโฟ หรือแดงแม้ว แดงไหนก็ไม่รู้จัก โอเคนะ
    อย่างที่สองคือ เอาจริงดิพี่! แค่ซื้อกระเป๋าใบนึงราคาสองร้อยกว่าบาท ถึงกับต้องอ้างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ(ปืน)เพื่อขอลดราคาเลยหรอ มันจำเป็นขนาดนั้นเลยกับการซื้อของแค่ราคาสองร้อยบาท นี่ถ้าพี่ซื้อกระเป๋าเดินทางใบละพันกว่าพี่ไม่ต้องขนมาทั้งเขตเลยหรอ 

     นี่รู้สึกเหมือนไม่ได้กำลังขายของ ต่อรองกันตามประสาแม่ค้าลูกค้า แต่รู้สึกเหมือนกำลังถูกเรียกไถจากมาเฟียแก๊งส์เตอร์อย่างไรอย่างนั้น 
     อย่างกับมีผู้ชายสวมเสื้อสีแดงสวมแว่นตาดำ(ซึ่งก็คือคนลูก)จ่อปืนดำขลับมาที่หัว "รู้จักพี่แดงป่าว ห๊ะ! อีดอกมะลิ!" ตะโกนใส่ฉันที่ถูกมัดติดกับเก้าอี้ในห้องดำทึบ มีเพียงสปอตไลท์ส่งลงตรงกลางห้อง มีเทปหนังไก่ปิดปากฉันอยู่ และคนแม่ที่สวมเสื้อแดงค่อยๆเดินออกมาจากมุมมืดของห้องพร้อมปืนช๊อทกัน ตะคอกใส่ข้างหู "ถ้าไม่อยากมีปัญหา...ขายกระเป๋าใบนี้ในราคา200บาทซะ!" และสองแม่ลูกเริ่มหัวเราะพร้อมกันเหมือนตัวโกงในละคร โดยไม่ได้กลิ่นอึที่ฉันเพิ่งประทุและระเบิดใส่กางเกงยีนส์ด้วยความกลัว

     แม้จะช๊อคผสมขำในใจ แต่ด้วยเกียรติของแม่ค้าฉันต้องกล้าหาญ ลดได้แค่ไหนก็แค่นั้น ฉันยืนกรานไปว่าลดได้แค่ 270บาท หากเจอกับลูกค้างี่เง่าช่างตื้อแบบนี้ทางออกที่ดีที่สุดคือ ตื้อกลับ ต้องยืนกรานกับราคาของเรา ห้ามปล่อยเด็ดขาดไม่ว่าจะโดนคุกคามหรือโดนตื้ออย่างไร ต้องอดทนอดกลั้น และในที่สุดหากลูกค้าทนไม่ไหวก็จะยอมแพ้ไปเอง

     ซึ่งก็ได้ผลทุกครั้งไป คนแม่ยอมจ่ายเงิน270บาท ด้วยใบหน้าที่ยับยุ่ยอย่างกับรูก้น ฉันใส่กระเป๋าลงถุงพลาสติกพร้อมยื่นให้ ขณะที่ฉันมองคนแม่ขึ้นคร่อมรถมอไซค์คนลูกก็ยังไม่เลิกอวดอ้างถึงอำนาจของพี่แดงแฟนต้า
    "พี่แดงหน่ะ ผมรู้จัก ที่อยู่สน.นั้นนะ" เขายืนกราน สีหน้าที่จริงจังของเขาทำเอาฉันตะโกนขำในใจจนทะลักออกมาเป็นรอยยิ้มเยาะเบาๆ ชายวัยกลางคนที่ไหนที่อวดอ้างชื่อของชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพื่อให้ได้ซื้อของในราคาที่ถูกกว่าลูกค้าคนอื่นๆ...

     อ้อ! ฉันรู้ว่าผู้ชายวัยกลางคนแบบไหน ...ก็ชายวัยกลางคนที่เป็นไอขี้แพ้ไง ไม่มีงานทำ ไม่มีเงิน ยังต้องอาศัยอยู่กับแม่ ไม่มีความภาคภูมิอะไรที่จะอวดอ้างได้ ถึงต้องหลบอยู่ใต้ขนรักแร้ของผู้ชายคนอื่นแทนที่จะลุกขึ้นมาหางานทำ ทำตัวเองให้น่าเกรงขามและน่านับถือ 

     สองแม่ลูกขี่รถจากไป ให้ความรู้สึกเหมือนยกอกออกจากภูเขา ลูกค้าประเภทนี้บางทีก็น่าเตะแต่บางทีก็ตลกดีเหมือนกัน แต่ไม่ขอถี่มากนะ นานๆมาทีพอให้มีเรื่องได้หายคันปากก็พอ

SHARE
Written in this book
แม่ค้าจิตแข็ง
เรื่องราววุ่นๆมันส์ๆที่เกิดขึ้นในตลาด ถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของแม่ค้าน้อยๆคนนี้
Writer
BlackTomato
Observer
มีเรื่องมากมายที่ต้องเรียนรู้ ทั้งเรื่องที่อยู่ข้างนอกตัว และเรื่องที่อยู่ข้างในใจตัวเอง

Comments