THIS ISN'T A SHORT STORY.
บางครั้งฉันย้อนคิดเรื่องราวที่เคยเกิดระหว่างเราในอดีต พลางมองดูปัจจุบันและนึกกล่าวโทษเวลาและความเป็นผู้ใหญ่ที่ทำให้เรื่องทุกอย่างจบลง

เรื่องของเธอและฉันเริ่มขึ้นตอนเราอยู่อนุบาล 3 เราต่างเป็นเพียงคนรู้จักของกันและกัน ยิ่งตอนหลังจากจบอนุบาลเธอและฉันก็เรียนกันคนละห้อง ทำให้ชีวิตเราสองคนคล้ายดาวเคราะห์ที่โครจรกันไปคนละทาง ก่อนจะได้มาเป็นเพื่อนกันจริงๆ ตอนประถมศึกษาปีที่ 4 เทอม 1 และต่างแอบชอบกันและกันตอนก่อนจบเทอม 2 เธอเป็นคนเพื่อนเยอะ ยิ้มง่าย ขี้แกล้ง แต่ใจดี ทุกครั้งที่มีใครมาแกล้งฉัน เธอจะปกป้องเสมอ แต่บางครั้งเธอก็แหย่ฉันเสียเอง
วันสุดท้ายก่อนจบชั้นประถม ฉันพยายามรวบรวมความกล้าที่จะบอกชอบเธอ พลางคิดไปว่า ไหนๆ ก็จะไม่เจอกันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องอายเลย แต่สุดท้ายฉันก็รวบรวมความกล้าไม่พอที่จะพูดมันออกไป

หลังจากนั้นเราก็ต่างแยกย้ายไปเรียนคนละที่ ฉันยังคงเป็นคนที่ถูกคนอื่นรังแกเหมือนสมัยประถม แต่ตอนนี้ไม่มีเธออีกแล้ว ฉันจึงต้องพยายามเข้มแข็งกว่าเดิม ส่วนเรื่องของเธอระหว่างไม่ได้เจอกันนั้น ฉันไม่รู้อะไรมากนักนอกจากเธอเรียนอีกโรงเรียนในจังหวัดเดียวกันและฉันยังคงคิดถึงเธอ

ฉันจำได้ว่าใช้เวลาอยู่หลายปีทีเดียวกว่าจะเลิกคิดถึงเธอ จนถึงตอนนี้ฉันยังนึกถึงประโยคติดหูที่คนเขามักพูดว่า รักแรกมักฝังใจ เห็นทีจะมีส่วนจริงอยู่หลายส่วน ฉันในสมัยเด็กติ่งจึงไม่สามารถชอบใครได้เหมือนที่ฉันชอบเธอ มาคิดดูแล้ว สมัยนั้นถึงฉันจะเรียนไม่ได้เรื่องนัก แต่เรื่องความรัก ฉันอยู่ในยุคที่เรียกได้ว่า ค่อนข้างจะรุ่งเรืองพอสมควรสำหรับคนที่หน้าตาจัดได้ว่า ไม่ได้ดีนักอย่างฉัน แต่อย่างที่คนเขาพูดกัน เพราะรักแรกมักฝังใจฉันจึงลงเอยด้วยการคบกับหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นแทน

พอขึ้นชั้นมัธยมปลาย ชีวิตฉันเรียกได้ว่า อยู่ในจุดหักเห จากเด็กขี้เกียจกลายมาเป็นคนที่นั่งอ่านหนังสือถึงตีสอง แต่เนื่องจากย้ายมาเรียนในสายที่ไม่ถนัดสุดๆ จึงทำให้การเรียนไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหรนักทั้งที่พยายามแบบสุดติ่งกระดิ่งแมว ซ้ำความเงียบและความกดดันหลายๆ อย่างที่ถาโถมเข้ามาทำให้บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเคว้งคนเดียวบนดวงจันทร์ ช่างเป็นช่วงประจวบเหมาะกับตอนที่พี่คนนึงเข้ามาในชีวิต ฉันที่แม้ทราบจุดประสงค์แต่ก็เหมือนทำเป็นไม่ทราบ เพราะการยืนบนดวงจันทร์คนเดียวนี้มันทั้งเหงาทั้งหายใจลำบาก พอมีถุงออกซิเจนลอยมาก็ต้องคว้าไว้ แต่มันก็ตลกดีพอฉันเกือบจะลืมเธอได้แท้ๆ เธอก็กลับโผล่เข้ามาในชีวิตฉันเสียอย่างงั้น เหมือนเธอจะทราบว่า พื้นที่ของเธอกำลังจะถูกช่วงชิงไป เธอจึงกลับมาทวงสิทธิ์ของเธอ

ทุกอย่างเหมือนเป็นไปด้วยดี เรามาเจอกันอีกครั้ง โทรหากันบ้าง (เป็นเธอที่โทรมา สมัยนั้น 3 บาทก็คุยไปเถอะ เป็นชั่วโมง ตอนนั้น ไม่ใช่ไม่มีมือถือ แต่ดันเผลอเอามือถือซักไปกับผ้า) MSN คุยกันบ้าง จนกระทั่งเราตกลงปลงใจลองคบกันก่อนฉันจะไปเรียนที่อื่นซึ่งไกลจากเธอมากเหลือเกิน

เรายังคุยกันปรกติ ไม่เคยทะเลาะกัน จะมีบ้างที่ห่างหายกันไป จนกระทั่งฉันย้ายกลับมา

อาจเป็นเพราะความห่างไกล หรือ อาจเป็นเพราะสภาวะอิ่มตัวทำให้เราต่างคนต่างเริ่มเอาใจออกห่างกัน ทำให้เราต่างคนต่างเงียบและแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง

จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เราที่ห่างกันไปกลับมาคุยกันอีกครั้ง ทำให้ทราบว่า เราเลือกเรียนกันคนละที่ แต่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน
ฉันในตอนนั้นรู้สึกว่า เราไม่เหมือนเดิม มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปซึ่งฉันเองก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร แต่พอนึกย้อนถึงเด็กผู้ชายใจดีที่เคยปลอบโยนฉันสมัยประถม แล้วมองเธอที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ฉันคิดได้ว่า เธอคือคนเดียวกับคนที่ทำให้ฉันคิดถึงตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้นสุดท้ายเราก็ต่างแยกย้ายกันไปอีกครั้ง ฉันอาจคิดถึงเธอบ้าง แต่คิดไปคิดมา เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วละ

จนผ่านมาอีกราว 2 ปี ฉันบังเอิญพบเธออีกครั้ง เธอดูเหมือนตกใจเล็กน้อยก่อนยิ้มกว้างแล้วคว้ามือฉันไปจับเสียแน่นราวกับกลัวฉันจะหายไปพลางบอกว่า คิดถึง ฉันในตอนนั้นตกใจมากเพราะตั้งตัวไม่ทัน เชื่อมั้ยฉันเคยคิดด้วยซ้ำว่าหากเจอกันอีกครั้งจะพูดคุยอะไร อย่างไร พอถึงเวลาจริงกลับลืมไปหมด ได้แต่ยืนยิ้มบ้าอย่างไม่มีความหมายราวกำลังสวมหน้ากากแป๊ะยิ้ม และนั่นเป็นเหมือนย่อหน้าแรกของบทสุดท้ายในหนังสือที่เธอกับฉันเขียนด้วยกันมากว่า 15 ปี

ฉันเคยได้ยินที่ใครบางคนกล่าวไว้ว่า เรื่องสั้นมักมีตอนจบที่งดงาม 
ฉันที่ได้ฟังในตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่พอได้เขียนเรื่องราว 15 ปีของเธอและฉันมาจนถึงตอนจบ ฉันถึงเข้าใจว่า ทำไมเรื่องสั้นมักงดงาม และทำไมนิทานของเด็กมักเป็นเรื่องสั้น 

เพราะมันคงไม่ดีนักหากเรื่องสโนไวท์จบลงที่ว่า แล้วสุดท้ายเจ้าชายรูปงามก็แต่งงานอีกครั้งกับเจ้าหญิงผมทอง แล้วทั้งสองก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
ในตอนจบของนิทานผู้ใหญ่ เธอและฉันกลับมาคบกันอีกครั้ง ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น เราต่างรู้ใจและรู้จักกันดี หรืออย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ฉันเคยคิด ขณะเดียวกันฉันกลับรู้สึกเหมือนมีหนามเล็กๆ บางอย่างคอยสะกิดอยู่ในใจฉันเสมอ มีบางอย่างไม่ถูกต้อง


หากคิดมากไปมันก็ทำให้ทุกข์ แต่ถ้าจะให้ถึงกับขอรหัสหรือขอเช็คมือถือ - เฟส มันก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะนั่นคือพื้นที่ส่วนตัว อย่างไรก็ตามฉันไม่ต้องการให้ความรักกับความทุกข์เป็นเรื่องเดียวกัน จึงปล่อยวางและคิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เรื่องที่ทำให้ฉันถึงกับมานั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆ แล้วถามตัวเองว่า เด็กผู้ชายใจดีคนนั้นกับผู้ชายใจร้ายคนนี้เป็นคนเดียวกันจริงๆ เหรอ
เวลาเปลี่ยนเธอไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ
มือที่เคยปกป้องฉัน กลับเป็นมือคู่เดียวกันที่โอบกอดผู้หญิงคนอื่น
คำพูดที่เคยปลอบโยน กลับเป็นคำพูดร้ายกาจที่มีแต่คำลวงหลอก
เด็กผู้ชายใจดี กลับกลายเป็นผู้ชายที่ไม่แคร์ว่า ชีวิตน้อยๆ ที่เกิดมาจากตัวเขาและผู้หญิงอีกคนจะเป็นหรือตายอย่างไร

ฉันที่หลับฝันอยู่ดีๆ กลับตื่นขึ้นมาและพบว่า ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว หรือจริงๆ อาจจะไม่เหมือนเดิมมานานแล้ว

แม้เธอพยายามอธิบายว่า 'เธอรักฉันจริงๆ ถึงจะมีเรื่องราวต่างๆ นาๆ เข้ามาแต่เธอรักฉันจริงๆ' ซึ่งช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่ฉันไม่อาจร่วมทางกับเธอได้อีกแล้ว เพราะเด็กผู้ชายใจดีที่ฉันรักคนนั้น ได้ตายจากเธอไปแล้ว


และย่อหน้าสุดท้ายในตอนจบก็กล่าวว่า

แล้วเธอกับผู้หญิงอีกคนก็กลับไปอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข 
แต่จะว่าไปก็แปลกดีที่ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธแค้น หรือ เกลียดเธอเท่าไหร ทั้งที่เธอทำกับฉันขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งฉันเตรียมใจไว้แต่แรกแล้วว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฉันยังคงรักเด็กผู้ชายที่ตายไปแล้วในตัวของเธอ ฉันไม่ได้เสียดายเวลาที่เรามีร่วมกัน แต่กลับผิดหวังระคนสงสัยมากกว่่าอะไรทำให้เธอเปลี่ยนไปขนาดนี้

ฉันไม่แน่ใจนักว่า ตัวฉันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ฉันกลายเป็นผู้หญิงใจร้ายอีกคนโดยไม่รู้ตัวแล้วหรือเปล่่า ฉันได้ฆ่าเด็กผู้หญิงขี้แยในตัวฉันอย่างเลือดเย็นอย่างที่เธอฆ่าเด็กผู้ชายใจดีในตัวเธอคนนั้นหรือเปล่า

Growing up is a real trap.


SHARE
Written in this book
Adult Story
Writer
Capttitanic
Wanderer
I ain't a writer, so I indeed ain't good at writing. I am just a frog who personally likes to read and eat, write and eat, and a long walk and eat. Occasionally wander to some new places.

Comments

CupOfTea
4 years ago
" ไม่เป็นไรนะ " เรืีองของผมเองก็ยังไม่รอดฮ่ะๆแต่ผมจะเอาใจช่วยนะ ในวันหนึ่งที่ตัดสินใจที่จะเลือกสักทาง เมื่อใจเข้มเเข็งพอ ^ ^
Reply
Capttitanic
4 years ago
ฮ่า ฮ่า ขอบคุณนะ :)
รู้สึกอายขึ้นมานิดๆ เหมือนมีคนมาจับได้ว่า เราเองก็ไม่ได้ความเรื่องรักๆ เหมือนกัน (แต่ยังกระแดะไปให้กำลังใจคนอื่นเขา)
CupOfTea
4 years ago
ฮ่ะๆๆๆๆ ไม่หรอกๆอย่าคิดมากๆ เรื่องมันก็มีทั้งดีและร้ายจริงไหม
Capttitanic
4 years ago
นั่นสินะ :)