รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
มนุษย์เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ผ่าน หู ตา จมูก ปาก และมือ ที่เชื่อมต่อกับสมอง ซึ่งเป็นตัวกลางในการเก็บ, แปล, ตอบสนอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิด ภาษา ศิลป วัฒนธรรม ชนชาติ สังคม จนกลายเป็นสังคมโลก

การที่เราได้พบคน ๆ หนึ่ง เราจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยต่าง ๆ ที่รวมกันเป็นคน ๆ หนึ่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ท่าทาง ความคิด การตัดสินใจ หน้าตา ส่วนสูง ที่ทำให้เราสามารถระบุเค้าคนนั้นได้จากท่ามกลางผู้คนมากมาย จึงขอเรียกสิ่งนี้ว่า “ความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐาน” ซึ่งเป็นที่ต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ (ในกรณีที่สุดโต่งอาจจะใช้เวลาทั้งชีวิต) ค่อย ๆ ทำความรู้จัก, ปรับตัว และใช้ชีวิตไปด้วยกัน จนกลายเป็นความเชื่อใจ ณ จุด ๆ หนึ่ง

เมื่อคุณอยู่ในห้องสอบ หลังจากอ่านโจทย์เสร็จสมองของคุณจะนำทฤษฎีต่าง ๆ จากหนังสือ มาประมวลผลและสร้าง “จินตภาพ” เหตุการณ์นั้น ๆ ขึ้นมา และแปรเปลี่ยน “จินตภาพ” นั้นออกมาเป็นตัวหนังสือ ในกรณีของคำถามที่ต้องเขียนคำตอบ ถึงแม้ว่าคำตอบที่คุณเขียนนั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น “การโกหก” เพราะถ้าคุณคือนักศึกษา คงไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักธุรกิจ, นักโลจิสติก หรือ นักบัญชี ภายในคนเดียวกัน ณ เวลาที่คุณกำลังเขียนคำตอบ เพียงแต่เงื่อนไขของสภาพแวดล้อม ณ เวลาที่คุณสอบ ทำให้คำตอบของคุณเปลี่ยนจาก “คำโกหก” ที่เกิดขึ้นกลายเป็น “ความคิด” หรือ “วิสัยทัศน์”

เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือ เรื่องราวและตัวละครที่ถูกเล่าผ่านตัวอักษร ส่งผลให้สมองแปรค่าออกมาเป็น “จินตภาพ” ที่เกิดขึ้นในสมองในขณะที่เรากำลังอ่านหนังสืออยู่ ไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็น นสพ. นิตยสาร หรือใบสมัคร “การอ่าน” ทำให้เราสร้าง “จินตภาพ” ขึ้นในสมองในรูปแบบใดแบบหนึ่งเสมอ ถ้าจะยกตัวอย่างให้ง่ายขึ้น เมื่อเราเห็นป้ายห้องน้ำ เราสามารถนึกได้ว่า ฉันจะทำอะไรในห้องน้ำได้บ้าง เป็นจินตภาพที่ผ่านการทำบ่อย ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน ถ้าเห็นช่องกรอก ชื่อ-นามสกุล จินตภาพที่เกี่ยวกับ ภาษาและความจำก็ถูกเรียกออกมาใช้ เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ความจริง” เพียงเพราะว่า “วัฒนธรรม” สอนให้เราเชื่อว่ามันจับต้องได้ เรามีใบเกิด, ทะเบียนบ้าน ฯลฯ จนลืมไปว่า ณ ชั่วเวลานั้นเราได้ใช้ความสามารถในการสร้าง “จินตภาพ” ซ้ำ ๆ จนกลายเป็น “ความจริง” และจำกัดคำว่า “จินตนาการ” ให้เป็นเรื่องที่ ไม่มีอยู่จริง, พิสูจน์ไม่ได้, วิสัยทัศน์ ฯลฯ

และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นเมื่อเรา “อ่าน” เรามีความจำเป็นต้องปิดการรับรู้จากประสาทสัมผัสส่วนอื่น เช่น จมูก, ปาก, หู , สัมผัส เหลือเพียงตาและสมองเท่านั้น อาาจจะมีข้อโต้แย้งที่ว่า การดื่มกิน หรือ ฟังเพลง ก็ยังสามารถทำได้ระหว่าง “อ่าน” ซึ่งกิจกรรมใด ๆ ที่ทำระหว่างการ “อ่าน” นั้นไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า การใช้ประสาทสัมผัสระหว่างที่อ่าน ทำให้เรารับรู้ดีขึ้นหรือแย่ลง เพียงแต่ว่าการรับรู้ของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ตามวิถีชีวิต (lifestyle) ของบุคคลนั้น ๆ แต่ที่แน่ชัดก็คือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่าง “อ่าน” นั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ “จินตภาพ” ถูกดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุผลเหล่านี้เราจึงมาถึงจุดที่ว่า เมื่อเรากำลัง “อ่าน” ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต หรือ ดู “คลิป” หรือในขณะที่คุณแสดงความคิดเห็นหลังจากได้ “อ่าน และ ดู” เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ระหว่าง “ตรรกะ” และ “จินตภาพ” เราใช้สิ่งใดในการตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้น เราแน่ใจได้อย่างไรว่า ความเห็นของเรามีพื้นฐานอยู่บน “ความจริง” ในเมื่อ “บุคคล” หรือ “เหตูการณ์” ที่เกิดขึ้น ตัวของบุคคลที่แสดงความคิดเห็นไม่มี “ความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐาน” กับบุคคลหรือเหตุการณ์นั้น ๆ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมองไปที่ social network ทั้งหลาย ในกรณีของ facebook นอกจากเพื่อนและญาติเราจริง ๆ แล้วก็คงเหลือแค่ “คนรู้จัก” “เพื่อนในที่ทำงาน” ซึ่ง “คนรู้จัก” นี้ยังสามารถรวมถึง net idol, ดารา, นักร้อง เมื่อเราเอาความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานเป็นตัวตั้ง เราจะสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่า “ความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐาน” ยิ่งมีน้องเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เราสามารถ ดีได้มาก และ เลวได้มาก อย่างที่เราจะไม่ทำกับกลุ่มคนที่มี ความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานมาก ๆ

คำถามที่น่าสนใจก็คือ คนเราในปัจจุบัน เลือกที่จะ “หนี” จาก “ความจริง” ซึ่งก็คือการสร้าง “ความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐาน” กับผู้คนรอบตัว และ “เลือก” ที่จะอยู่ในโลกแห่ง “จินตภาพ” ที่ตัวเอง สามารถดีได้มาก หรือ เลวได้มากโดยใช้คำสวยหรูอย่าง “เสรีภาพทางความคิด” เป็นข้ออ้างหรือไม่ สิ่งนี้หรือไม่ที่เป็นสาเหตุให้คนในสังคม “อดทน” น้อยลง, เห็นอกเห็นใจกันน้อยลง, คาดหวังจากคนอื่นมากขึ้น, อัตตาของตัวเองสูงขึ้น, โลกของตัวเองใหญ่ขึ้น และโลกของคนอื่นเล็กลง

สุดท้ายแล้วบทความนี้เป็นเรื่องใน “จินตภาพ” หรือ “ความจริง” ที่เราควาเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

เครดิตภาพ : http://postscapes.com/companies/r/74-sense
SHARE
Writer
Dark_Laborer
นักเล่านิทาน
Dark laborer คือ laborer คนเดิมเพิ่มเติมคือ ความมืด รัตติกาลคือบ้านของข้า ที่คู่ขนานกับแสงสว่างของพวกเจ้า

Comments