ข่มขืนหรือไม่ก็ไม่ควรมีโทษประหาร
ผมมีสถานการณ์สมมติมาให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณากัน ขอให้ผู้อ่านแต่ละท่านลองคิดดูว่าตัวท่านเองคิดว่าทางเลือกใดเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า

สมมติว่ามีอัยการคนหนึ่งกำลังดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม หลักฐานวัตถุและประจักษ์พยานนั้นยืนยันชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยกระทำผิดจริง และศาลก็พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดจริง 

ทว่าศาลกลับไม่ได้ตัดสินว่าผู้ต้องหาต้องรับโทษอย่างไร แต่ยื่นข้อเสนอให้อัยการคนนั้นเลือก โดยข้อเสนอมีอยู่ว่าอัยการสามารถเลือกได้ข้อใดข้อหนึ่งในสองข้อต่อไปนี้เท่านั้น

1. ศาลจะลงโทษประหารชีวิตจำเลยทันที แต่ไม่ใช่แค่นั้นศาลจะสุ่มเอาคนทั่วไปมาอีกหนึ่งคน แล้วประหารชีวิตคนนั้นด้วย
2. ศาลจะปล่อยตัวจำเลยไปโดยไม่มีการลงโทษใดๆ

ขอให้ลองใช้เวลาคิดสักนิด ถ้ามีทางเลือกแค่สองอย่างนี้เท่านั้น ท่านคิดว่าอัยการคนนั้นควรจะเลือกข้อใด?



ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะตอบข้อสอง ตัวผมเองก็ตอบข้อสองเช่นกัน

ก่อนที่จะเริ่มเขียนบทความนี้ผมได้นำคำถามนี้ไปถามคนจากหลายๆกลุ่ม และแทบทุกคนก็ตอบว่าข้อสองเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เท่าที่ผมเจอมามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ตอบข้อหนึ่ง และเหตุผลของคนนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่ามันยุติธรรมกว่าแต่อย่างใด เขาเลือกข้อหนึ่งเพราะว่ามันคงจะเป็นพล็อตที่น่าสนุกของนิยายหรือเรื่องสั้น

ดังนั้นโดยรวมๆแล้วคนส่วนใหญ่ก็น่าจะเห็นตรงกันว่าข้อสองเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วคำตอบนี้มันบอกอะไรกับเรา?

มันบอกเราว่าโดยทั่วไปแล้วคนเรานั้นมีกฎในใจเกี่ยวกับความยุติธรรมอยู่ข้อหนึ่งที่ล่วงเกินไม่ได้ นั่นคือผู้บริสุทธิ์ไม่สมควรถูกลงโทษ และกฎข้อนี้ศักดิ์สิทธิ์มากพอที่จะทำให้เรายอมปล่อยผู้กระทำผิดเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษผู้บริสุทธิ์

และกฎข้อนี้แหละที่เป็นพื้นฐานของการแนวคิดต่างๆมากมายในระบบยุติธรรมสมัยใหม่



เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2558 นายทรงกลด ทรัพย์มีถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ที่เขาถูกปล่อยตัวไม่ใช่เพราะว่าเขาใช้โทษครบแล้วแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเขาไม่ใช่คนร้ายตั้งแต่ต้น ทรงกลดเป็นผู้ต้องหาในคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุ 12 ปี และต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต เขาถูกกักขังอยู่เป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีกว่าความจริงจะเปิดเผยว่าจริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด

ผู้เสียหายใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่บางบัวทองและถูกข่มขืนโดยนายทรงกลด ไม่ทราบนามสกุล เมื่อบิดาของผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความเจ้าหน้าที่จึงออกเสาะหาข้อมูลของบุคคลที่มีชื่อว่าทรงกลด และแม้ว่าทรงกลด ทรัพย์มีจะไม่ได้อาศัยอยู่ที่บางบัวทองแต่เขาก็มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของบ้านแม่ซึ่งอยู่ในพื้นที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบชื่อของทรงกลดในทะเบียนบ้านจึงออกหมายจับ และซ้ำร้ายไปกว่านั้นทั้งตัวผู้เสียหายและบิดาเองก็ชี้ตัวว่าทรงกลดเป็นผู้ก่อเหตุทั้งคู่  ทรงกลดพยายามสู้คดีอย่างเต็มที่ว่าไม่ได้กระทำผิดแต่ก็ถูกตัดสินว่ามีความผิดทั้งในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์

ภายหลังจากมีการปล่อยตัวแล้วพ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ทำการตรวจสอบรูปคดีและสรุปว่าการดำเนินคดีผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น บิดาของผู้เสียหายยืนยันตัวทรงกลดไปด้วยอารมรณ์โกรธแค้น และเจ้าหน้าที่ก็สรุปคดีตามคำยืนยันของผู้เสียหายและบิดาทั้งที่ไม่มีหลักฐานอื่น  ศาลทั้งสองระดับก็ตัดสินว่าทรงกลดมีความผิดทั้งที่มีพยานมากมายยืนยันว่าทรงกลดไม่ได้กระทำ

คนส่วนใหญ่จะมองว่านี่เป็นความหละหลวมและเลินเล่ออย่างรุนแรงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการและแทบไม่อยากจะเชื่อว่าความผิดพลาดแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ พวกเขาไม่ได้คิดผิด แต่ก็คิดถูกเพียงครึ่งเดียว ความหละหลวมและเลินเล่อมีส่วนในเรื่องนี้จริง ทว่าการจะคาดหวังให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นเลยนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้



ก่อนที่จะไปต่อเรื่องระบบยุติธรรม เราลองมาทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าเครื่องมือวินิจฉัยกันก่อน เครื่องมือวินิจฉัยก็คืออุปกรณ์หรือวิธีอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอะไร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ การซักประวัติและตรวจร่างกายก็เป็นเครื่องมือวินิจฉัยเพราะใช้บอกว่าคนไข้ป่วยหรือไม่ ป่วยเป็นโรคอะไร การตรวจเลือดหรือการอัลตราซาวนด์ก็เป็นเครื่องมือวินิจฉัยเช่นกัน เรื่องนี้เห็นและเข้าใจได้ชัดเจน

แต่สิ่งที่อาจจะไม่ชัดเจนสำหรับบุคคลทั่วไปก็คือไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวินิจฉัยใดๆก็ล้วนแต่มีโอกาสเกิดผลลวงได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผลบวกลวง(บอกว่าเป็นทั้งที่จริงๆไม่ได้เป็น) หรือผลลบลวง(บอกว่าไม่ได้เป็นทั้งที่จริงๆเป็น) อัตราการเกิดผลลวงอาจจะมากน้อยต่างกันไปตามแต่ประเภทเครื่องมือและผู้ใช้งาน เครื่องมือวินิจฉัยที่ดีบางประเภทก็อาจมีอัตราการเกิดผลลวงต่ำจนไม่มีนัยสำคัญในแง่การใช้งานทั่วไป

ทว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่มีบุคลากรทางวิทยาศาสตร์สุขภาพคนใดในโลกนี้กล้าพูดก็คือการบอกว่าเครื่องมือวินิจฉัยใดๆจะถูกต้องเสมอ 100% โดยไม่มีผลลวงเลย



กลับมาที่ระบบยุติธรรมอีกครั้ง เราจะเห็นได้ว่ากระบวนการพิจารณาคดีก็คือเครื่องมือวินิจฉัยอย่างหนึ่ง คือใช้วินิจฉัยว่าใครคือผู้กระทำผิดและใครคือผู้บริสุทธิ์ แน่นอนว่าเมื่อเป็นเครื่องมือวินิจฉัยแล้วก็ย่อมมีผลลวงเกิดขึ้นได้ทั้งสองแบบ ผลลบลวงก็เหมือนกับการที่ผู้กระทำผิดถูกตัดสินว่าบริสุทธิ์ และผลบวกลวงก็เหมือนกับการที่ผู้บริสุทธิ์ถูกตัดสินว่ากระทำผิด

คงจะเป็นเรื่องไร้เดียงสาเกินไปหากเราจะเชื่อว่ากระบวนการพิจารณาคดีจะไม่มีผลลวงเลย ถึงแม้ว่าวิทยาการในสาขานิติเวชศาสตร์และนิติวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจะมีความก้าวหน้ามากขึ้นจนโอกาสเกิดผลลวงน้อยลงเรื่อยๆ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายแต่เป็นสิ่งที่ยังต้องถูกตีความตามบริบทของคดี และยังมีองค์ประกอบอื่นๆอีกมากในกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลวงได้

ความสามารถและวาทศิลป์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี, ลักษณะโดยธรรมชาติของคดี บุคลิกและวิธีการพูดของโจทก์ จำเลย และพยานต่างๆ, การฟ้องร้องเท็จเพื่อหาเรื่องกัน, สถานะการเงินและสังคมของบุคคลต่างๆในคดี, วัฒนธรรมความเชื่อ, หรือแม้กระทั่งอัตวิสัยของผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ดำเนินคดี สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีโอกาสนำไปสู่คำพิพากษาที่ผิดพลาดได้ทั้งสิ้นดังที่เห็นเป็นตัวอย่างได้จากกรณีของทรงกลด
 
ธรรมชาติที่ไม่ 100% ของการพิจารณาคดีนี่แหละที่ทำให้การลงโทษผู้บริสุทธิ์ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งจุดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โทษประหารไม่ควรเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นความผิดแบบใดก็ตาม



ในวีดีโอข่าวแสดงให้เห็นพ่อและแม่ของทรงกลดที่ไปรับลูกหน้าเรือนจำทั้งน้ำตา ผมเชื่อว่านั่นเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติที่ลูกชายรอดพ้นจากตราบาปและได้กลับมาบ้าน

แต่ถ้าหากเรามีโทษประหารชีวิตทุกรายสำหรับคดีข่มขืน น้ำตาในวันนั้นคงจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความทุกข์โทมนัสที่ลูกชายสุดที่รักต้องตายทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด

หากคนเหล่านั้นยังมีชีวิตมันก็ยังมีความเป็นไปได้ที่คดีเหล่านั้นจะถูกรื้อฟื้นใหม่และบุคคลเหล่านั้นจะได้รับอิสรภาพอีกครั้ง ทว่าหากเขาเหล่านั้นถูกประหารไปแล้วเราคงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าจุดธูปขอขมาต่อหน้าหยาดน้ำตาที่ไหลรินจากญาติพี่น้อง

คดีที่อุกอาจและสะเทือนขวัญมักจะสร้างความโกรธแค้นให้กับผู้คนทั่วไป และพายุอารมณ์ที่รุนแรงนั้นก็มักจะทำให้เกิดการเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง กรณีข่มขืนและพยายามฆ่าที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ก็ไม่ได้ต่างกัน ผู้คนในสังคมจำนวนมากออกมาเรียกร้องโทษที่รุนแรงแก่ผู้กระทำผิดจนกลายเป็นวาทกรรม "ข่มขืนประหารทุกราย"

แต่ความโกรธแค้นนั้นมักจะบังตาจนทำให้เราลืมไปว่าอีกหนึ่งคมของดาบเล่มเดียวกันที่เรากวัดแกว่งใส่ผู้กระทำผิดอยู่นั้นก็กำลังเชือดเฉือนผู้บริสุทธิ์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน ความโกรธจนลืมตัวทำให้พวกเรากำลังทำร้ายกลุ่มคนที่เราควรปกป้อง กลุ่มคนที่ความรู้สึกอันสัตย์จริงจากก้นบึ้งในใจบอกเราว่าควรถูกปกป้องแม้ว่าจะต้องปล่อยผู้กระทำผิดไป
 
ดังนั้นจึงไม่ควรจะมีโทษประหารสำหรับคดีข่มขืน

ไม่ควรจะมีโทษประหารสำหรับคดีใดๆทั้งนั้น

ถ้าท่านคิดว่าชีวิตผู้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่สังคมต้องยอมเสียสละเพื่อจะลงโทษผู้กระทำผิดให้ได้ล่ะก็ ขอให้ถามตัวเองดูเถอะครับว่าท่านเองจะยอมเป็นผู้บริสุทธิ์คนนั้นไหม

SHARE
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

imonkey7
4 years ago
โทษประหารเป็นโทษที่น่าจะหมดไปตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว
Reply
Sappehera
4 years ago
ชีวิตมันแลกด้วยชีวิตไม่ได้อยู่แล้ว การประหารไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแน่นอน
Reply
lorizzimp
4 years ago
แต่คดีที่ร้ายแรงไม่ควรปล่อยให้คนเหล่านั้นกลับมาใช้ชีวิตข้างนแกได้ไวนัก เพราะเป็นห่วงเรื่องคงามปลอดภัยของคนบริสุทธิ์
Reply
JigkoMan
4 years ago
เป็นบทความที่เขียนได้ดีมากครับ 
"ผลลวง" ชอบคำนี้ครับไม่มีใครพิสูจน์หรือรับรองได้ 100% ว่าจะไม่มี "ผลลวง" 
ในการตรวจสอบหรือพิสูจน์สิ่งใดก็ตาม 

ในทางคดีอาญามีการจับกุม > สอบสวน > ฟ้อง > ตัดสิน > ลงโทษ > ผิดพลาดมาหลายคดีแล้ว
เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น คนจะมุ่งไปที่การลงโทษเป็นหลัก เช่น ทำผิดรุนแรง ก็ต้องลงโทษรุนแรง (เลือดต้องล้างด้วยเลือด, แค้นต้องชำระ)

แต่ไม่มีใครพูดถึงการเยียวยาแก้ไข ว่าเหตุการณ์รุนแรงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเหตุใด อะไรเป็นสาเหตุหรือสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดความรุนแรงนี้และผู้ถูกกระทำจะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร 

ทำไมคนเราจึงโมโหง่ายและทำร้ายกันอย่างรุนแรง ด้วยสาเหตุเพียงเล็กน้อย ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ วัยรุ่น ทุกเพศ ทุกสาขาอาชีพ ที่เราได้เห็นในสังคม ทุกวันจากสื่อต่างๆ 

อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดและหาทางป้องกันเยียวยาแก้ไข ก่อนที่จะสังคมจะวิปริตและตอบโต้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันและจบลงด้วยการตาย!
   
ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451) ประมาณ 108 ปี ซึ่งมีการลงโทษทางอาญาสถานหนักมาแล้วตั้งแต่ ตัดนิ้ว ตัดมือ ตัดเท้า ตัดคอ (ประหารชีวิต) 

จะเห็นได้ว่าเรามีการลงโทษประหารชีวิตมาแล้วเป็น 100 ปี แต่ผู้กระทำความผิดและความรุนแรงไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ซ้ำยังรุนแรงมากขึ้น เช่น ฆ่าหั่นศพ เผา ฝังทั้งเป็น ถ่วงน้ำ ฆาตรกรต่อเนื่อง รวมถึงฆ่าพระ ผู้บุพการี เป็นต้น

การทำให้กลัวโทษประหารชีวิตแล้วจะไม่กระทำความผิดรุนแรงนั้น จึงไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ
ในทางตรงข้ามโทษประหารชีวิต จะกลับมาทำร้ายผู้บริสุทธิ์เสียเอง หากเกิด "ผลลวง" จากการตัดสินคดีนั้น 

ผมมีความเห็นว่าควรยกเลิกโทษ "ประหารชีวิต" ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ข้อ 

1.เพื่อรักษาชีวิตผู้บริสุทธิ์ 
2.พิสูนจ์มาแล้ว 108 ปี ว่าไม่ได้ผล
3.เป็นการยกระดับจิตใจและความคิดของมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่า "สัตว์ประเสริฐ" 

ย้ำครับยกเลิกโทษ "ประหารชีวิต" มิใช่ยกโทษให้ผู้กระทำความผิดรุนแรง นะครับ
ส่วนการลงโทษผู้กระทำความผิดนั้นใช้วิธีการ........."ประหารอิสรภาพ"............ 
ซึ่งหนักกว่าการประหารชีวิตแทนครับ 

หาวิธีการการ "ป้องกัน" ดีกว่าหาวิธีการ "ลงโทษ"  
Reply
Past-Forward
4 years ago
เป็นสามข้อที่น่าสนใจมากครับ ผมจะขอเสริมข้อสี่ให้อีกนั่นคือ "ดึงความสนใจของสังคมไปจากวิธีที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง"
JigkoMan
4 years ago
"ดึงความสนใจของสังคม...ไปจาก...วิธีที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง"       หมายถึงอย่างไรครับ
Reply
Past-Forward
4 years ago
มันมีวิธีอื่นที่ได้ผลจริง แต่ถ้าคนคิดว่า "เราก็มีโทษประหารแล้วไง" เค้าก็จะไม่คิดหาวิธีอื่นๆมาใช้ไงครับ