ความพอเพียงที่ลงตัว
เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาส ได้ไปศึกษาดูงานที่โครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ แห่งหนึ่งในภาคเหนือ ที่แห่งนี้เป็น 1 ในมากกว่า 4,000 โครงการในพระราชดำริทั่วประเทศไทย 

ศูนย์ศึกษาแห่งนี้นั้นเป็นศูนย์อบรมให้ความรู้ทางด้านการจัดการทรัพยากรณ์ป่าไม้และเศรษฐกิจพอเพียง โดยโครงสร้างหลักนั้นคือ
การจัดสรรทรัพยากรจากป่าไม้ ที่เปรียบเสมือนต้นน้ำ ถูกนำไปใช้ประโยชน์สู่เกษตรกรผู้เพาะปลูกและปศุสัตว์ และมีการใช้สอยทรัพยากรต่อยอดในปลายทางนั่นคือการประมงโดยศูนย์ศึกษาแห่งนี้มีรูปแบบการจัดการที่มาจากการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งมอบองค์ความรู้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผมเรียกรูปแบบการจัดการนี้ว่า Research to Argi เพราะผู้ที่สนใจส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นที่ขาดองค์ความรู้เฉพาะทาง 

จากการเยี่ยมศึกษาดูงานผมได้ดูวิธีการเพาะเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ ไปจนถึงสวนเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง ซึ่งในนั้นมีทั้งการปลูกข้าว พืช ผัก ผลไม้ต่าง ๆ ระหว่างการเยี่ยมชมเจ้าหน้าที่ได้บรรยายว่า ‘เกษตรกรไทยในปัจจุบันนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของธุรกิจรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพันธ์ุพืช หรือเรื่องปศุสัตว์ ไปจนถึงธุรกิจอาหารสัตว์ก็ถูกควบคุมหมดแล้ว’ ระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้เล่าถึงกลวิธีต่าง ๆ คำถามมากมายพรั่งพรูอยู่ในความคิดของผม  อ้าว!! แล้วอย่างงี้รายย่อยจะอยู่ต่อไปอย่างไร? จะถูกควบคุมต่อไปแบบนี้หรอ? บางกรณีรายย่อยถึงกับต้องขายขาดทุน? ผมยิ่งอดสงสัยไม่ได้ แล้วเกษตรกรรายย่อยจะมีวิธีการอย่างไรให้สามารถอยู่รอดได้? คือคำถามที่ผมถามเจ้าหน้าที่
คำตอบคือ การใช้เกษตรทฤษฎีใหม่ที่เป็นหนึ่งในแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งต้นแบบของแนวทางของการอยู่รอดของเกษตรกรรายย่อยของประเทศไทยเรา ซึ่งอยู่ข้างหน้าผมแล้ว 

เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นการทำการเกษตรแบบหลากหลาย มีการปลูกพืชไร่ พืชสวน ผักผลไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ที่สามารถเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้เกือบทั้งระบบ คือ
เอาน้ำจากบ่อปลา มารดน้ำพืชผล เอาพืชผลบางส่วนเก็บกิน บางส่วนเอามาใช้เป็นอาหารสัตว์ ส่วนที่เหลือเอาไปขาย ส่วนของเน่าเสียเอาไปทำปุ๋ยเพื่อกลับมาใช้ต่อในพื้นที่ เรียกได้ว่าทุกอย่างถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เอ๊ะ !! แล้วหากทำแบบนี้แล้วจะเป็นวิธีที่ทำให้เกษตรกรรายย่อย หรือผู้ประกอบการรายย่อย หลุดออกจากวงจรธุรกิจของรายใหญ่ได้อย่างไร 
ก็ถ้ารายย่อยหันมาทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ การใช้จ่ายกับพันธุ์พืช สัตว์ หรือสารเคมีต่าง ๆ ก็ลดลงไป ค่าใช้จ่ายลดลง รายได้ก็มีการเฉลี่ยจากสินค้าที่หลากหลายในสวน ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาก็ลดลง แค่นี้ก็เรียกว่าหลุดจากวงจรได้แล้วละครับ นี่แค่เกษตรรายย่อย 1 ราย

ลองคิดภาพว่า หากเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศมีอยู่กว่า 1 ล้านรายละครับ ผลกระทบเชิงบวกของเกษตรทฤษฎีใหม่จะมีวงกว้างขนาดไหน
ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็อยากส่งมอบแนวคิดดี ๆ ให้แก่ประเทศชาติ เรามาขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน
“Many to One for Thailand”

SHARE
Writer
APride
Survivor
A man who left the prosperity to follow his dreams

Comments