ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย เราเสียไปมากเพียงไหนกัน
หลายคนที่ทำงานอยู่ในพื้นที่เมืองใหญ่ คงรู้ดีว่ามันเป็นความสับสนวุ่นวายนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของวันทำงาน ไหนจะต้องพยายามทำเวลาตื่นให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะได้ทำภารกิจส่วนตัวก่อนจะออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ไหนจะต้องพยายามเดินทางไปยังที่ทำงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อย่างน้อยคือก่อนที่เวลาเข้างานจะเริ่ม จะไม่แปลกใจเลยถ้าเห็นว่าในยามเช้าจะมีรถมากมายหลายสีหลายรุ่นมาจอดติดขัดกันอยู่บนท้องถนน ยังไม่รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งฉวัดเฉวียนและพยายามแทรกในพื้นที่ระหว่างความติดขัดของรถคันใหญ่ พร้อมกับเกิดเสียงบ่นก่นด่ามากมายที่เป็นการแสดงอารมณ์อย่างแท้จริง ว่าพวกเขาต้องมาพบกับอะไรที่เสียเวลาเช่นนี้

ระบบขนส่งสาธารณะก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าจะมีที่นั่งหรือพื้นที่ที่คิดว่าสบายเลยหากว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ต้นสาย เพราะหลายครั้งก็มักจะพบว่าที่นั่งถูกจับจองไปหมดเสียแล้ว พร้อมกับการรู้ตัวว่าจะต้องมีความแออัดเกิดขึ้นในพื้นที่เหลือที่เป็นพื้นที่ยืนของผู้คนที่สัญจรไปมา หากว่าบนรถเมล์ว่าแย่แล้ว ในรถไฟฟ้าอาจจะแออัดยิ่งกว่า (และแม้ว่าจะดูสะดวกสบายกว่า แต่ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และสำหรับบางคนที่ไม่อาจจะใช้บริการได้จากงบประมาณที่จำกัด ก็มักไม่มีทางเลือกมากนอกจากจะกลับไปใช้รถเมล์)

ทั้งหมดเป็นไปอย่างที่มันเป็นในตอนเช้าและตอนเย็นเมื่อผู้คนพยายามออกจากพื้นที่ทำงานของตัวเองเพื่อที่จะกลับไปพักผ่อนในพื้นที่อยู่อาศัย หลายอย่างกลับมาเป็นเหมือนอย่างเมื่อตอนเช้าอีกครั้ง แม้ว่าจะมีท่าทางว่าบันเทิงเริงใจอยู่เล็กน้อย แต่สำหรับบางคนก็แทบจะไม่ต่างกันเลย เวลาเร่งรีบก็ยังคงเป็นเวลาเร่งรีบไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตาม (และจะยิ่งเสียอารมณ์มากขึ้นไปอีกเมื่อถูกหยุดด้วยอะไรบางอย่างที่ขัดขวางเส้นทางไปสู่เป้าหมายที่หวังจะไปถึง)

พอมามองแบบนี้เลยแอบเห็นถึงอะไรบางอย่างว่า สิ่งที่เห็นอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นความสุขเสมอไป หลายคนเหมือนกับทิ้งความสุขไปกับเวลาเหล่านี้เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของเขาง่ายขึ้น... แต่ว่ามันง่ายขึ้นกับชีวิตที่ต้องการแน่หรือ... มันเลยกลายเป็นคำถามที่ติดค้างอยู่ในหัวใจ

เราสูญเสียกันไปแค่ไหนกัน...

กับความสับสนวุ่นวาย บางทีเราก็ลืมไปว่าเรายังคงมีอะไรบางอย่างที่เหลืออยู่ แต่ว่าบางอย่างที่เหลืออยู่ของบางคนนั้นก็เหลืออยู่น้อยเหลือเกิน... มันไม่ได้มีความแน่นอนเหลืออยู่ในชีวิตที่เร่งรีบ แม้ว่าจะพยายามหาความสุขไปเท่าใด ก็เหมือนว่ามันจะระเหยออกไปเร็วเหลือเกิน แล้วมันก็วนอยู่อย่างนั้น... วนอยู่เหมือนกับว่าจะไม่สิ้นสุดจนกว่าจะจากไปและหายไปสู่หลังม่าน

เราสูญเสียไปมากพอแล้ว สิ่งที่เรามีอยู่ เราอาจจะยังไม่รู้ว่ามันเหลืออยู่เท่าไหร่ บางทีมันอาจจะน้อยเต็มทีแล้ว และไม่รู้ว่ามันจะหมดไปเมื่อใดกัน... ไม่รู้เลย...
SHARE
Writer
Narin
Casual Writer
Artist / Writer in Casual Life | All fields about Art / Entertainment / Recreation คนที่เดินบนเส้นทางด้วยหัววิทย์แต่ใจศิลป์ สิ่งที่เห็นคือแรงบันดาลให้เกิดเรื่องมากมาย เมื่อการเดินไปกับศิลปะและความบันเทิงดูเป็นเรื่องน่าสนใจ

Comments