ความสัมพัทธ์ของความผิดพลาด
ในปี 2015 ที่ผ่านมานั้นสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกา(American Heart Association) ได้มีการปรับปรุงแนวทางการช่วยชีวิตขั้นสูง(Advanced Cardiac Life Support - ACLS)จากแนวทางเดิมโดยตัดยาที่ชื่อว่า vasopressin ออกเนื่องจากเหตุผลว่ายาตัวนี้ "ไม่มีหลักฐานว่าสร้างประโยชน์ให้ผู้ป่วย"

การปรับปรุงแนวทางให้มีความทันสมัยกับหลักฐานที่ได้จากงานวิจัยใหม่ๆนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดี และการดูแลผู้ป่วยก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยขึ้นมาอยางหนึ่ง

ถ้าอย่างนั้นแล้วที่เราเคยใช้ vasopressin เราก็ทำ "ผิด" น่ะสิ?
 

 
ตอนที่ผมเป็นนักศึกษาแพทย์อยู่นั้นอาจารย์คนหนึ่งได้บอกกับพวกเราไว้ว่า

ภายในเวลาห้าปีข้างหน้าครึ่งหนึ่งของสิ่งที่พวกหมอรู้จะล้าสมัย มันจะถูกพิสูจน์ว่าไม่จริง หรือไม่ก็ถูกแทนที่ด้วยอะไรที่ดีกว่า
 
ทุกวันนี้หลังจากที่ผมจบออกมาทำงานได้ประมาณห้าปีก็มีเทคนิคจำนวนมากที่ผมไม่ได้ใช้แล้ว มียาหลายตัวที่วิธีใช้แตกต่างไปจากที่เรียนมา มีอุปกรณ์หรือเครื่องมือใหม่ๆที่ทำให้ได้ผลในการรักษาพยาบาลดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่แค่นั้นบางอย่างที่เคยเชื่อกันในอดีตว่าดีกลับกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในปัจจุบันเพราะหลักฐานใหม่ๆบอกว่าสิ่งเหล่านั้นให้ผลเสียกับผู้ป่วยมากกว่าจะสร้างประโยชน์

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดในช่วงหลังๆที่วิทยาการก้าวหน้าแล้ว แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ประวัติศาสตร์วงการแพทย์เต็มไปด้วยการค้นพบว่าสิ่งที่เคยทำกันมานั้นไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งทำให้ผู้ป่วยแย่ลงกว่าเดิม และเราก็จะแทนที่สิ่งเหล่านั้นด้วยสิ่งใหม่ๆที่ให้ผลดีกว่าเดิม
 
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าวันหนึ่งผู้ป่วยจะถามว่า "หมอรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่หมอทำอยู่มันถูกต้อง? หมอรู้ได้ยังไงว่าวันพรุ่งนี้มันจะไม่มีสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่หมอกำลังจะทำให้ฉัน?"

แล้วผมจะตอบคำถามนี้ได้อย่างไร? 


 
ไอแซค อาซิมอฟ(Isaac Asimov)คือนักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่คุณน่าจะรู้จักในฐานะผู้คิดค้นกฎสามข้อสำหรับหุ่นยนต์ (ต้องปกป้องและห้ามทำร้ายมนุษย์ ทำตามคำสั่งมนุษย์เสมอถ้าไม่ขัดกับข้อแรก และปกป้องตัวเองเสมอถ้าไม่ขัดกับสองข้อแรก) เขาเคยเขียนความเรียงเรื่อง "The Relativity of Wrong" ซึ่งแปลได้ว่า "ความสัมพัทธ์ของความผิดพลาด" เอาไว้ใน The Skeptical Inquirer เมื่อปี 1989 (ถ้าอยากอ่านฉบับเต็มเอาชื่อเรื่องกับชื่ออาซิมอฟไปค้นอากู๋ได้เลยครับ ยาวหน่อยแต่ผมคิดว่าอาซิมอฟเขียนไว้ได้ดีมากทีเดียว มีภูมิปัญญาแฝงเอาไว้ในนั้นเยอะมาก)

เนื้อหาในความเรียงนั้นมีดังนี้

เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งอาซิมอฟได้รับจดหมายจากผู้เขียนซึ่งได้วิพากษ์วิจารณ์คำพูดที่อาซิมอฟเคยกล่าวไว้ว่ามนุษย์เข้าใจพื้นฐานของกลไกต่างๆในจักรวาลแล้ว ผู้เขียนได้อ้างถึงประวัติศาสตร์มนุษย์ว่าในอดีตนั้นมนุษย์ก็เคยเชื่อว่ามีความเข้าใจในกลไกต่างๆในจักรวาล แต่ความเชื่อเหล่านั้นก็ถูกพิสูจน์ว่าผิดมาซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน ถ้าอย่างนั้นแล้วอาซิมอฟจะกล้าพูดได้อย่างไรว่าวิทยาศาสตร์มีความเข้าใจในกลไกต่างๆของจักรวาลแล้ว

คำถามของอาซิมอฟต่อประเด็นนี้ก็คือมนุษย์เราผิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก็จริง แต่ประเด็นคือที่ผิดแต่ละครั้งนั้นมันเท่ากันไหม? แล้วเขาก็ยกตัวอย่างของความเข้าใจเกี่ยวกับโลก

     - ในยุคโบราณเชื่อว่าโลกแบน แต่จริงๆแล้วความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง

     - หลังจากนั้นในยุคกรีกโบราณคนก็เริ่มเชื่อว่าโลกกลม แต่จริงๆแล้วความเชื่อนี้ก็ไม่ถูกต้อง

     - ในศตวรรษที่สิบแปดคนเริ่มเชื่อว่าโลกเป็นรูปรีๆโดยป่องออกตรงเส้นศูนย์สูตร(เพราะแรงหนีศูนย์กลางจากการหมุนรอบตัวเอง) แต่จริงๆแล้วความเชื่อนี้ก็ยังไม่ถูกต้อง

     - ในศตวรรษที่ยี่สิบคนเริ่มเชื่อว่าโลกเป็นรูปลูกแพร์เพราะว่าซีกโลกเหนือนั้นป่องมากกว่าซีกโลกใต้ ปัจจุบันนี้เรายังเชื่อว่าสิ่งนี้ถูกต้อง แต่เราก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามันจะถูกต้องจริง

ดังนั้นในแง่หนึ่งผู้เขียนจดหมายนั้นก็พูดถูก ความคิดความเชื่อมากมายของมนุษย์นั้นถูกพิสูจน์ว่า "ผิด" มาตลอดประวัติศาสตร์ และไม่มีอะไรมาบอกได้ว่าตอนนี้เรา "ถูก" อย่างสัมบูรณ์ ถ้าโลกนี้มีแต่สีขาวกับดำความเข้าใจที่มนุษย์มีต่อจักรวาลก็คงจะเป็นสีดำอยู่ร่ำไปเพราะมันคงจะไม่มีวันถูกต้องสัมบูรณ์

ทว่าหากเราลองเปรียบเทียบระดับของความผิดพลาดเหล่านี้แล้วเราจะพบว่ามันลดลงจากระดับโลกทั้งใบ ไปเป็นระดับสิบกว่าเซนติเมตรต่อกิโลเมตร จนสุดท้ายไปถึงระดับไมโครเมตรต่อกิโลเมตร ทั้งหมดเป็นความผิดพลาดจริง แต่เทียบในเชิงสัมพัทธ์แล้วระดับความผิดพลาดมันน้อยลงไปเรื่อยๆ 

เราไม่ใช่สีขาว แต่เราก็ไม่ได้เป็นสีดำ



ในอดีตนั้นการช่วยชีวิตชั้นสูงก็คล้ายๆกับความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโลก

     - เราเคยเชื่อว่าต้องเปิดหน้าอกผู้ป่วยเพื่อทำการนวดหัวใจโดยตรงถึงจะได้ผล

     - เราเคยปั๊มหัวใจในอัตราและความลึกที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับวิธีที่เราทำในปัจจุบัน

     - เราเคยให้ความสำคัญกับการช่วยหายใจมากกว่าการกดหน้าอก

แต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นและเราสามารถให้ผลการรักษาที่ดีกว่าในอดีต  ดังนั้นถ้ามีผู้ป่วยมาถามผมด้วยคำถามข้างต้นผมก็คงจะตอบดังนี้ว่า

"ผมไม่สามารถพูดได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องสัมบูรณ์ ผมบอกไม่ได้ว่าพรุ่งนี้จะมีการค้นพบสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่เราทำอยู่ในวันนี้หรือไม่ แต่ผมพูดได้แน่นอนว่าวันนี้เราผิดน้อยกว่าเมื่อวาน และวันนี้คือวันที่เราผิดน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 

เราอาจจะยังไปไม่ถึงสีขาว แต่ว่าสีเทาของเรานั้นจางลงเรื่อยๆทุกวัน"
SHARE
Written in this book
ข้างในชุดหมอก็คือมนุษย์
คนอาจคิดว่าสำหรับหมอแล้วงานก็คืองาน คนไข้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แต่ใครจะรู้ว่าเนื้อแท้ข้างในหมอก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีจิตใจไม่ต่างจากคนทั่วไป หนังสือนี้รวบรวมแง่มุมจากประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ในตัวหมอและบุคลการทางการแพทย์อื่นๆเอาไว้
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

Albatross
4 years ago
ชอบค่ะ และก็เป็นจริง การแพทย์หรือแม้แต่ทุกสิ่งมักมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ฉะนั้นสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือทุกสิ่งมักไม่แน่นอน มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
แต่เชื่อนะคะว่าการแพทย์ที่ใช้การรักษาด้วยใจให้มากที่สุดก่อนการใช้ยาระดับdoseต่างๆจะสามารถช่วยให้คนป่วยมีอาการดีขึ้นได้มาก
เหมือนกับการช่วยกู้ชีพ หากเราเชื่อว่าเขาจะรอด อย่างน้อยเขาก็จะรอดไปแล้ว50%จากความมั่นใจของเราที่เราจะช่วยเขาอย่างเต็มที่
Reply
rainnibb
4 years ago
"เราอาจจะยังไปไม่ถึงสีขาว แต่ว่าสีเทาของเรานั้นจางลงเรื่อยๆทุกวัน"
ชอบประโยคนี้มากๆ

ถ้าเจอคำถามนั้นเข้ากับตัวจริงคงอึ้งล่ะค่ะ 
คงคิดคำตอบเท่ๆไม่ทัน :)
Reply
Past-Forward
4 years ago
ผมคิดว่าจริงๆแล้วมันเป็นความจริงง่ายๆที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันครับ เพียงแต่มักจะมีคนพยายามผลักสิ่งต่างๆให้มีแค่ขาวกับดำอยู่เรื่อย
imonkey7
4 years ago
^^
Reply
QuietLovers
4 years ago
เป็นที่มาของการอัพเดทไกด์ไลน์ :)
Reply
Silencewaltz
4 years ago
เขียนเรื่องยากๆให้เข้าใจง่ายดีค่ะ :D
Reply