EPISODE 13 - เรื่องดีมีคุณค่าสร้างยากแล้ว ปัญหาหนักกว่าคือ..
ใกล้ช่วงเทศกาลหนังออสการ์เช่นนี้ หลายคนคงมีโอกาสได้ดูหนังที่มีเนื้อหาเข้มข้นกัน 
ผมเองก็เช่นกัน หนึ่งในเรื่องเด่นที่ถูกกล่าวถึงคือ Spotlight เป็นเรื่องทีมข่าวของหนังสือพิมพ์บอสตันโกลบของอเมริกา ที่พยายามเปิดโปงการล่วงละเมิดทางเพศโดยบาทหลวงของคริสตจักร 

พื้นฐานเรื่องมาจากเหตุการณ์จริงช่วงปี 2001-2003 บังเอิญว่าช่วงที่หนังฉายในไทยเป็นเวลาเดียวกับที่มีเหตุการณ์ดังอย่างการเสียชีวิตของดาราอย่างคุณ ปอ ทฤษฎี นักข่าวไปรุมถ่ายเจาะลึกการส่งศพ งานศพ ตลอดจนเรื่องเล็กน้อยทั้งเกี่ยวกับครอบครัวผู้ตายยันเพื่อนพ้องร่วมวงการ จนกระทั่งบางส่วนถูกประณามว่าไร้จรรยาบรรณ สอดรู้สอดเห็นไม่เข้าท่า

หลายคนอ้างหนังอย่าง Spotlight ว่าถ้านักข่าวไทยรู้จักทำตัวแบบนักข่าวบอสตันโกลบในเรื่องบ้างก็คงดี 

ถามว่าความคิดเห็นดังกล่าวจริงไหม มันก็จริงอยู่ ผมเองก็เห็นด้วย
แต่พอนั่งนิ่งๆ หยุดถามตัวเองสักนิด มองให้ละเอียดขึ้นอีกหน่อย 
ก็ทำให้เห็นอะไรบางอย่าง ในอีกแง่มุมเหมือนกัน 

นั่นคือถามว่าถ้านักข่าวนำเสนอเรื่องมีสาระ เจาะลึกเรื่องที่ค่อนข้างเคร่งเครียดอย่างว่า เราจะติดตาม ให้ความสำคัญกันจริงเหรอ เพราะเท่าที่เห็น จากที่เป็นมาส่วนใหญ่ก็มองผ่านกันไปโดยไม่สนใจ 

อ่านความคิดเห็นเพื่อนที่เคย(หรือยัง)ทำงานอยู่สายสื่อมวลชนหลายคนบอกว่า พฤติกรรมนักข่าวใจเด็ดเปิดโปงความจริงอย่างในหนัง ไม่ใช่ว่านักข่าวไทยไม่เคยทำ พระชั่ว นักการเมืองเลว นักธุรกิจผิดกฎหมายเคยเสี่ยงตาย ผ่านกันมาแล้ว

ต่อให้ไม่มาก....แต่ก็ไม่น้อย...ที่สำคัญคือไม่ถึงขั้นไม่เคยทำเลย หรือตามแต่ดาราอย่างเดียว 

แถมถ้ามองให้ดี บางทีนักข่าวที่ตามดารา กับนักข่าวที่ไปเสี่ยงตายเจาะลึกเอาความจริงมาแฉ บางครั้งก็เป็นคนละส่วน ทำกันคนละหน้าที่ จะเอามาเหมารวมกันไม่ได้ ทุกคนล้วนมีภารกิจของตัวเอง

ที่น่าตั้งคำถามคือคนดู คนรับสารอย่างเราๆ ล่ะ แท้จริงแล้วก็ใส่ใจแต่เรื่องบันเทิงด้วยหรือเปล่า ยามมีสื่อทำงานมีสาระ เจาะลึกเรื่องที่ควรใส่ใจอย่างที่เรียกร้อง พอเอามาเสนอจริงๆ ทำไมถึงไม่ค่อยใส่ใจกัน 

แรงสนับสนุนน้อย ทุนในการทำมันก็อ่อนโรงแรงตาม

ผมเคยคิดเรื่องทำนองนี้อยู่หลายหน เมื่อพิจารณากันให้ดี คนรับสารมีส่วนสำคัญในการกำหนดเนื้อหาของฝ่ายผลิตไม่น้อยเลย ในโลกที่ทุกอย่างวัดกันด้วยเรตติ้ง และการลงทุนทำสิ่งใด ล้วนต้องมีการตรวจเช็คพิจารณาผลตอบแทน 

ยามพูดคุยเราเรียกร้องหาเรื่องมีสาระ แต่พอมีเรื่องเข้มข้นเข้าจริง อย่างข่าวอาชญากรรม การทุจริต นโยบายไม่เหมาะสมของคนใหญ่คนโตส่งมา ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศก็เพียงแค่มองผ่าน ผิดกับข่าวดาราสักคนตบตี หรือกระทั่งคลิปตลกๆ สักอันยังถูกพูดถึง มีการวิเคราะห์ต่อ ยอดกันหลายตลบ บดบังเจ้าคอนเทนต์ที่เคยเรียกร้องกันเสียหมด จนการเสี่ยงตายหรือต้องทุ่มเทใช้หัวสมองเรียบเรียงมากลายเป็นผลลัพธ์ว่างเปล่า ทั้งที่ควรสร้างความสั่นสะเทือนได้มากกว่านี้ 

ไม่ใช่แค่สื่ออย่างนักข่าว ในแง่มุมอื่นของประเทศนี้ก็เช่นเดียวกัน 

เราเห็นประจำมีการเรียกร้อง มีการพูดถึงอยู่ตลอดว่าเบื่องานพาณิชย์ศิลป์น้ำเน่า ไม่ว่าหนัง ละคร หนังสือ ฯลฯ เบื่อพฤติกรรมทั้งนางเอก นางอิจฉาที่ตบตี แย่งผัว แย่งเมีย เอาแต่สนเรื่องรักใคร่ ไม่สมจริง ไม่มีสาระ เอาแต่ใส่เรื่องเพศ แต่สุดท้ายพอมีของดี ของที่แตกต่างมา ผลคือเรตติ้งกลับต่ำเตี้ย ไม่มีคนซื้อ ไม่มีคนใส่ใจ ในขณะไอ้ที่ด่ากันว่าเน่าๆ พูดบ่นกันประจำนี่แหละกลับเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ได้เงินได้ทอง ช่วยกันหนุนสร้างกระแสให้ตลอด 

แล้วมันน่าแปลกใจตรงไหนว่าสุดท้ายนายทุนจะเลือกสร้างงานแบบไหน ส่งเนื้อหาชนิดใดมาให้พวกเรารับชมกันต่อไป ในเมื่อเสียงของประชาชนเป็นตัวตัดสินเอง 

บางทีการสร้างคอนเทนต์ที่ดีมีคุณค่านั้นยาก แต่ก็ยังพอทำได้ 
ส่ิงที่ยากที่สุดคงเป็นทำยังไงให้คนตอบรับสิ่งที่ดีเหล่านั้น 
SHARE
Writer
Pongwut
writer
เป็นนักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์ราว 70 เล่ม ทั้งสายวรรณกรรมเข้มข้นควบคู่กับงานเชิงพาณิชย์ เป็นผู้ได้รับรางวัลทางวรณกรรมจากหลายเวทีเช่น พานแว่นฟ้า สุภาว์ เทวกุลฯ ตะวันส่องอะวอร์ด นายอินทร์อวอร์ด เซเว่นบุ๊คส์อะวอร์ด มีผลงานบางชิ้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ล่าสุดในปี 2015 เป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์อะวอร์ดจากนิยายเรื่อง 'ประเทศเหนือจริง'

Comments