นักสร้างแรงบันดาลใจ ประเภทพิเศษ
'นักสร้างแรงบันดาลใจ' ในหัวของผม ก่อนหน้านี้มันจะเป็นผู้ชายวัยกลางคนใส่สูทเนี๊ยบ มีเงินในบัญชีเป็นร้อยล้านพันล้าน ฝ่าฟันทำธุรกิจจนได้ดิบได้ดี แตะอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ไฟสปอตไล้ท์ในสังคมจับจ้องขนาดแค่ตั้งสเตตัสหรือทวีตสั้นๆฮิปๆว่า... 
"คุณลืมความฝันของคุณไปรึยัง?" ก็ทำให้โลกโซเชียลสะเทือนเบาได้เบาๆ 

ใช่...เป็นก็ต้องแน่อยู่แล้ว คนที่จะมาพูดมาสอนเราว่าเราควรจะใช้ชีวิตยังไง คงไม่ให้ไอปื้ดเด็กแว้นปากซอยมาสอนแน่ มันต้องมาดนักธุรกิจหรือ Entrepreneur ที่กล้าล่าฝันสิ! ไม่งั้นใครจะไปฟัง

ยิ่งในยุคสมัยโซเชียลที่ข้อมูลและแรงบันดาลใจถูกผลิตออกไม่หยุดแทบทุกวัน มันคงต้องเริ่มมีมาตรฐานในการคัดกรองมากขึ้น ...ซึ่งผมก็จะคอยถามตัวเองอยู่เหมือนกันเวลาเสพสื่อเหล่านี้
"ทำไมผมต้องฟังคุณ?"
เออ เอ็งเป็นใครวะ? มาสอนให้ตรูข้าใช้ชีวิตได้ยังไง?
ทำอะไรสำเร็จมาบ้าง? ชีวิตตัวเองโอเคแล้วใช่ไหม? 
แรงบันดาลใจสมัยนี้ไม่ใช่แค่หาง่าย แต่ต้องคัดกรอง...ดูก่อนว่าใครพูด

ผมเชื่อแบบนี้มาตลอด... 
จนมาถึงบ่ายวันนึงที่ฉุดความคิดผมออกจากกะลาอย่างไม่รู้ตัว

ผมได้มีโอกาสไปงาน Talk งานนึง ที่รุ่นน้องที่รู้จักเป็นคนจัด
Format มันคล้ายๆกับงาน Ted Talk ที่เราอาจจะรู้จักกันแหละ
คนพูดยืนอยู่บนเวที เล่าเรื่องหรือบรรยายให้คนฟังนั่งในฮอล เหมือนเดี่ยวไมโครโฟนที่ไม่ได้เล่นมุกเยอะขนาดนั้น จะเน้นไปทางถ่ายทอดประสบการณ์หรือความคิดซะมากกว่า

งานที่ผมมาวันนี้อาจจะแปลกกว่าปกติหน่อย
ชื่องานว่า "ธรรมดา 32 พิเศษ 100+"
เป็นเรื่องราวของคนพิการ และ นักปิงปองคนพิการทีมชาติไทย

บอกตรงๆเลย ถ้าไม่ใช่รุ่นน้องที่สนิทกันจัดคงไม่มา
พูดอย่างคนใจร้ายใจดำ... บ่ายวันเสาร์ผมเอาเวลาไปทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
ทำไมต้องมานั่งฟังคนพิการพูดวะ?
ต้องมาฟังเรื่องเศร้าๆให้น้ำตาไหลใจหมองในบ่ายวันเสาร์เนียะนะ?
ผมจะไปช่วยไปทำอะไรได้? อย่างมากก็บริจาคเงินและก็กลับบ้าน...
...ผมจะทำอะไรได้มากกว่านี้?

แต่ท้ายสุดก็ตัดสินใจมา
เดินเข้าบรรยากาศงานผ่านรูปภาพนับ 10 ของนักปิงปองคนพิการทีมชาติไทยที่เรียงเด่นอยู่ตลอดทางเดิน ฮอลกลางที่มีโต๊ะปิงปองและคนพิการกำลังตีปิงปองกันอยู่ งาน Talk อยู่ที่หอประชุมด้านใน ...ผมโทรหารุ่นน้องว่าถึงแล้ว และให้แกพาเข้าไปที่นั่งที่จองไว้ให้

"เออ แปลกดีแฮะ"... ผมบอกกับตัวเองหลัง Speaker คนแรก นั่งวีลแชร์มาจากข้างเวที
ไฟที่ส่องลงบนเวที ที่ปกติจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการพูดยืนเด่นเป็นสง่า
แต่นี่เป็นคนธรรมดาที่นั่งอยู่บนวีลแชร์...

ผมนั่งฟังอยู่สักพักใหญ่ๆอย่างไม่ได้คิดอะไร
แต่ฟังไปเรื่อยๆ มันเหมือนผมกำลังด่ำดิ่งสู่อีกโลกที่ไม่เคยได้สนใจ
คำพูดและเรื่องราวของ Speaker ทุกๆคน มันลากผมไปสู่มุมมองที่ไม่เคยเห็น

โค้ชคนปกติครบ 32 ถูกชวนไปสอนทีมปิงปองคนพอการ
ไปทำงานวันแรกตอน 6 โมงเช้า... นักกีฬาคนพิการกว่า 30 ชีวิตมาซ้อมรออยู่


รถเมล์บ้านเราที่แย่ๆขนาดคนปกติยังไม่ค่อยอยากจะขึ้น
น้องคนพิการคนนึงต้องใช้ไม้ค้ำโหนรถเมล์ไปเรียนหนังสือถึง 4 ปีแต่ก็ยังไหว

น้องคนนึงโดน God Army ยิงในรถโรงเรียน
หมอบอกจะไม่รอด แต่รอด
หมอบอกจะต้องนอนอัมพาตตลอดชีวิต แต่ลุกขึ้นมานั่งวีลแชร์ได้
น้องผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เคยพยายามกลั้นหายใจตาย เพราะไม่อยากเป็นภาระให้ที่บ้าน ต่อสู้กับโชคชะตา มาเจอกับกีฬาปิงปอง... ฝึกซ้อมอย่างไม่เคยขาดจะกลายมาเป็นมือวางอันดับ 6 ของโลก

....มันมีอีกหลายเรื่องราวที่ผมได้ฟังในวันนั้นซึ่งคงมาเล่าได้ไม่หมด

บ่ายวันนั้นผมตั้งใจกับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้กับเรื่องเศร้าๆ
แต่น้ำตามันไหลมาหลายช็อตมากๆ
เพียงแต่มันไม่ใช่น้ำตาที่ไหลเพราะความสงสาร
แต่มันคือน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความชื่นชมและยกย่อง
ผมพยายามถามตัวเองว่าถ้าวันนึงเราต้องเจออะไรแบบนี้ เราจะสู้ไหวรึเปล่า? เราจะลุกขึ้นมาแบบน้องๆพวกนี้ได้ไหม? ความแข็งแกร่งของจิตใจมันวัดกันตรงไหน?
ได้มองเห็นชีวิตของน้องคนพิการเหล่านี้ต่อสู้และก็ได้มองย้อนดูตัวเอง

"เชี่ย... หลายๆปัญหาของเรา หลายๆอย่างที่เราว่าหนัก แม่งเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เขาเจอ"

ด้วยชื่องาน ธรรมดา 32 พิเศษ 100+
มันเลยทำให้ได้มานั่งคิดว่า...อะไรที่ทำให้คนธรรมดาเป็นคนพิเศษ?
ร่างกายที่แข็งแรงเรอะ?
เงินทองในบัญชี?
...หรือแค่ใจที่สู้แบบไม่ยอมแพ้?!

จบงานผมเดินออกมาในขณะที่หัวยังประมวลผลไม่เสร็จดี
เห็นคนพิการเต็มฮอลที่ยิ้มแย้ม หัวเราะ เล่นกันสนุกสนานก็อดยิ้มตามไม่ได้
เดินผ่านกลับไปทางเดิม ที่มีรูปนักปิงปองคนพิการแปะตลอดทาง...
ขาเดินเข้าผมเห็นแต่รูปคนพิการ
...ขากลับผมเห็นแต่นักสู้
ไม่ทีมงานแอบมาเปลี่ยนรูป
...ก็ต้องเป็นผมแหละที่เปลี่ยนไป

ทุกอย่างมันเลยย้อนกลับมาถึงเรื่องที่ผมเข้าใจผิดมาตลอด
เพราะ event talk ครั้งนี้ มันกลายเป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดงานนึง
ปากอาจจะอยากบอกว่า เบื่อละ ให้พวกสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาตนเองไรเนียะ

แต่พอผ่านงานนี้...
มันเหมือนชีวิตได้เติมพลังขึ้นอีกหลายขุม...
ทำให้รู้สึกว่าถึงเจออุปสรรคอะไร เราสามารถสู้ผ่านมันไปได้
ไม่ต้องพูดปลุกใจ ไม่ต้องกระตุ้นด้วยดนตรีปลุกเร้า

มันเป็นพลังที่ไม่ได้มาจากนักธุรกิจร้อยล้านพันล้าน
ไม่ได้มาจากสตีฟ จ๊อบ หรือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ค
แต่มันเป็นแรงบันดาลใจจาก 'คนพิการ'...ที่แรงกล้ากว่าครั้งไหนๆที่เคยได้รับ

ภาพ 'นักสร้างแรงบันดาลใจ' ในหัวผมสลายไปตั้งแต่วันนั้น
มนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราต่างมีข้อบกพร่อง มีจุดอ่อน
แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้วันนี้ ไอสิ่งพวกนี้มันอาจจะไม่ใช่ข้ออ้างที่เราจะทำอะไรซักอย่างครึ่งๆกลางๆ
ไม่มีเงิน...
ไม่มีเวลา...
ไม่มีความรู้...

มองอีกมุมนึง ถ้ามีพร้อมหมดและทำทุกอย่างได้ตามที่หวัง มันก็ธรรมดาหนะสิ
แต่ถ้า 'ไม่มี' และยังเค้นมันออกมาได้เนียะ ผมว่ามันโคตรพิเศษเลย

ทำให้ผุดนึกถึงคำพูดเท่ห์ๆที่เจอในห้องน้ำร้านกาแฟแห่งนึงขึ้นมา
ที่น่าจะเป็นคำสรุปได้ดีที่สุด...
You don't need to be perfect to inspire others. Let people get inspired by how you deal with your imperfection
- Wilson Kanadi -

คุณไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบเพื่อไปให้แรงบันดาลใจใคร
แต่ให้คนอื่นได้รับแรงบันดาลใจ...
จากวิธีที่คุณรับมือกับความไม่สมบูรณ์แบบของคุณ : )
SHARE
Writer
Pippo
Entertainer
Actor / Writer / Barista at Storylog

Comments

felixc
3 years ago
ชอบคำสุดท้ายมากครับ

Reply
Kanith
3 years ago
ขอบคุณที่เขียนบทความดีๆ น่าประทับใจมากค่ะ แรงบัลดาลใจเราหาได้ทุกที่ อยู่ที่เราจะเลือกใช้มันหรือเปล่า!
Reply
PinkShoes
3 years ago
สุดยอดพีี อยากให้พี่ดูคนพิการใจสู้อีกสองคน คือ เอกชัย วรรณเเก้ว กับ ช่างเจ๊ก มนุษย์มหัศจรรย์ ดูได้ในยูทูปเลย เเล้วพี่จะได้อะไรเยอะจริงๆ
Reply
NWn
3 years ago
หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ กลับมาก็แตะอ่านเรื่องนี้ ไม่ผิดหวังกับเรื่องเล่าดีๆจากคุณ pippo เลย
Reply
BlueMermaid
3 years ago
8:00am อ่านเรื่องนี้จบ ได้พลังไปสู้ต่อแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ 😁
Reply