นิทานเล่มเก่าที่ผมฟังก่อนนอน

-1-

เรื่องสนุกคือผมไปเจอสมุดในลังกระดาษของห้องเก็บของ
มันเป็นลายมือของแม่ผมที่เขียนนิทานเรื่องหนึ่งเอาไว้
ตอนที่ผมยังเด็ก บ้านของผมไม่ได้มีฐานะร่ำรวย
การจะซื้อนิทานราคาไม่กี่บาทก็ค่อนข้างจะเป็นเรื่องลำบากสำหรับครอบครัวเรา
เพราะนอกจากจะต้องใช้จ่ายนั่นนี่แล้ว ยังต้องผ่อนรถผ่อนบ้าน
จะเหลือก็แค่เงินค่าร่ำเรียนและค่าใช้จ่ายเล็กน้อยให้พออยู่ไปเดือน ๆ ได้

คงเพราะว่าแม่อยากให้ผมได้ฟังนิทานเหมือนเด็กอนุบาลคนอื่น ๆ
เพราะผมเคยไปคะยั้นคะยอให้แม่ซื้อนิทานมาอ่านให้ฟังสักเรื่อง
สาเหตุเพราะว่าเพื่อนคนอื่น ๆ ในห้องมาเล่านิทานที่แม่เล่าให้ฟังเมื่อคืนกันสนุกปาก
สุดท้ายแม่เล่าให้ฟังว่าทนลูกตื้อผมไม่ไหว
ก็เลยจัดการแต่งนิทานแฮนเมดด้วยตัวเองขึ้นมาเล่าให้ลูกฟัง
เป็นนิทานขนาดยาวที่มีเรื่องราวเทียบเท่านิยายหนึ่งเรื่อง
ผมได้ฟังมันตั้งแต่อนุบาลหนึ่งจนกระทั่งจบชั้นประถมสอง
เป็นนิทานที่ค่อนข้างมีอิทธิพลที่สุดในชีวิตของผมเลยทีเดียว

-2-

คืนหนึ่งเมื่อตอนที่ผมอยู่ชั้น ประถม 1 
แม่มานอนข้าง ๆ ลูบหัวผม จากนั้นก็เล่านิทานที่แต่งไว้ให้ผมฟังเป็นครั้งแรก
(ที่จริงท่านเล่าให้ผมฟังตั้งแต่อนุบาล แต่ผมจำไม่ได้แล้ว
มาจำได้จริงๆ  จัง ๆ และต่อมความจำชัดเจนขึ้นก็ตอน ป.1 นี่แหละ)
 
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....” เสียงแม่เอื่อย ๆ ชวนให้ง่วง
ผมกระชับผ้าห่มขึ้นมาห่มหน้าอกหวังจะหลับตาลง 
แต่พอได้ยินประโยคต่อมา ผมก็ถึงกับลุกพรวดขึ้นมานั่งฟัง

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว หนูน้อยหมวกแดงได้พบปะกับเพื่อนบ้าน และเพื่อนบ้านคนนั้นได้มอบถั่ววิเศษมาให้กับหนูน้อยหมวกแดง”


เอิ่ม...นั่นมันแจ็ก ผู้ฆ่ายักษ์ ไม่ใช่เหรอ ?


“หนูน้อยหมวกแดงใส่มันลงในกระถางหลังบ้าน แล้วปลูกมัน จนวันรุ่งขึ้นต้นถั่วก็สูงใหญ่เสียดเมฆบนท้องฟ้า หนูน้อยหมวกแดงมองเห็นการผจญภัยครั้งใหม่ ปีนขึ้นต้นถั่วไปหลายวันหลายคืนจนกระทั่งขาแตะถึงพื้นเมฆ”


เอ่อ...แล้วไงต่อ!


“หนูน้อยหมวกแดงกระโดดลงเหยียบพื้นเมฆแล้วเดินไปตามทาง ผ่านป่าไม้ แม่น้ำ จนกระทั่งมาถึงราชวังขนาดใหญ่ หนูน้อยหมวกแดงแหงนหน้าขึ้นไปบนหอคอย พบกับเจ้าหญิงที่กำลังร้องไห้ เธอหย่อนผมลงมาให้หนูน้อยหมวกแดงปีนขึ้นไป”


อ้าว! เฮ้ย!เจ้าหญิงผมยาวราพันเซลมายังไง


“พอปีนเข้าไปในหอคอย หนูน้อยหมวกแดงก็พบว่าเจ้าหญิงบนหอคอยถูกขังอยู่เพียงลำพัง หนูน้อยหมวกแดงจึงหาทางช่วยให้เจ้าหญิงออกไปจากหอคอยให้ได้ ระหว่างนั้น มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นที่บันไดทางเดินขึ้นมาสู่หอคอย เจ้าหญิงให้หนูน้อยหมวกแดงไปซ่อน จากนั้นประตูก็เปิดออก แล้วยายแก่คนหนึ่งที่มีใบหน้าเหี่ยวย่นก็เดินเข้ามาพร้อมกับกระเช้าแอปเปิ้ล และมอบแอปเปิ้ลให้เจ้าหญิงบนหอคอยหนึ่งผล เจ้าหญิงรับมันมา หารู้ไม่ว่ามันอาบยาพิษอยู่”


เอ่อ...สโนไวท์ไม่ใช่เหรอ!


“แต่แล้วตอนที่เจ้าหญิงกำลังจะกิน หนูน้อยหมวกแดงรู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงรีบเข้าไปคว้าแอปเปิ้ลและเอายัดใส่ปากของยายแก่คนนั้น”


ง่า...ทำไมหนูน้อยหมวกแดงถึงก้าวร้าว ยัดผลไม้ใส่ปากคนแก่เฉย


“จากนั้นหนูน้อยหมวกแดงก็พาเจ้าหญิงวิ่งลงหอคอยไป เมื่อออกมาได้ หนูน้อยหมวกแดงและเจ้าหญิงก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งขี่ม้ามาในชุดอัศวิน สวมแว่นตาเนื่องจากสายตาสั้น เขาคือเจ้าชายที่อยู่ในอาณาจักรเมฆห่างออกไปนี้เอง และมาที่นี่เพื่อมาช่วยเจ้าหญิง สวัสดี ฉันคือโนบิตะ เจ้าชายแนะนำตัวเอง”


เฮ้ย!โนบิตะมายังไง


-3-

นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ว่านิทานก่อนนอนที่ผมเคยฟัง 
มักจะไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน และมักจะเป็นนิทานที่
ผมคิดว่าในโลกนี้คงยังไม่เคยมีใครลองเอามาผสมปนเปกันมาก่อน
เป็นนิทานที่เละเทะแต่ก็สนุกมาก 
ตั้งแต่นั้นล่ะมั้งที่ผมไม่ได้รู้สึกอิจฉาเพื่อน ๆ 
ที่มีสมุดภาพนิทานที่ดูภาพไปด้วยฟังแม่เล่าไปด้วยอีกเลย
สมุดเล่มเก่า ๆ เล่มนั้นมีลายมือขยุกขยุ๋ยของแม่ ไม่มีภาพวาดสวย ๆ
แต่ผมกลับรู้สึกประทับใจในเรื่องเล่าของนิทานเรื่องนั้น

ผมชอบประโยคเจ๋ง ๆ ในตอนจบของนิทานก่อนที่ผมจะหลับ
มันเขียนเอาไว้ว่า...

“ความสุขอยู่กับเราตลอดเวลา 
เพียงแต่ความทุกข์แค่ผ่านเข้ามา แล้วก็ผ่านออกไปเท่านั้น”
 
ผมเข้าใจแล้วว่าเพราะความสุขมันอยู่กับเราตลอดเวลา 
ความทุกข์เป็นสิ่งแปลกใหม่เราถึงรู้ว่ามันเข้ามาและออกไป
บางทีความสุขของผมอาจจะเริ่มจากการที่แม่เล่านิทานให้ฟัง
ไม่ใช่ความต้องการที่จะมีหนังสือนิทานสวย ๆ เหมือนเพื่อน ๆ คนอื่นก็เป็นได้ 
ผมอาจจะไม่ได้ดูภาพวาดประกอบสวย ๆ เหมือนอย่างเพื่อน ๆ คนอื่นที่ถือมาอวดในโรงเรียน
แต่ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่มีความสุขที่สุดจากการได้ฟังนิทานที่ไม่เหมือนใคร


ครั้งหนึ่ง ผมเอานิทานเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนในห้องเรียนฟัง
ทุกคนสับสนว่า สโนไวท์กับซินเดอร์เรล่า เข้ามาอยู่ในเรื่องเดียวกันได้ยังไง
และแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ไปเป็นเพื่อนสนิทกับโนบิตะตั้งแต่เมื่อไหร่
เป็นเรื่องเล่าที่ไม่ต้องใช้สมุดภาพอ้างอิง แต่ทุกคนมองมาที่ผมด้วยความรู้สึกอิจฉา


แม่ให้กำเนิดน้องชายของผมขึ้นมาอีก 2 คน (เป็นฝาแฝด)
ตอนนี้ก็เข้าเรียนอยู่ชั้น ป.1 แล้ว
กำลังทรัพย์ของบ้านเราก็มีมากพอที่จะซื้อหนังสือนิทานมาอ่านให้น้องฟัง
ในคืนนั้นผมหยิบหนังสือนิทานของแม่ติดมือเข้าไปในห้องนอนของน้องชาย
อดคิดไม่ได้ว่าเมื่อน้องชายฟังจบ เขาจะมีปฏิกิริยายังไง
ในตอนที่ผมอายุเท่าน้อง ก็คงร้องอยากฟังนิทานเหมือนอย่างน้องชายผมในเวลานี้กระมัง
หลังจากเล่านิทานทั้งหมดจบลง
เด็กชายฝาแฝดก็มองตากลมตอบผมกลับมา
ผมรู้ว่าในหัวน้องคงจะเต็มไปด้วยความงุนงงไม่ต่างอะไรกันกับผมในตอนนั้น
ผมได้แต่บอกน้องไปก่อนที่พวกเขาจะหลับ
ว่าเขาจะคิดถึงนิทานเรื่องนี้....มากกว่านิทานที่มีภาพวาดสวย ๆ
เป็นนิทานเพียงเรื่องเดียวที่เก่าที่สุด แต่เรื่องราวยังคงงดงามที่สุด


SHARE
Writer
Oneword
ワンヌウン
ชอบคิด ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบเดินทาง...

Comments

NaMkunGs
5 years ago
คุณแม่แต่งนิทานได้ไหลลื่นมากครับ ซีรี่ย์ Once Upon A Time ยังต้องซูฮก ! * :3
Reply
Lafaldanegra
5 years ago
อ่านจบละอยากเป็นคุณแม่นักเล่านิทานแนวนี้บ้าง ^*^
Reply
onizuka
5 years ago
ขอบคุณครับ
Reply
Gottogo
5 years ago
นึกถึงตอนเด็กเลยค่ะ แม่ไม่ค่อยซื้อหนังสือนิทานให้อ่าน(ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน) (จริงๆพ่อก็ซื้อนิทานกริมม์นะ แต่ตอนนั้นอ่านไม่ออก)
ชอบให้มีคนเล่าให้ฟังมากกว่า
แม่::มักจะเล่าเกี่ยวกับเจ้าหญิง กระต่ายกับเต่า มักจะจบด้วยข้อคิด
พ่อ::เล่าเป็นอยู่เรื่องเดียว ฮัมเพิลรัมอะไรไม่รู้สกินสติน(แต่อ้อนพ่อให้เล่าเรื่องเดิมนั่นแหละ)(พ่อชอบอ่่านนิทานกริมม์ ชอบบอกให้ไปอ่านเอาเองสิ)
พี่สาว::คนนี้จ๊าบมาก นอนด้วยกันเลยต้องเล่าให้ฟังบ่อยๆ มักจะเกี่ยวกับการผจญภัยข้ามมิติรั้ว แล้วต้องแบ่งภาคเป็นวันๆไป
จำได้ว่ามันส์มาก พี่ให้เราตั้งชื่อตัวละครให้ได้ด้วย เอ็กซ์คลูซีฟมากๆ
เหล่าญาติๆ::ตอนเด็ก จะมีลูกพี่ลูกน้องมานอนด้วย เวลาที่โอกาสมานอนด้วยกัน จะผลัดกันเล่านิทาน
เราตอนเด็กๆ::เจ้าหญิงกุหลาบขาว ที่เล่าวกไปวนมา จนพี่และญาติบอก "นอนเถอะ"
-ขอบคุณนะคะ ทำให้นึกถึงเรื่องตอนเด็กๆ-
Reply
laew_Tj
5 years ago
ชอบมากเลยค่ะสนุกดี อยากให้เล่าจนจบจัง สนุกมาก

Reply