ยาย
เป็นเรื่องที่อยากเขียนเอาไว้เตือนใจตัวเอง


"กี่วันกี่เดือนกี่ปีแล้วนะ ที่ยายไม่ได้อยู่กับเราแล้ว"
คำถามแสนธรรมดา ที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาในสมอง เป็นคำถามที่ชวนให้เจ็บแปลบๆ ในใจทุกครั้งที่คิดถึง ภาพความทรงจำต่างๆ ไหลออกมาราวกับน้ำท่วมในวันที่ฝนตกหนัก

ใครๆ ก็เคยสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ หรือคนไกลตัว
แต่เราไม่เคย
ไม่เคยรู้รสชาติของความสูญเสียว่ามันเป็นอย่างไร
แล้วก็ไม่อยากรับรู้หรือทำความรู้จักกับรสชาติแบบนั้นด้วย

แต่คนเราเกิดมาก็ต้องตาย
ไม่มีใครหลีกเลี่ยงไปได้


คิดถึงยายครั้งใด ภาพแรกที่เห็นคือผู้หญิงแก่หน้าตาใจดี ที่มักจะมีขนมหรือกับข้าวอร่อยๆ ให้ลูกหลานได้กินเสมอ ฉันจำรสชาติเหล่านั้นได้ดีจนถึงตอนนี้ เหมือนเพิ่งกินไปเมื่อไม่กี่นาทีนี้เอง มันอร่อยแบบที่หากินที่ไหนไม่ได้ ทั้งผัดหมี่ร้อนๆ ที่ได้กินทุกครั้งในวันปิดเทอม หรือขนมลูกชุบ ที่ยายและแม่ของฉันทำเป็นอาชีพ ยายจะตื่นแต่เช้ามาดูว่าถั่วที่แช่ไว้ใช้ได้หรือยัง และจัดการบดถั่วที่แช่น้ำจนละเอียด พอถึงเวลากวนแป้งถั่วสีเหลืองนวลในกระทะร้อนๆ กับกะทิ ฉันมักจะเป็นลูกมือที่คอยแอบเอามือเล็กๆ จกแป้งกินเป็นประจำ มันหอมและละลายได้ในปาก ยายไม่เคยว่าหรือตำหนิที่ฉันจกแป้งนั้นกินเล่น กลับเหลือแป้งถั่วหอมหวานนั้นไว้ให้ฉันกินเสียด้วยซ้ำไป แต่ฉันก็ยังชอบจกกินจากกระทะอยู่ดี

อีกเรื่องที่ฉันจำได้ เวลากลางคืน พอยายอาบน้ำเสร็จ ฉันชอบนอนหนุนตักยาย ฟังยายเล่าเรื่องของคนในสมัยก่อน ฟังเรื่องราวที่เป็นมาของครอบครัว ด้วยความเป็นเด็ก ฉันฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่รับรู้ได้ถึงความสนุกของเรื่อง ด้วยน้ำเสียง ด้วยท่าทางที่ฉันชอบมอง มือไม้ที่เคลื่อนไหวไปมา ทำให้เด็กอย่างฉันพอจะเข้าใจได้บ้างว่าเรื่องเหล่านั้นคืออะไร นอกจากมือที่เคลื่อนไหวแล้ว ฉันยังชอบท้องแขนที่กระเพื่อมไปมาของยายอีกด้วย มันนุ่มนิ่มและน่าหมั่นเขี้ยวมากๆ ฉันใช้มือจับมันเล่นเสมอเวลาที่ยายอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ มันเย็นๆ นิ่มๆ แถมตัวของยายจะหอมๆ ด้วย มันเป็นกลิ่นที่ฉันยังจำได้จนถึงตอนนี้ เป็นกลิ่นที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

เมื่อโตขึ้น ฉันเป็นฝ่ายเล่าอะไรต่อมิอะไรในชีวิตให้ยายฟังบ้าง ฉันมีโอกาสคุยกับยายถึงเรื่องเรียนและอนาคตของฉัน ที่ไม่เคยคิดจะบอกพ่อกับแม่ ฉันรู้ว่ายายใจดี เลยไปเล่าให้ยายฟัง ฉันเล่าถึงวิชาศิลปะที่ฉันชอบ บอกว่าฉันอยากเป็นครูสอนศิลปะให้เด็กประถมตัวน้อย เล่าถึงอนาคตว่าฉันจะเรียนให้จบ สวมชุดครุยสวยๆ ให้ยายดูแล้วจะพายายไปถ่ายรูปกับหนูด้วยนะ
ฉันยังจำสีหน้าที่ดีใจของยายได้ ยิ้มนั้นละมุนละไม และยังอยู่ในความทรงจำของฉันจนถึงตอนนี้


ในที่สุดฉันก็ทำความฝันสำเร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว ฉันสอบติดในคณะที่ฝันไว้
ฉันวิ่งไปบอกยายด้วยความดีใจ ยายส่งยิ้มแล้วอวยพรให้ฉัน
เมื่อถึงวันที่ฉันต้องไปอยู่หอ ฉันเก็บของอย่างเชื่องช้า ฉันไม่อยากไปเลย
ระยะทางจากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพฯ มันดูไกลเหลือเกินในความคิด
ฉันบอกยายว่าจะกลับมาหาบ่อยๆ และจะตั้งใจเรียนให้สมกับที่มีโอกาสได้เรียน
แต่เด็กปากแข็งแบบฉัน กลับลืมพูกคำๆ หนึ่งไป
ฉันเขินเกินกว่าจะพูดออกไปได้


ฉันใช้ชีวิตช่วงปีหนึ่งหมดไปกับการอยู่ห้องเชียร์ ปรับตัวกับชีวิตใหม่ เพื่อนใหม่ สังคมใหม่ๆ การบ้านมากมายกองอยู่ตรงหน้า ฉันบ้าเรียนบ้าทำงานทุกชิ้น นานๆ ที ถึงจะได้กลับ

ฉันรู้สึกว่ายายดูแก่ลงไปมากเมื่อฉันกลับบ้าน ยายมองหน้าของฉันแทบไม่เห็น แต่ประสาทสัมผัสของยายไวอยู่เสมอ แค่ฟังเสียง ยายก็รู้ว่านี่คือฉัน การเคลื่อนไหวของยายช้าลง ร่างกาย เนื้อหนังทุกส่วนดูเหี่ยวไปหมด แต่ฉันคิดว่าก็แค่แก่ ยังไม่ป่วยสักหน่อย มีเวลาอีกเยอะ ฉันเรียนแค่ห้าปี ยายอยู่รอฉันไหวอยู่แล้วล่ะ ยายของฉันแข็งแรงจะตาย


ช่วงสอบไฟนอลตอนปีหนึ่งเทอมสอง ฉันทุ่มเวลาไปกับการอ่านหนังสือ เครียดจนอยากกลับบ้าน แต่ก็บอกตัวเองว่าอดทนไว้ สอบเสร็จเดี๋ยวค่อยกลับ ทั้งๆ ที่ฉันสอบแค่สองสามตัว กลับบ้านไปก็ยังได้แหละ แต่ไม่กลับ เอาไว้ปิดเทอมทีเดียวเลยดีกว่า
ฉันเอะใจว่าพักนี้ทำไมพ่อแม่ไม่ค่อยโทรหาฉันเลย อยากคุยกับยายด้วย ฉันคิดว่าฉันคงฟุ้งซ่านมากไป เลยไม่คิดอะไรมากแล้วอ่านหนังสือสอบต่อ
แต่สุดท้ายความฟุ้งซ่านนั้นก็ชนะ ฉันโทรกลับบ้านไป น้องชายบอกว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่ ไม่ยอมบอกฉันด้วยว่าไปไหน ฉันรู้สึกเหมือนน้องกำลังปิดเรื่องอะไรเอาไว้ แต่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร


สองสามวันหลังจากนั้น ฉันจำวันนั้นได้ดีทีเดียว อากาศหนาวไม่มาก ฉันตื่นมาพร้อมความรู้สึกหน่วงๆ ในใจ อากาศมันหนาวไม่มากก็จริง แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามันหนาวเกินไป ฉันมักจะรู้สึกแบบนี้เสมอเวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ฉันคิดเหมือนเดิมว่าฉันคงฟุ้งซ่านไปเอง
ฉันมักจะชอบเช็คความเป็นไปของคนในเฟสบุ๊คเวลาตื่นนอนตอนเช้า เผื่อว่ามีเรื่องอะไรที่ต้องทำ หรือว่าเพื่อนๆ จะนัดกันทำอะไร จะได้รู้

แล้วมันก็มีจริงๆ
สเตตัสของน้องชายฉัน พูดถึงใครกันนะ
ใครเป็นอะไร ฉันอ่านไม่ค่อยถนัดเลย
หรือว่า..

ฉันโทรหาน้องอย่างร้อนใจ ขอให้เป็นแค่คนไกลตัว หรือไม่มีอะไรเลย
.
.
"ยายเสียแล้วนะ"


คุณเคยรู้สึกว่าโลกหยุดหมุนได้ชั่วขณะไหม
นั่นล่ะ แบบนั้นเลย
คำถามมากมายไหลออกมาจากหัวของฉันเต็มไปไหม
ยายเป็นอะไร? เป็นตอนไหน? ทำไมฉันไม่เคยรู้?
ทำไมแม่กับพ่อไม่เคยบอกฉันเลยล่ะ? ทุกคนทำไมต้องปิดเอาไว้?

น้ำตาฉันไหลแบบหยุดไม่ได้ โกรธทุกคนที่ปิดเรื่องเอาไว้
ฉันไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้เลยรึไง
ฉันก็หลานคนนึงนะ

ฉันเสียใจจนพูดกับใครไม่ได้ เพิ่งรู้ว่ารสชาติของความสูญเสียมันเป็นแบบนี้


ฉันได้รู้ความจริงจากแม่ตอนค่ำๆ ของวันนั้น
แม่กลัวว่าฉันทำใจไม่ได้จนไม่เป็นอันสอบ เลยรอบอกวันนี้ ว่ายายไม่สบาย ติดเชื้อ อาการหนัก อยากให้กลับมาหา แต่ยายก็ไปซะก่อน เรื่องมันเลยวุ่นไปหมด

ฉันจินตนาการตามสิ่งที่แม่เล่า ว่ายายนอนอยู่ในห้องไอซียู ที่ตัวของยายมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด ยายเป็นหวัดมาสองสามวัน ก่อนจะเป็นหนักจนต้องพามาโรงพยายบาล แม่เล่าว่าความรู้สึกตอนที่อุ้มยายขึ้นจากเตียงนอนที่บ้าน หลังของยายเริ่มแข็งแล้ว พอไปถึงโรงพยาบาล อาการเหมือนจะดีขึ้นจนจะกลับบ้านได้ แม่เลยคิดว่าไม่ต้องบอกฉัน แต่จู่ๆ อาการกลับทรุดลงไปมาก จนต้องย้ายไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด ยายพูดอะไรไม่ได้แล้ว ทำได้แค่นอนอยู่นิ่งๆ ใช้เครื่องช่วยหายใจในการยื้อลมหายใจเอาไว้ หมอถามแม่ว่าจะให้ถอดเครื่องช่วยหายใจไหม แม่ทนไม่ได้ที่เห็นยายทรมาน จึงตัดสินใจอนุญาตให้หมอถอดเครื่องช่วยหายใจออก แม่บอกกับฉันว่า ถึงจะตัดสินใจแบบนั้น แต่พอได้ยินเสียงเครื่องวัดการเต้นของหัวใจมันดังตี้ดดดดดดด ใจของแม่เหมือนหลุดลอยไปกับยายด้วย อยากให้หมอปั๊มหัวใจของยายให้ยายฟื้นขึ้นมาทันที

ฉันร้องไห้อย่างหนักแบบที่ไม่เคยมาก่อน
กอดเพื่อนเอาไว้แล้วพูดแต่คำว่าทำไม ทำไม ทำไม
ฉันไม่คิดว่าคนเราจะจากกันด้วยเรื่องแค่นี้
ฉันคิดว่าถ้ายายจะเป็นอะไร ก็น่าจะเป็นโรคแบบคนอื่นๆ
แต่นี่คืออะไร ยายแค่เป็นหวัด แล้วสุดท้ายก็ติดเชื้อ
ฉันคิดว่ามันเป็นสาเหตุการตายที่บัดซบที่สุดที่ฉันเจอ
ถ้าป่วยด้วยโรคร้ายแบบอื่น ฉันคงมีเวลากลับไปหาแล้วกอดท่านไว้แน่ๆ
แต่นี่มันเร็วเกินไป

ฉันทำใจไม่ทันจริงๆ

ฉันตัดสินใจกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น
เมื่อมาถึงวัด งานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ฉันจุดธูป มองควันธูปนั้นอย่างเจ็บปวด มองไปจนเห็นรูปของยายที่ส่งยิ้มมาผ่านควันธูปนั้น ยิ้มนั้นยังสวยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

มีคำพูดมากมายที่ฉันอยากพูดเหลือเกิน
ฉันเกลียดตัวเองที่ปากแข็งและเกลียดความผลัดวันประกันพรุ่งของตัวเองมาก
ฉันควรกลับบ้าน ไม่ใช่บ้างานบ้าเรียนเกินไป
ฉันควรบอกท่านในวันนั้นว่าฉันรักท่านอย่างสุดหัวใจ
ฉันควรกอดท่านแบบที่ท่านเคยทำกับฉัน
ทำไมฉันโง่เง่า และขี้ขลาดขนาดนั้นนะ

ในวันสุดท้าย
ฉันใส่ชุดนิสิตที่ตั้งใจรีดอย่างดีที่สุด แต่งตัวอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้
ฉันใส่ชุดพิธีการ ติดกระดุมเม็ดบนสุด กระดุมที่เคยคิดว่าอึดอัด
แต่วันนี้ฉันชอบมันเหลือเกิน
ยายเห็นมั้ย ว่าหนูได้เรียนที่นี่อย่างที่หนูเคยบอกยายจริงๆ นะ
ยายเห็นพระเกี้ยวที่เสื้อหนูไหม
ยายดูชุดสิ แปลกมั้ย ที่นี่เค้าใช้กระโปรงพลีตสีกรมล่ะ
รองเท้าก็ต้องสีขาวด้วยนะ เหมือนพยาบาลเลย
แต่หนูไม่ใช่พยาบาลนะ หนูเป็นครู เป็นครูสอนศิลปะแบบที่หนูอยากเป็น
รออีกสี่ปีนะ หนูจะใส่ชุดครุยมาถ่ายรูปด้วย อย่าลืมนะคะ
อ้อ อีกอย่างนึงที่หนูลืมบอก
.
.
หนูรักยายนะคะ

ถึงแม้ว่าเรื่องมันจะผ่านมาปีกว่าๆ
แต่คิดถึงทีไรก็ยังเศร้าอยู่ทุกที ทุกวันนี้ไม่สามารถมองคนแก่ได้เลย เห็นแล้วจะคิดถึงยายและร้องไห้ตลอด บางทีเจอคนแก่แต่งตัวคล้ายๆ ก็น้ำตาซึม ถ้าเจอคนแก่ประเภทที่ต้องทำงานหนักๆ ด้วยนี่ร้องไห้เลย เห็นไม่ได้จริงๆ

ฉันเก็บเรื่องนี้ไว้เตือนใจตัวเองทุกครั้ง
ไม่ควรปากแข็งกับคนที่รัก รักก็บอกว่ารัก ห่วงก็บอกว่าห่วง
บอกตอนที่เค้าไม่มีชีวิตอยู่มันจะไปมีค่าอะไร
ทำดีต่อกันตอนที่ยังมีชีวิตอยู่จะดีกว่า

ฉันคิดว่าสักวันฉันคงทำใจได้ ขอเวลาอีกนิด
ปีหน้าถ้าฉันเปิดความทรงจำเรื่องนี้ออกมา ฉันอาจจะไม่ร้องไห้แล้วก็ได้
SHARE
Writer
penguinisme
Rookie Writer
เขียนเพื่อดูความคิดตัวเอง คิดอะไรก็เขียนแบบนั้น

Comments