สอบทุนครั้งแรก
ไม่รู้ว่าผิดกฎอะไรรึเปล่ากับการเขียนเล่าเรื่องนี้ แต่เนื่องจากเราชอบที่จะแนะนำคนอื่น ยิ่งโดยเฉพาะน้องๆ ที่เป็นรุ่นหลัง เรามองว่า เราเป็นพี่คนโตของครอบครัว ต้องทำทุกอย่างเองทั้งหมด ไม่มีใครมาวางแนวทางให้ ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นเวลาที่เราได้ประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ที่ไม่มีมีใครบอกเรามาก่อน เราก็อยากจะเเชร์เรื่องพวกนี้ให้กับน้องๆได้เตรียมตัวต่อไป เหมือนเราเป็น pioneer เลยนะ 

ปล. ทุนนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการสัมภาษณ์รอบต่อๆไป ซึ่งเราอาจจะตกตั้งแต่รอบที่เพิ่งผ่านมานี้ก็ได้นะ เพราะอะไรต้องไปตามอ่านด้านล่าง ฮ่าๆๆ 

เริ่มแรกเลยทุนนี้เป็นของธนาคารสัญชาติไทย ขนาดใหญ่เเห่งหนึ่ง ซึ่งเปิดรับทุนแบบเงียบมากๆๆๆๆ. เพราะกำหนดคุณสมบัติที่ค่อนข้างเยอะ แน่นอนเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นของสังคม ทำให้เค้าเปิดรับแบบเงียบๆ แล้วก็ปิดแบบเงียบๆเช่นกัน ฮ่าๆๆ 
มาดูข้อมูลทุนคร่าวๆ ดีกว่า : ทุนนี้เป็นเรียน MBA ในต่างประเทศ โดยธนาคารกำหนดไว้ว่าผู้ที่ได้ทุนนี้ จะต้อง apply เข้ามหาลัยที่ธ. เป็นผู้กำหนดเพียง 5 มหาลัยในโลกเท่านั้น!!! 
ใช่แล้ว 5 ที่ของโลกเท่านั้น (ตัวเลขไม่ผิดแน่ๆ) omgggggg😱 เท่าที่จำได้ก็อย่างเช่น Harvard, U of Chicago, Wharton, Stanford ส่วนอีกที่ลืมไปละ 


แค่อ่านรายละเอียดทุนก็ช็อกไปเบาๆแล้ว แต่เอาหน่ะ ไหนๆก็ลองสักหน่อย ว่าเด็กไทยที่ไม่เคยไปตปท.เลยอย่างเรา จะเข้าไปได้ถึงรอบไหน

 (ทุนไม่ได้แจ้งอะไรเลยด้วยนะ ว่าจะมีการทดสอบกี่รอบ--จะบอกรอบต่อรอบเท่านั้น) 

รอบแรก คือให้กรอกข้อมูลส่วนตัวลงในใบสมัคร ทั้งข้อมูลการเรียน ภาษา ประสบการณ์ กิจกรรม และก็มีคำถามอีกนิดหน่อย แล้วสแกนส่งพร้อมกับ resume สวยๆหนึ่งอัน แล้วก้พวกเอกสารยืนยันตัว ใบเกรด บลาๆๆ หลังจากนั้นก็จะปนะกาศให้เข้าสอบรอบสอง เป็นการสอบ IQ&4Q 

ปล. รอบนี้ไม่รู้จำนวนคนสมัครทั้งหมด เลยไม่รู้ว่ามีใครถูกตัดออกตั้งแต่รอบแรกนี้เลยรึเปล่า อย่างที่บอกแหละ คุณสมบัติผู้สมัครมันยิบย่อยมากกกกกกก ถ้าขาดข้อใดไปก็อดอะนะ 

รอบที่ 2 คือรอบสอบ IQ&4Q 
หืม!!!! what's 4Q ? 
ใช้เวลาหาข้อมูลสองวันนิดๆ ก็รู้ว่าเป็นข้อสอบสมัครเข้าทำงานของที่นี่ ซึ่งจะวัดว่าเราชอบงานประเภทไหน และที่สำคัญคือ มีคนตกรอบนี้เยอะมาก งงล่ะสิ ว่าวัดความถนัดเฉพาะงานมันมีสอบตกด้วยเหรอ ก็ตามคนในพันทิปบอกมาแหละ เราก็อือๆ ถ้าตกก็ช่างมัน หาแนวข้อสอบไม่ได้ด้วย

วันสอบ ใช้เวลาทำประมาณ 3ชม. สำหรับข้อสอบสองชุด ชุดแรก น่าจะเป็น 4Q ที่เค้าเรียกกัน ข้อสอบหนึ่งข้อ มีช้อยทั้งหมด 4ข้ออ่ะ แล้วเค้าจะให้เราเรียง ว่าในในสี่ข้อนั้น งานแบบไหนที่ตรงกับเรามากที่สุด เรียงตามลำดับ แค่นี้แหละ!!!

ดูเหมือนจะง่ายใช่มั้ย ฮ่าๆ ไม่!!!! 
เพราะข้อสอบมีหลายข้อ ช้อยก็จะนำมาวนๆ ถามไปเรื่อยๆ หมายความว่า ถ้าเราโกหก จะรู้ทันที คือไม่ต้องงงว่ามันรู้ได้ไงหรอก เพราะถ้าเราตอบไม่เหมือนเดิม ก็เรียงไม่เหมือนเดิม แค่นี้เค้าก็รู้แล้วว่าเราโกหก 
ปล. ตัวอย่างช้อยเช่น เราชอบทำงานเป็นกลุ่ม, เราเป็นคนแต่งตัวตามแฟชั่น, เราสามารถรับผิดชอบผลการทำงานของผู้อื่นได้ ประมาณนี้ แล้วข้อสอบมันก็จะถามวนไปเรื่อยๆ 😣

ส่วนชุดที่สอง เป็นข้อสอบวัดIQ ก็เหมือนๆกับที่เจอทั่วๆไปแหละ แต่จากประสบการณ์ที่เราสอบมาเยอะ เราว่าของที่นี่ยากสุด ทั้งด้วยตัวข้อสอบเองแล้วก็เวลา เพราะเป็น speed test ด้วย คือ ข้อสอบที่วัดแต่ละด้านจะมีจำนวนข้อที่ไม่เท่ากัน เวลาที่ให้ก็ไม่เท่ากัน อ้อ ลืมบอกไปว่าทำด้วยคอมพิวเตอร์นะ เพราะฉะนั้น ต้องทำเรียงชุดไปเรื่อยๆ ไม่สามารถย้อนกลับไปทำชุดก่อนหน้าได้ 

เท่าที่จำได้ ข้อสอบมีหกชุด 
ชุดแรกวัดความถนัดภาษาไทย คำใดเขียนถูกผิด 
หรือให้เหตุการณ์มา แล้วให้หาสมมติฐานของบทสนทานั้น หรืออาจให้หาข้อสรุปของข้อความนั้น แล้วก็พวกสำนวนไทย เป็นต้น 
--ส่วนตัวถนัดภาษาไทยอยู่แล้ว ก็ชอบเรียนตั้งแต่เด็กๆ เลยไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถามคนอื่นบอกว่ายาก คือถ้ารู้ว่าเกษียรสมุทร หรือบาทบงสุ์เขียนแบบนี้ก็ไม่มีปัญหา ฮ่าๆๆๆ 

ส่วนชุดอื่นๆ ก็เช่น ตัวเลข พื้นที่ ปริมาตร อัตราส่วนร้อยละ พวกนี้ถ้ามีสกิลคิดเลขอยู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหา 😊

ปล. รอบนี้มีคนไม่ผ่านประมาณ 10คนมั้ง จาก40 เหลือ 30 เข้ารอบต่อไป เป็นการสอบ pre-toelf 

สอบที่3 เป็นรอบสอบ pre-toelf รอบนี้ก็ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากอีกเช่นกัน เพราะก็ไม่รู้ว่ามันต้องสอบทักษะไหนบ้าง แต่ก็เตรียมๆ พวกแกรมม่ามาบ้าง กลับไปนั่งอ่านนส. สมัยเรียนม. ปลายกับ enconcept นี่แหละ แล้วก็ฟังบทสนทนาตามyoutube เพราะรู้ตัวว่าตัวเองมีสกิลฟังแย่มากกก 

ข้อสอบที่เจอจริงๆ คือให้สอบวัดระดับภาษาอังกฤษของสถาบันสอบภาษาแห่งหนึ่ง เป็นแกรมม่าล้วนๆ พวก sentence completion อ่ะ 
อย่างอื่นไม่มีเลย + essey 1ข้อ คือเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของชีวิตการทำงานในเมืองกับตจว. 

พิเศษกว่านั้นคือ !!!!! ต้องสอบพูดกับฝรั่งจริงๆอีกหนึ่งคน ตายห่าาาาาาา.... 
ไม่ได้เตรียมไรมาเลย เป็นไงเป็นกัน 
ระหว่างที่ทำข้อสอบช้อยกับเขียนessey จนท. ก้จะพาเราไปสอบพูดเดี่ยวๆ กับฝรั่งอีกห้องนึง 
เข้าไปปุ็ปก็แนะนำตัว ช่วงนี้ลื่นไหลดีมากกกกก เพราะเตรียมมา ฮ่าๆๆๆ 

แต่พอเค้าเริ่มถามคำถามเค้าเอง ไอ้เราก็เริ่มพูดไม่ค่อยออกแล้ว คือฟังเข้าใจนะว่าเค้าถามอะไร แต่มันพูดไม่ออกโว้ยยยย หน้าตาเค้าก็ดุๆไม่เป็นมิตร ตายแน่ๆ ตื่นเต้นเข้าไปใหญ่

เค้าถามไม่ค่อยเยอะนะ สามสี่คำถาม สัมต่อคนก็ไม่นานมาก หรือเพราะเราพูดไม่ค่อยได้เค้าเลยไม่อยากถามมั้ง แล้วสุดท้ายเค้าก็บอกว่า you should practice your speaking a lot, a lot and read a lot 😢😥😓😭.  
เสียความมั่นใจมากกกกกกก ไม่เคยรู้สึกแย่ขนาดนี้มาก่อน เหมือนเค้าว่า ว่าเราพูดไม่ได้เรื่องอ่ะ 
แล้วสุดท้ายเค้าก็เขียนใบเกรดมาให้เรา เราได้ I+ บวกกับอารมณ์นอยด์อยู่แล้ว มันคือ improve a lot a lot แน่นอน แต่ก็แอบดูในใบของเค้านะ บางคนก็ได้ตัว A หรือ U แต่ละตัวก้มีประจุบวกหรือลบด้วย 
 พอมาคุยกับเพื่อน ก็ได้กำลังใจขึ้นมาหน่อย 
บอกว่า A = advance , I = intermediat ส่วน U = ugly 
โอ้โห ฮ่าๆๆๆ ให้กำลังใจขึ้นมานิดหน่อย 

แต่สุดท้ายก็นอยด์อยู่สองวันเต็มๆเลยนะ หลังจากสัมภาษณ์เสร็จวันนั้น 😭

เสร็จจากรอบนี้ก็จะมี group interactive assessment สองวันหนึ่งคืนที่ตจว. ค่ายนี่เริ่มไม่ค่อยอยากไปละ เพราะนอยด์จากสอบอิ้งวันก่อน แต่ไหนๆก็มีโอกาสแล้ว ก็ไปซะหน่อย แล้วก็คิดไม่ผิด เพราะจะจำไม่มีวันลืม ฮ่าๆๆ ค่ายเป็นยังไงขอเก็บไว้เล่าตอนหน้านะ มันยาวมากๆๆ 
SHARE

Comments