บาตรแข็งมั้ยครับ?
“บาตรแข็งมั้ยครับ?” 
โยมคนหนึ่งพูดประโยคนี้กับผม ขณะกำลังขับรถไปส่งผมและเพื่อนๆ พระที่วัด 
หลังจากบิณฑบาตที่หมู่บ้านเหมือนกับทุกๆ เช้าที่ผ่านมา 
ผมนิ่งไปสักครู่ ด้วยที่ไม่ทันตั้งตัว ก่อนปากจะตอบออกไปเบาๆ ว่า “แข็ง...ครับ” 
โยมหยุดรถตรงแยกพอดีกับจังหวะที่สัญญาณไฟเปลี่ยนสี 
หันมาลอบมองผมด้วยสายตาเปื้อนยิ้ม 
“แล้วก่อนหน้าที่ผมจะถามหลวงพี่ หลวงพี่รู้สึกว่าบาตรแข็งมั้ยครับ?” 
โยมยิงคำถามต่อ พร้อมเงยหน้าขึ้นไปมองสัญญาณไฟ 
“ไม่รู้สึกครับ” ไม่ปล่อยให้ผมต้องงงนาน โยมออกรถพร้อมกับค่อยๆ อธิบายความหมาย
ของบทสนทนาทั้ง 4 ประโยคเมื่อครู่ ให้ผมกับเพื่อนๆ พระในรถฟัง 
ใบหน้าของพวกพระบวชใหม่อาทิตย์กว่าๆ อย่างพวกผม 
ค่อยๆ ยิ้มปิติด้วยความเข้าใจอย่างไม่รู้ตัว! 
วินาทีนั้น บรรดาเซลล์สมองคงกำลังขมีขมันปล่อยกระแสไฟฟ้า เชื่อมโยงสิ่งที่โยมกำลังอธิบาย ไปกับความรู้ที่พระอาจารย์เพิ่งสอนสั่งพวกเราเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า

สิ่งที่โยมอธิบายต่อ ก็คือเรื่องของ “สติ” นั่นเอง! 
ก่อนที่โยมจะถามว่าบาตรที่ผมอุ้มอยู่ในมือ...แข็งมั้ย? ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันแข็งมาก่อน 
ทั้งๆ ที่ผมก็อุ้มมันมาสักพักได้ นั่นก็เพราะว่า “สติ” ผมไปจับอยู่กับ “อย่างอื่น” ที่ไม่ใช่บาตร! 
อาจจะเป็นความสบายของเบาะรถที่ได้สัมผัส หลังจากเมื่อยล้าจากการเดินบิณฑบาตรแต่เช้า 
หรืออาจเป็นความเย็นฉ่ำของแอร์ที่มาสัมผัสกับผิวกายใต้จีวรที่ห่อหุ้มร่างผมเอาไว้อย่างแน่นหนา
หรือไม่ก็คงกำลังจับกับ “ความนึกคิด” ว่าเช้านี้จะเลือกฉันอะไรดี? 
ระหว่างข้าวมันไก่ของโปรด กับซูชิที่นานๆ ทีจะมีโยมถวาย! 
ไม่ว่า “สติ” ผมกำลังไปจับอยู่กับอะไร...แต่พอโยมถามว่า “บาตรแข็งมั้ย?” 
สติผมก็มาจับที่บาตร และรู้สึกว่าบาตรแข็งทันที! 
ซึ่งผมว่ามันก็คือคอนเซปต์เดียวกันกับการ “ภาวนา” หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า “การทำสมาธิ” 
ที่ให้เราฝึกกำหนดเอา “สติ” ไปจับที่ลมหายใจเข้า-ออก รู้ตัวโฟกัสอยู่ที่ลมหายใจ 
แน่นอน...ถ้าใครเคยฝึกล่ะก็ สำหรับมือใหม่แล้ว มันจะโฟกัสอยู่ได้ไม่นานหรอก 
เผลอแปปเดียวมันก็จะไปนึกคิดจดจ่อกับเรื่องอื่น...จนลืมลมหายใจตัวเองซะงั้น! 
เดี๋ยวก็รู้สึกปวดเข่าปวดหลังบ้างล่ะ เดี๋ยวก็รู้สึกง่วง แปปๆ ก็รู้สึกน่องชาบ้างล่ะ 
ซึ่งพระอาจารย์ก็จะคอยสอนให้เรา “รู้ตัว” รีบเอาสติกลับมาโฟกัสที่ลมหายเข้า-ออกอยู่เสมอ 
ฝึกบ่อยๆ เข้า ก็โฟกัสกับลมหายใจได้นานขึ้นๆ จนครั้งไหนที่สติมั่นคงกับลมหายใจมากพอนี่ เฮ้ย! มันเหมือน “ลืมรู้สึกอย่างอื่น” ไปหมดเลยนะ!! ไม่ว่าจะเมื่อยหรือง่วง

จำได้ว่าทั้งพระอาจารย์และก็โยมที่ใจดีคอยขับรถมาส่งพวกผมทุกเช้า 
ต่างก็คอยสอนคอยแนะนำเรื่องราวพวกนี้อยู่เสมอ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่เรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” 
ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ทำให้ผมรวมถึงเพื่อนๆ เข้าใจเนื้อหาของพุทธศาสนา
และเกิดมุมมองใหม่ๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะทีเดียว! 
ถ้าให้เล่าต่อตรงนี้...ก็คงจะยาวเกินไป ส่วนไอ้ที่เล่าไปแล้ว...ก็ “ไม่ต้องเชื่อ” ผมก็ได้นะครับ 
แหม! ผมเป็นคุณ ผมก็คงไม่เชื่อไอ้หมอนี่หรอก เป็นใครก็ไม่รู้ 
เพราะขนาดพระพุทธเจ้ายังบอกไว้ใน “กาลามสูตร” เลยว่าอย่าเชื่อใครง่ายๆ 
แม้กระทั่งพระองค์เองก็อย่าไปเชื่อ! ให้ใช้ปัญญาไตร่ตรอง 
ทดลองพิจารณาด้วยตนเองให้ถี่ถ้วนซะก่อน...
พูดง่ายๆ ก็มาลองบวชที่วัดชลฯ ดูสักตั้งก่อนละกัน! 
ได้เรื่องยังไง...ก็อย่าลืมมาเล่าให้ฟังกันด้วยล่ะ! :)
SHARE
Writer
Bigbang

Comments

imonkey7
4 years ago
^^
Reply