ซึมเศร้า โรคที่คุณไม่ต้องเป็นก็ได้(ถ้าทำตามนี้)
ถ้าพูดถึงโรคทางกาย มะเร็ง เบาหวาน ความดัน คงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก แต่หากพูดถึงโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิต เช่น โรคจิตเภท โรคไบโพลาร์ หรือโรคซึมเศร้า บางคนอาจจะบอกว่าโรคอะไร ฉันไม่เห็นจะเคยได้ยิน บางคนบอกว่าพอจะได้ยินมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร

มีเรื่องน่าขัน อยู่ครั้งนึงที่ฉันไปตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับยาต้านเศร้า ใน pantip และก็มีคนมาสารภาพว่าตอนแรกตั้งใจจะเข้ามาด่าฉัน ในความโง่เง่า ว่ายาต้านเศร้ามันมีที่ไหนกัน แต่พอคลิกเข้ามาอ่านกระทู้ก็ต้องตกใจที่ยาต้านเศร้ามีจริงๆ และพบว่าตัวเองต่างหากที่เป็นคนไม่รู้อะไรเลย

จากจุดนี้ทำให้ฉันเข้าใจว่าคนไทยยังมีความรู้น้อยนักเกี่ยวกับโรคด้านสุขภาพจิต แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่าปีที่ผ่านมา คนไทยเริ่มตื่นตัวและเริ่มหันมาทำความรู้จักโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตมากขึ้น เห็นได้จากจิตแพทย์บางท่านที่ได้ทำเพจเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิต หรือแม้แต่ผู้ป่วยหลายๆคนได้สร้างบล็อกของตัวเองเพื่อเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองเป็น และพบว่ากระทู้หลายกระทู้ใน pantip ก็ได้มีการเขียนถึงโรคนี้ ที่สำคัญการ การกินยาตายของดาราบางคน หรือการฆ่าตัวตายของนักร้อง ก็ทำให้มีการกล่าวถึงโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น เราไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะติดตามเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้แค่ไหน แต่เราในฐานะผู้ป่วยคนหนึ่ง ติดตามทุกกระทู้ ทุกบล็อกและทุกข่าว แต่เราก็เชื่อว่า จุดนี้ทำให้คนธรรมดาที่ไม่ได้ป่วยอะไรหันมาสนใจทางสุขภาพจิตมากขึ้น โดยเฉพาะโรคชื่อดังอย่างโรคซึมเศร้า

ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นยุคที่มี facebook ที่ทุกคนมีอะไรก็ต้องอวดกัน ต้องถ่ายรูปให้ชาวโลกรู้ตลอดเวลา วันนี้ฉันกินข้าวโรงแรมหรู วันนี้ฉันได้ไปเที่ยวที่สวยๆ วันนี้ฉันซื้อโทรศัพท์ใหม่ เรียกได้ว่า ทุกอิริยาบถจะต้องมีการเก็บภาพเพื่อเป็นหลักฐานให้ชาวโลกได้รู้ว่าฉันทำจริงๆนะ ชีวิตฉัน ดี๊ดี วัยรุ่นต้องพยายามมีวัตถุให้ทัดเทียมเพื่อน และต้องทำให้พอแม่ภูมิใจ (เรื่องนี้จะมีการเขียนเจาะลึกในเรื่อง generation โปรดติดตามอ่านด้วยค่ะ)ชีวิตในแต่ล่ะวันจึงเป็นไปเพื่อการหาเงิน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันลดลง ความเครียดเพิ่มขึ้น คนมีปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น กรมอนามัยโลกถึงกับทำนายไว้ว่าต่อไปโรคซึมเศร้าจะมีจำนวนผู้ป่วยเป็นอันดับสองของโลกรองจากโรคหัวใจเลยทีเดียว

จากการที่เป็นผู้ป่วยซึมเศร้ามาหลายปี ทำให้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง และอยากบอกทุกคนว่าต่อให้สังคมจะเครียดแค่ไหนคุณก็ไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็ได้ ถ้าคุณมีคุณสมบัติดังนี้

1.รู้จักให้อภัยในเรื่องเล็กน้อย
การให้อภัยทำได้ไม่ยาก ถ้าคุณไม่มองออกไปแต่ข้างนอกเพียงอย่างเดียว แต่ทุกครั้งที่คุณเริ่มรู้สึกไม่พอใจกลับการกระทำของใคร ให้สำรวจเข้ามาในตนว่าเราเคยผิดพลาดแบบเค้าหรือเปล่า บางครั้งสิ่งที่เค้าทำก็เป็นความไม่ตั้งใจ หรือความไม่รู้ เมื่อคุณมองเข้ามาที่ตนเองคุณจะพบว่าบางครั้งความไม่คิดมากของคุณก็อาจเคยทำให้คนอื่นไม่พอใจเช่นกัน และพบว่าคนเราผิดพลาดกันได้ คุณจึงให้อภัยได้ง่ายขึ้น 
จงเข้าใจเสมอว่าการให้อภัยเป็นการทำเพื่อตัวเราเอง เพราะทุกครั้งที่เราเคียดแค้นใคร จิตใจเราจะรุ่มร้อน ร่างกายจะหลั่งสารความเครียดต่างๆออกมาทำร้ายตัวเราเอง การให้อภัยจึงเป็นเรื่องนึงที่ควรฝึกให้เป็นนิสัย
หากมองย้อนไปดูตัวเอง หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้า คือการผูกใจเจ็บเจ้าคิดเจ้าแค้น ใครทำอะไรไม่ดีกับเราจะจำได้ละเอียดไม่ลืม ซึ่งคนที่ทำผิดไม่ได้รับผลกระทบใดๆทั้งสิ้น แต่ผู้แค้นอย่างเราได้รับผลกระทบเต็มๆ จิตใจเป็นทุกข์ ร่างกายหลั่งสารความเครียดต่างๆทำให้ร่างกายอ่อนแอ ที่สำคัญทุกครั้งที่จิตใจเราคิดอะไร มันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลานั้น แต่มันจะถูกเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ไว้ในจิตใต้สำนึกของเรา เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้า

2.คนคิดมากก็สามารถไม่คิดมากได้
เราเป็นคนหนึ่งที่มีนิสัยคิดมากมาตั้งแต่เด็ก เหตุการณ์นอนไม่หลับน่าจะเกิดขึ้นกับคนที่เป็นผูู้ใหญ่และต้องแบกรับภาระต่างๆมากมายในชีวิต แต่ที่จำความได้เราเคยนอนไม่หลับตั้งแต่ยังเด็ก เรามักบอกตัวเองเสมอว่าฉันเป็นคนคิดมาก คิดมาก คิดมาก คิดมาก คนทุกคนควรจะทำให้ถูกใจฉัน อย่าทำร้ายฉัน เพราะฉันคิดมาก เฝ้าบอกแต่ตัวเองแบบนี้ ทั้งๆที่อาการคิดมาก ไม่ใช่สิ่งที่ดีไม่ควรเก็บไว้ และการที่เรายิ่งเชื่อว่าตัวเองเป็นคนคิดมาก ยิ่งตอกย้ำทำให้นิสัยนั้นเติบโตมากยิ่งขึ้น จนเติบโตขึ้นมาจึงได้เรียนรู้ว่า เฮ้ย ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นคนคิดมาก ก็เลิกซะสิ มีอะไรก็ปล่อยวางบ้าง อยู่กับปัจจุบันบ้าง ไปต้องคิดไปก่อนหรอก นิสัย มันเกิดจากความเคยชินที่สั่งสมมา มันเปลี่ยนได้ อาจจะไม่ทันที แต่การฝึกความเคยชินใหม่วันล่ะเล็กล่ะน้อยก็จะสามารถเปลี่ยนนิสัยเราได้ ความคิดมากไม่ใช่นิสัยที่ดี ไม่ต้องไปรัก ไม่ต้องไปหวงแหนมัน จงเชื่อว่าเราเลิกคิดมากได้ และทำซะ

3.เลิกเก็บกด แต่จงเปิดใจ
นอกจากสมัยเด็ก ฉันจะบอกตัวเองว่าฉันเป็นคนคิดมากแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันมักบอกตัวเองเสมอ คือฉันเป็นคนเก็บกด ไม่ต้องแปลกใจที่วันนึง ชีวิตต้องเผชิญกับการเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนัก เวลาที่เกิดอะไรขึ้นในจิตใจฉัน ฉันมักจะไม่บอกใคร มักจะเก็บไว้ในใจคนเดียว คิดคนเดียว เสียใจคนเดียว ซ้ำร้ายสมัยที่ประถม มัธยม ฉันต้องถูกเพื่อนที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอย่างรุนแรง แต่ด้วยทักษะการสื่อสารที่ต่ำของฉัน ฉะนไม่กล้าเปิดใจที่จะบอกใครว่าตอนนี้ฉันต้องเผชิญปัญหาอย่างหนัก และฉันไม่สามารถแก้ไขได้ ฉันต้องเป็นทุกข์กับการไปเรียนอย่างต่อเนื่องอยู่หลายปี แหละปัญหาที่โรงเรียนดูจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่ทำให้ฉันเป็นโรคซึมเศร้าอย่างหนัก และมีอาการทางจิตกลัวถูกทำร้ายอยู่ระยะนึง พอก้าวผ่านปัญหาทุกอย่างมา เติบโตขึ้น ฉันได้เรียนรู้ว่าถ้าวันนั้นฉันฉลาดขึ้นอีกนิด ที่จะนำปัญหาไปบอกพ่อแม่ ให้มาช่วยเหลือ มันคงไม่เป็นปัญหาเรื้อรังมาหลายปี ได้ใช้ชีวิตการเรียนอย่างเป็นสุข 
สำหรับเรื่องที่ผ่านมา ผ่านแล้วก็ผ่านไป คงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยฉันก็อยากนำมันเป็นบทเรียนมาบอกคนอื่น เพื่อไม่ต้องผิดแบบฉัน

4.stay positive อย่าหยุดคิดบวก
คิดบวก คงเป็นคำที่ทุกคนได้ยินมาจนเบื่อ แต่ก็จะนำมันมากล่าวถึงอีก เพราะเชื่อว่ายังมีบางคนที่ยังไม่เข้าใจคำว่าคิดบวกดีพอ หรือยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของมันและนำมันไปใช้ เพราะหลายครั้งยังมีคนมองว่า ฉันจะไม่มองโลกบวกหรอก ฉันจะมองโลกตามความเป็นจริง ฉะนจะไม่หลอกตัวเอง นั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ขอกล่าวอีกครั้งว่าการคิดบวกไม่ใช่การหลอกตัวเอง การคิดบวกคือการมองเห็นสิ่งดีๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตก็ตาม
เช่นการที่ฉันต้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ฉันไม่ได้หลอกตัวเองว่าฉันไม่ได้เป็นอะไร ชีวิตที่ผ่านมาของฉันดี แต่ฉันแค่มองๅว่า การเป็นโรคซึมเศร้าได้ให้อะไรแก่ฉันบ้าง เช่น ได้เห็นความเข้มแข็งที่คาดไม่ถึงของตนเอง ได้พาตนเองเข้าสู่ธรรมะ
อีกประการนึง ถ้าคุณรู้จักกฎแห่งการดึงดูด เวลาที่คุณรู้สึกอย่างไรสิ่งนั้นจะถูกดึงดูดเข้ามาในชีวิตคุณ ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ดีตั้งแต่เช้า และคุณมัวไปหงุดหงิดกับสถานการณ์นั้น ชีวิตวันนั้นของคุณ จะเลวร้ายไปทั้งวัน แต่ถ้าคุณฝึกคิดบวกมาตลอดเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นครั้งแรกของวัน คุณจะเปลี่ยนโฟกัสได้ และเหตุการณ์เลวร้ายก็จะหยุดลง คุณจะใช้ชีวิตทั้งวันด้วยความสุข ถ้าไม่เชื่อก็ลองเอาข้อนี้ไปคิดๆถึงวันที่เลวร้ายทั้งวัน จริงๆการคิดลบมันทรงพลังกว่านั้นซะด้วยซ้ำ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าการคิดลบไม่ได้ทำให้คุณซวยแค่ทั้งวันเท่านั้น แต่มันสามารถทำให้ปีทั้งปี หรือสัก 10 ปี เป็นปีที่แย่ตลอดก็ได้ จึงอยากฝากไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คิดบวกซะเถอะ

สำหรับวันนี้ขอฝากไว้ 4 ข้อ เป็นสี่ข้อที่กลั่นกรองออกมาจากประสบการณ์จริงๆ และได้ผลจริง ถ้าคุณนำสี่ข้อนี้ไปใช้ในชีวิตของคุณจนเป็นนิสัย กล้ารับประกันได้ว่า ไม่ว่าชีวิตของคุณจะต้องเผชิญกับอะไร คุณจะผ่านและลุกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และไม่ต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าอย่างแน่นอน
(จริงๆแล้วถ้าจะเขียนอย่างละเอียด ยังสามารถเพิ่มข้อย่อยๆเข้าไปได้อีกหลายข้อ แต่ด้วยรายละเอียดของแต่ล่ะข้อก็คลอบคลุมในหลายๆเรื่องแล้ว วันนี้จึงขอฝากไว้แค่นี้ก่อนนะคะ)
แม้ว่าความเปลี่ยนไปของโลก จะทำให้คนต้องเผชิญกับความเครียด และความกดดันมากขึ้น แนวโน้มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าคุณเข้าใจความจริง เข้าใจจิตใจตัวเอง โรคซึมเศร้า คุณไม่ต้องเป็นก็ได้!
SHARE
Writer
chaokhing
Fighter
uniquely me

Comments

Bugnoms
4 years ago
ขอบคุณครับ ดีมากๆเลย :)
Reply
chaokhing
4 years ago
ขอบคุณค่า^^ มีนักเขียน follower หลักพันมาอ่าน ดีใจจัง
Bugnoms
4 years ago
รออ่านเรื่อยๆนะครับ ;)
Zonnebloem
4 years ago
ขอบคุณมากๆค่ะ เราก็เป็นคนหนึ่งที่เคยคิดมากเหมือนกัน
จะลองเอาคำแนะนำไปปรับใช้ดูค่ะ 😃
Reply
chaokhing
4 years ago
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ มีกำลังใจเขียนเพิ่มขึ้นเลย ขอบคุณมากค่ะ
FrameKawaii
4 years ago
ขอบคุณมากค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่เกือบจะเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนกัน จะลองเอาคำแนะนำไปปรับใช้ดูนะคะ กำลังพยายามอยากหายเลย ^_^
Reply
chaokhing
4 years ago
ดีใจนะคะที่มีคนชอบ ขอบคุณที่มาให้กำลังใจเราด้วย มีกำลังใจเขียนเรื่องต่อๆไปแล้ว
เป็นโรคซึมเศร้าเหมือนกันค่ะ  
เป็นคนคิดมากเหมือนกัน เก็บกดเหมือนกัน ชอบโทโทโร่เหมือนกันด้วย 55 
แต่เรื่องอารมณ์เราเป็นพวกชอบด่าตัวเองค่ะ ใครผิดไม่รู้แต่เราด่าตัวเองก่อน การให้อภัยตัวเองเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุดเลยสำหรับเรา T^T ส่วนคิดบวกก็...นะ  พยายามฝึกตัวเองอยู่ตอนนี้ 

เป็นกำลังใจให้คุณด้วยนะคะ :)
Reply