โฆษณาชวนเชื่อ...ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
"มึง... มึงรู้มะว่าอะไรคือโฆษณาชวนเชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ"

"เดี๋ยว อารมณ์ไหนของมึงวะ?"

"เออหน่า สรุปมึงรู้มะ กูว่ามันเป็นสิ่งที่เราถูกปลูกฝังใส่หัวมาตลอดเลยหวะ ตั้งแต่เราเด็กๆ"

"อืม....อ๋อๆๆๆ กูรู้ละ เรื่องของราช.."

"ราช...พ่อง เล่นไม่รู้เรื่องนะมึง เดี๋ยวติดเชื้อในกระแสเลือดหรอก"

"เชี่ย ก็มึงถามกูก็ตอบ"

"เอาดีๆ สรุปมึงรู้ไหมว่ามันคืออะไร?"

"อืม...นรก สวรรค์ ชาตินี้ ชาติหน้า?"

"ผิด"

"มนุษย์ไปดวงจันทร์?"

"ผิด"

"ฮิตเลอร์กับชาวยิว?

"ผิด"

"สัส มึงรู้ได้ไงว่าผิด"

"ก็กูถามอะ กูว่าถูกก็ถูก มึงอย่าเถียง"

"เหี้ย...กูยอม มึงเฉลยมาเหอะ"

"ความรักไง"

"หะ?" 

"ความรักไงสัส สิ่งที่ถูกโฆษณาชวนเชื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ"

"...คือนี่มึงทะเลาะกับแฟนมา?"

"ไม่ใช่โว้ย!!! กูพูดจริง ความรักนี่แม่งคือสิ่งที่ถูกปลูกฝังเกินจริงมาตลอด"

"อารมณ์ไหนของมึงเนียะ มึงเลิกกับแฟนมาและมาเพ้อเจ้อกับกูใช่มะ เสียเวลาสัส"

"เดี๋ยวกูตบคว่ำเลย นี่เรื่องซีเรียสเว้ย!" 

"อะๆๆ ไหนยังไง มึงอธิบายมา กูให้เวลามึง 3 นาที" 

"มึงลองคิดดูดีๆ ตั้งแต่เด็กๆแล้วนะเว้ย ที่เราถูกปลูกฝังเรื่องความรักใส่หัว กูว่าอาจจะใช้คำว่าล้างสมองด้วยความรักได้เลย ...เพียงแต่เราไม่รู้ตัวกันเท่านั้นเอง"

"ล้างสมองด้วยรัก!?! เอพิคเหี้ยๆ มึงว่ามา...มันยังไงวะ?"

"เอาง่ายๆตั้งแต่พวกเพลง... All you need is love, รักเธอเสมอ... เชี่ย เพลง 90% แม่งก็ความรักทั้งนั้น ฟังกรอกหูกันตั้งแต่เด็ก หรืออย่างในหนังแม่งก็ต้องมีพระเอกนางเอก เสียสละ พลีชีพเพื่อความรัก ยอมตายเพราะรัก ยอมแตกหักกับเพื่อนเพราะความรัก" 

"ก็แล้วทำไมวะ? มันก็เรื่องปกติปะ กูฟังเพลงรัก ดูหนังรัก และมันมาล้างสมองกูยังไง?"

"เชี่ย แต่มึงลองนึกดูดีๆ เรารับสื่อพวกนี้มาตั้งแต่เด็กๆนะเว้ย... โตมาไม่ทันไร แม่งก็หาแฟนกันแล้ว ถ้าไม่ได้รับสื่ออะไรพวกนี้ มันจะมานั่งพะว้าพะวงหาฟงหาแฟนกันมะ..."

"ก็ธรรมชาติมนุษย์ปะวะ การหาคู่สืบพันธุ์"

"มันไม่เกี่ยวดิ เรื่องการสืบพันธุ์กับความรัก มึงลองนึกย้อนไปซักสมัยยุคก่อนๆดิ สัญชาตญาณเราคือการมีชีวิตอยู่นะเว้ย การเซอร์ไวฟ์.... ลีฟ ไม่ใช่ เลิฟ!!!"

"เช้ดเขร้ ลีฟ ไม่ใช่เลิฟ นี่เริ่มคมละ... คือมึงจะบอกว่า เราไม่ได้จำเป็นต้องไปมีความรักเชี่ยไรเลยใช่มะ แต่ด้วยสื่อต่างๆตั้งแต่เด็กๆกรอกหัว หรือจะล้างสมองอย่างที่มึงว่า จนความรักเลยกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา?"

"นั่นไง มึงเริ่มเก๊ตละใช่มะ!! ทีนี้แม่งเลยกลายเป็นว่า โตมาหาแฟนก่อน มึงไม่มีแฟนนี่เหงาเลย เฟลเลย กลายเป็นเรื่องน่าอาย ... และมันหนักขนาดถึงมีคนฆ่าตัวตายเพราะโดนทิ้ง ไปยิงคนเพราะความรัก เห้ย ว๊อทสรองง วิต ดีส เวิลลลด์" 

"เออ...นี่กูเริ่มเอนเอียงละ"

"และมึงลองนึกกลับกัน สมมติสื่อทุกอย่างที่มึงฟังมาตั้งแต่เด็ก หนังที่มึงดูมาทั้งหมด แม่งไม่มีประเด็นความรักเลย แต่เป็นเรื่องของเสรีภาพ เรื่องของมนุษยชน เรื่องของศีลธรรม โลกเรามันน่าจะเป็นอีกแบบเลยปะ"

"โรงหนังแม่งเจ๊งยับพอดี ใครมันจะไปดู ...เอาจริงๆ ที่มึงพูดมาจริงๆก็มีเหตุผลนะ แต่กูว่าความรักมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายขนาดนั้น"

"ถูกของมึง... คือกูไม่ได้บอกว่าความรักเป็นเรื่องแย่ แต่คนเราไปให้ความสำคัญมันมากเกินไปเท่านั้นเอง ส่วนนึงก็เพราะสื่อรอบตัวที่อัดใส่หัวเราอย่างที่กูบอกนั่นแหละ กูถึงบอกไงว่าแม่งเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ!" 

"เออ แม่งอาจจะจริงอย่างที่มึงว่า..."

"ใช่มะ กูบอกแล้วกูไม่ได้ล้อเล่น กูพูดจริง โลกแม่งถูกขับเคลื่อนด้วยความรักไปแล้ว"

"...แต่แล้วไงวะ ถึงคนทั้งโลกจะถูกชวนเชื่อกับเรื่องนี้ กูว่าแม่งก็ยังโอเคอยู่ดีปะ มึงลองนึกย้อนในช่วงสงคราม ช่วงยุคสมัยที่คนแก่งแย่งชิงดีดีกัน อย่างน้อยๆถ้าโลกเราถูกขับเคลื่อนไปด้วยความรักแทนอะไรพวกนั้น มันก็น่ารักดีออก"

"งั้นคือมึงไม่รู้สึกอะไร ที่โลกเรามันเป็นแบบนี้ใช่มะ"

"ก็เออดิวะ มันก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรนะกูว่า ความรักแม่งโคตรจะซอฟต์ ถึงมันจะไร้สาระไปบ้าง น้ำเน่าไปบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ไปสร้างความขัดแย้งอะไร ...ลองเกิดคนอิน การเมือง มนุษยธรรม แทนความรักดิ เถียงกันตาย กูเอาเวลาไปหาแฟนดีกว่าไปเรียกร้องสิทธิมนุษยชน"

"เชี่ย และผลเสียอะ คนแม่งฆ่ากันได้เพราะความรักเลยนะเว้ย"

"มันอาจจะมีพวกโอเวอร์กับความรักไปบ้าง แต่คนมันจะฆ่ากัน แม่งก็ฆ่ากันได้ทุกเรื่องนะแหละ ไม่ต้องอกหักรักคุดหรอก เหยียบตีนกัน ปาดหน้ารถกัน กูว่าตายง่ายกว่าอกหักอีก"

"...เชี่ย นี่คือกูพูดมาตั้งนาน สุดท้ายโลกเรามันคงต้องเป็นแบบนี้ใช่มะ"

"โห่ว ต่อให้มึงเป็นนายกและสั่งห้ามเปิดเพลงรัก ฉายหนังรักทั่วประเทศ ความรักแม่งคงไม่หายไปในชั่วอายุมึงหรอก แบบนีเแหละเพลงรักก็เพราะดี ให้กูฟังพี่ปูทั้งชีวิตนี่ก็เกินไป" 

"เออ คงอย่างนั้น บางทีการโฆษณาชวนเชื่ออาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ซะทีเดียว ...ในเมื่อความขัดแย้งมันเยอะเหลือเกิน มีจุดร่วมซักอย่างก็ไม่เลว" 

"นี่คือมึงจะโยงเข้าการเมือง?"

"สัส จุดร่วมกูคือความรักโว้ย ไม่ใช่เรื่องอื่น!!"

"อ่อ ก็มึงพูดกำกวม และสรุปมึงจบละใช่มะ การปราศัยโฆษณาชวนเชื่อความรักของมึงเนียะ"

"เออ จบละ โลกเรามันคงต้องเป็นแบบนี้อย่างที่มึงว่า เออ แต่ถ้าอย่างนั้น กูขออะไรมึงอย่างนึงดิ"

"อะไรวะ?"

"ช่วยโทรหาแฟนกูที ยังงอนกูอยู่เลย กูโทรไปแล้วโดนตัดสายหวะ"

"นี่ไง!!! กูว่าแล้ว มึงลากยาวมาขนาดนี้เพราะอยากให้กูช่วยง้อใช่มะ!!!" 

"เชี่ย โลกเราหมุนอยู่ด้วยความรักเว้ย"

"สึส!"
SHARE
Writer
Pippo
Entertainer
Actor / Writer / Barista at Storylog

Comments

Paladjai
3 years ago
จบแบบหนังหักมุม :)
Reply
lalajinx
3 years ago
ลากมาซะยาว ที่แท้ทะเลาะกับแฟนนี่เอง 55555+
Reply
m_story
3 years ago
555555
Reply
tatarsauce
3 years ago
โคตรจริง การเป็นมนุษย์คนเดียว ทำอะไรคนเดียว ไม่คบใคร แล้วถูกคนอื่นถามว่าทำไม จนรู้สึกว่าการไม่มีความรักนี่คือการทำบาปหรอ
Reply
Moommong
3 years ago
ให้โลกเป็นไปแล้วเฝ้าดู55
Reply