เราเจอกันในเกาหลี [2]
ไดอารี่ :: 30 พฤษภาคม 2013 ::

ถ้าหากใครที่เคยได้อ่าน (เราเจอกันในเกาหลี) ของผมไปแล้ว
ก็คงจะรู้สึกได้ถึงความโรแมนติกของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเกาหลีของผมและผู้หญิงคนนั้น
อันที่จริงแล้ว หลังจากที่ผมได้รับที่อยู่ และ E-mail ติดต่อจากเธอคนนั้น
เราก็เขียนโปสการ์ดถึงกันเสมอ โดยมีกฏว่า

"ถ้าเราอยู่เมืองไทย ห้ามนัดเจอ ห้ามติดตามเฟส ห้ามบอกว่าจะไปที่ไหน
เพียงแค่ไปแล้วเขียนโปสการ์ดมาบอกเล่าเท่านั้น"
 
ตอนแรกที่ผมเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง เพื่อน ๆ ก็สงสัย ว่าทำไมถึงไม่ยอมนัดเจอกัน ?
ซึ่งเธอคนนั้น ให้เหตุผลกับผมว่า

"ถ้าหากโลกมันกลม และคนสองคนสามารถวนกลับมาเจอกันได้จริง ๆ
นั่นคงจะเป็นปาฏิหาริย์ ที่ใครบางคนขีดเส้นให้เราได้พบเจอกันจริง ๆ
ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เราสร้างขึ้น เหมือนอย่างตอนที่เราอยู่เกาหลี
การได้มาเจอกันที่เกาหลี มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์
แต่การที่เราจะได้เจอกันโดยบังเอิญอีกครั้ง มันคงจะเป็นอะไรที่เหลือเชื่อน่าดู"
 
ผมก็คิดว่ามันโรแมนติกดี ตั้งแต่ตอนนั้น มาจนถึงตอนนี้ มันก็หลายปีแล้ว
เราไม่ได้เจอกันเลย แต่จะส่งโปสการ์ด และ เขียน E-mail หากันเสมอ
ระยะหลัง เราติดต่อกันน้อยลง อาจจะเป็นเพราะว่าเราต่างก็มีหน้าที่ของเราเอง
เขาก็อาจจะกำลังเดินทางเพื่อตามหาบางสิ่งบางอย่างอยู่ในดินแดนไหนสักแห่ง
อาจจะกำลังประสบกับเรื่องราวโรแมนติกเหมือนที่เราเคยเจอกันในเกาหลีอยู่ที่ประเทศใดก็ได้
เวลาผ่านไป ผมเริ่มลืมเลือนความรู้สึกตื่นเต้นของการรอคอยโปสการ์ดที่เธอเขียนส่งมา
การพูดคุยทางเมล์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว
ผ่านไปไม่นาน...ความโรแมนติกเมื่อวันวาน ก็เริ่มจางหายไป 
(ก็นี่มัน 2013 แล้ว ตอนที่เราเจอกัน มันก็ปี 2010 สามปีมาแล้วน่ะนะ)

ที่จริงผมก็คงเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่แน่นอนว่า...
ไม่มีทางเชื่อว่าคนสองคนมันจะบังเอิญมาเจอกันได้อีก
เราจะบ้าเดินมาชนไหล่กันถึงสองครั้งสองคราได้ยังไงกัน
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า ความโรแมนติกที่เกิดขึ้นในเกาหลีเวลานั้น...
จะเป็นตอนเริ่มและตอนจบในความทรงจำที่สวยงามของผม



ออฟฟิศใหม่ของผม อยู่ตรงข้ามกับ มศว. แถวอโศก
เพราะว่าเพื่อน ๆ ของผมพูดถึงเรื่อง "รักแรกพบ" และ "ความบังเอิญ"
ทำให้เรามีโอกาสได้พูดคุยกันเรื่องนี้ อีกทั้งเพราะว่าเพื่อนคนหนึ่ง
"บังเอิญ" เจอญาติที่ไม่ได้พบกันนาน ทำงานอยู่ชั้นบนของออฟฟิศเรา
เธอเลยมาบอกเล่าอย่างสนุกสนาน รวมทั้งเพื่อนอีกคนก็เจอเพื่อนที่ไม่เจอกันนาน
ในวันถัดมาเช่นกัน เลยกลายเป็นหัวข้อสนทนากันสนุกปาก
แล้วเพื่อนๆ ก็พูดถึงเรื่องเล่าในเกาหลีของผม ถามถึงผู้หญิงคนนั้นที่ไม่ได้ข่าวคราวเลย
ผมไม่ได้ติดต่อกับเธอมาตั้งแต่ปีใหม่แล้ว เราติดต่อกันน้อยลง และไม่บ่อยเหมือนก่อน
ผมเลยได้เพียงแค่บอกไปว่ามันเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ผมชอบมาก ๆ เท่านั้น


ผมกลับบ้านมาพร้อมกับความรู้สึกสงสัย
คนรอบข้างพบเจอกับความบังเอิญ แต่ผมกลับไม่ได้พบเจอกับเธอคนนั้นอีกเลย
อดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหมในตลอดช่วงชีวิตนี้
เธอกำลังคิดเหมือนผมหรือเปล่า ว่าเราควรจะให้มันจบแบบนั้นในเกาหลี และเลือกที่จะจดจำมัน
ในฐานะ "ความทรงจำที่งดงาม"


เช้าวันต่อมา ผมไปทำงานตามปกติ
เป็นเช้าที่วุ่นวาย ฝนตกชุ่มฉ่ำไปจนถึงถุงเท้า
ในหัวของผมไม่หลงเหลือความคิดเกี่ยวกับเรื่องบังเอิญ หรือ ความมหัศจรรย์ของเมื่อวาน
มีเพียงความขุ่นมัวที่มีต่อเมฆฝนที่ก่อก้อนดำทมิฬ ผมชอบเช้าที่สดใสมากกว่า
ใคร ๆ ก็คงต้องการเช้าที่สดใสก่อนจะมานั่งง่อยอยู่ในออฟฟิศทั้งนั้น


ผมกระโดดเข้ามาในขบวนรถไฟฟ้าใต้ดินก่อนที่ประตูจะปิดสนิท
มือของผมคว้าเสาอลูมิเนียมเอาไว้เพื่อช่วยพยุงตัว ตอนนั้นผมไม่รู้เลย...
ว่ามือของผมไปคว้าถูกเส้นผมของนักศึกษาสาวที่ยืนพิงเสาอยู่
เธอยืนอยู่ข้างหน้า หันหลังให้ผม เธอสูงประมาณหน้าอกของผมเท่านั้นเอง
ผมไม่เห็นหน้าเธอ เราไม่เห็นหน้ากัน ถ้าหากนึกภาพไม่ออก
ก็อยากให้นึกภาพตอนที่เราเข้าแถวตอนลึกช่วงเช้า ๆ เวลาจะเคารพธงชาติหน้าเสาธง

เพียงแต่ระหว่างผมกับเธอ มีเสาอลูมิเนียมขั้นกลางอยู่เท่านั้น
เธอใช้หลังเอนพิงเสา ส่วนผมของเธอก็ติดอยู่ในมือของผม

ผมกำลังร้อนอกร้อนใจเพราะเพื่อนๆ กำลังรอคอยผมในการเปิดประชุมเรื่องงานสำคัญ
สายตาผมเลยสนใจมืออีกข้างที่รัวแป้นพิมพ์ส่งข้อความหาเพื่อนอยู่มากกว่า
พอหันมาถึงเห็นว่าเธอพยายามอย่างหนักเพื่อดึงผมออกจากอุ้งมือของผม
ผมเลยช่วยคลายมือออกให้ พอเธอหลุดพ้นจากอุ้งมือผมแล้ว....
เธอไม่ได้หันหน้ามาด่าทอผม หรือต่อว่าแต่อย่างใด 
เธอหันหลังเล็ก ๆ นั้นให้ผมเหมือนเดิม
ผมพยายามมองกระจกหวังจะเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นเพื่อดูว่าเธออารมณ์เสียหรือเปล่า
แต่เพราะว่าผมกับเธอยืนอยู่ตรงประตูพอดี ไม่ได้ยืนอยู่ตรงกระจก
ผมจึงไม่สามารถมองเห็นหน้าเธอได้


เธอไม่ได้ยืนพิงเสาอีก ผมจึงยึดเสาเอาไว้คนเดียว
แต่แล้วเพราะว่ารถไฟที่เคลื่อนตัวเบี่ยงไปมา ทำให้เธอต้องเอนหัวมาพิงที่เสา
แต่หัวของเธอกลับไม่ได้สัมผัสเสา หากแต่เป็นอุ้งมือที่กุมเสาของผมอยู่นั่นเอง
ผมก็เกรงว่าเธอจะรำคาญหรือรังเกียจ เลยชักมือของตัวเองกลับมา


"กึ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!" 


ผลปรากฏว่าพอปล่อยมือออกจากเสา หัวของเธอก็โขกเข้ากับเสาอย่างดัง
ดังชนิดที่คนในโบกี้มองมาเป็นแถว
ตอนนั้นเองเธอยกมือขึ้นลูบหัวแล้วหันหน้ามาหาผมหมายจะเอาเรื่อง
เธอแยกเขี้ยวใส่ หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ทว่าพอหันหน้ามาสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
ผมรู้สึกคุ้นหน้าเธอ....คุ้นอย่างบอกไม่ถูก


เราสองคนมองหน้ากันเงียบ ๆ อยู่ราว 5 วินาที
ผมจำได้ว่าเคยเห็นหน้าเธอแน่ ๆ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
สีหน้าโกรธของเธอเปลี่ยนเป็นประหลาดใจระคนตะลึงงันไปนานแล้ว
แล้วประโยคหนึ่งที่ดังขึ้นมา ทำให้ผมจำเธอได้ทันที


"พ่อนักกวี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" 


โทนเสียงนี้ผมจำได้ โครงหน้าของเธอค่อย ๆ ปรากฏแจ่มชัดในความทรงจำ
เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมาก ๆ แล้วในเกาหลี 
ทำให้ผมลืมเลือนหน้าตาของเธอไปทีละน้อย
เธอคือผู้หญิงคนนั้นที่เราเจอกันที่เกาหลีอย่างไม่ต้องสงสัย


"มาทำอะไรที่นี่อ่ะ!!!" เธอถามต่อ


เราใช้เวลาอันสั้นพูดคุยกัน เธอบอกกับผมว่าตั้งใจจะแวะไปหาญาติที่อยู่สถานีถัดไป
ส่วนผมก็กำลังจะมุ่งหน้าไปออฟฟิศแถวอโศก
เธออยากจะถ่ายรูปกับผมเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึกของ "ความมหัศจรรย์" 
ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง (อีกครั้ง)
เราสองคนมองหน้ากันด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ใครจะคิดว่ามันจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ในรถไฟฟ้าใต้ดินของกรุงเทพฯ กัน


"ขอเบอร์ติดต่อหน่อยได้ไหม ?"
"ทำไมอ่ะ ไหนว่าเราจะไม่...."
"ข้อตกลงของเรายุติแล้ว" เธอพูดแทรก "เราตัดสินใจว่าเราจะไม่นัดเจอกัน จนกว่าเราจะได้เจอกันโดยบังเอิญอีก และตอนนี้เราก็ได้เจอกันโดยบังเอิญแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งหน้า เราคงจะนัดเจอกับนายได้ใช่ไหมล่ะ ?"


เพราะไม่มีเวลาตัดสินใจ เนื่องจากประตูสถานีที่ผมต้องลงเปิดรอคอยอยู่
ผมเลยให้เบอร์เธอแล้วรีบกระโดดออกมา ผมหันกลับไปมอง เห็นเธอส่งยิ้มและโบกมือให้
ตอนนั้นในเกาหลี เธอเป็นคนเดินจากผมไปสู่การเดินทางใหม่จนมาถึงจุดนี้
มาคราวนี้ ผมต้องเป็นฝ่ายลงจากรถไฟก่อนทั้งที่มีเรื่องมากมายที่อยากจะคุยกัน


รถไฟแล่นลับตาผมไปแล้ว...
ผมเดินหันหลับกลับด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แต่ไม่ทันที่เท้าของผมจะเหยียบลงบนขั้นบันได
เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขัดความคิดยุ่งเหยิงของผม


"ฮัลโหล" ผมกรอกเสียงลงไปทันทีที่กดรับ
"พ่อนักกวี นี่เราเองนะ...."
"ว่าไง ?" ผมทักตอบกลับไปด้วยหัวใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ
"พรุ่งนี้นายว่างหรือเปล่า ?"


ใครจะคิด ว่าโลกมันกลม จนทำให้คนสองคนเดินชนไหล่กันได้มากกว่าหนึ่งครั้ง
เรื่องตลกในเกาหลี กำเนิดเรื่องตลกอีกเรื่องในรถไฟฟ้าใต้ดินของสถานีอโศก
เราสองคนมองหน้ากัน หัวเราะ และทำตัวไม่ถูกในตอนแรก
เธอเข้ามากอดผม ร้องไห้ และขอถ่ายรูปร่วมกันกับผม
 

"ตอนนี้ชีวิตของเธอเป็นยังไงบ้าง ?"
"เราเหรอ...ก็กำลังเป็นนางเอกของใครบางคนอยู่ แล้วนายล่ะ ?"
"เราก็กำลังเป็นพระเอกในซีรี่ย์...ของใครบางคนอยู่เหมือนกัน"

SHARE
Written in this book
รักหมุนรอบตัวเรา
เรื่องราวความรัก ที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำ
Writer
Oneword
ワンヌウン
ชอบคิด ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบเดินทาง...

Comments

imonkey7
4 years ago
^^ ภาคสอง รถไปฟ้า "มหากวี" 
Reply
Oneword
4 years ago
^ ^
khaikung
4 years ago
โอ้. มาแล้วๆ
Reply
PlainplainGirl
4 years ago
ชอบบบบ ตามอ่านทุกตอนเลย ><
Reply
Oneword
4 years ago
ขอบคุณนะครับ ^^
doubleSS
4 years ago
ทฤษฎีโลกกลมยังมีอยู่จริง

Reply
Sobagirl
4 years ago
destiny 😄😊😀
Reply