05. หรือเราก้มหน้าเพียงเพราะว่ากลัวจะสูญหาย

หลังจากเชื่อมั่นกับแอพพลิเคชั่นว่าที่พักในคืนนี้ต้องเดินออกจากสนามบิน เข้าสู่ตัวเมืองด้วยรถไฟสายสีส้ม ผมจึงเซฟภาพแผนที่ในการเดินทางนั้นเอาไว้เพื่อยื่นให้พนักงานขายตั๋วแนะนำวิธีอย่างง่ายในการพาผมไปยังจุดหมาย ไม่ยากในการสื่อสารด้วยภาษาสากลอย่างภาษากาย ตั๋วรถไฟถูกส่งให้ถึงมือ จับใจความคร่าวๆได้ว่าผมต้องไปลงที่สถานีนี้ ก่อนจะเปลี่ยนที่เพื่อไปอีกสายหนึ่ง

ไม่เข้าใจก็ต้องพยายามเข้าใจ
รถไฟขบวนแรกในญี่ปุ่นสำหรับผมมาถึงแล้ว

กระเป๋าใบใหญ่พาดสะพายระหว่างไหล่และแผ่นหลังถูกวางอย่างแผ่วเบา นาฬิกาบอกเวลา 2 ทุ่มตามเวลาท้องถิ่น อาจจะเป็นเพราะเข้าหน้าหนาว ดวงอาทิตย์จึงจากเราไปเร็วกว่าปรกติ ในความเป็นเมือง รถไฟยังเต็มไปด้วยผู้คน

รถไฟสายนี้ไม่ใช่ JR เป็นตั๋วธรรมดาไว้สำหรับเดินทางเที่ยวเดียว
จากอีกสถานีหนึ่งสู่อีกสถานีหนึ่ง ผู้คนเดินเข้ามาเพียงไม่นานแล้วจากไป

เป็นธรรมดาเวลาเดินทางไปไหนไกล หนังสือซักเล่มที่ติดตัวไว้คงคลายความเหงาได้มากโข แต่พอมาอยู่ตรงนี้ ในดินแดนที่ห่างไกลออกไป รอบตัวมีแต่ป้ายบอกทางที่ไม่คุ้นชิน ภาษาอังกฤษตัวเล็กจ้อยมีใว้ให้เพ่งสังเกตุ เป็นเหตุให้ผมตัดสินใจไม่หยิบหนังสือขึ้นมาดีกว่า คงน่าเศร้าถ้าเราหลงทางตั้งแต่วันแรกๆที่มาถึง

ผมพยายามมองหาคนไทยในรถไฟขบวนนั้น อย่างน้อยถ้าได้รับคำบอกจากเพื่อนร่วมชาติเดียวกันในการยืนยันจุดหมายอาจจะรู้สึกดีกว่า ไม่น่าเชื่อ จากสนามบินที่เจอคนไทยแบบแทบจะเดินชนไหล่ มาตอนนี้สัญชาติญาณในการค้นหาเพื่อนร่วมเชื้อชาติกลับตรวจสอบไม่พบ เมื่ออยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางผู้คนต่างภาษาในสถานที่แปลกใหม่ และไม่สามารถสนทนากับใครได้เลย แว็บหนึ่งทำให้ผมนึกถึง “ชาร์ล็อตต์” ตัวละครหญิงสาวจากเรื่อง Lost in translation เธอคงรู้สึกไม่ต่างกันในช่วงเวลาเดียว กับที่ผมกำลังเป็นอยู่ตอนนี้

บนรถไฟขบวนนี้ผมไม่ได้ก้มหน้าบ่อยเท่ากับตอนขึ้นรถไฟฟ้าในกรุงเทพ นอกจากมองดูบรรยากาศโดยรอบแล้ว นอกหน้าต่างยังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับการเดินทางในญี่ปุ่นครั้งแรกของผมอย่างดีทีเดียว แทบจะเหมือนเด็ก อะไรๆก็ดูน่าตื่นตาไปหมด

และอาจจะเป็นผมคนเดียวก็ได้ในรถไฟขบวนนี้ที่ตื่นเต้นขนาดนั้น

มองไปโดยรอบ ผู้คนในนั้นอาจเดินทางไกลโดยใช้ขบวนรถไฟเป็นหลัก เมื่อได้ที่นั่งประจำตำแหน่ง หากไม่หันซ้ายขวาเพื่อสนทนากับผู้คนที่มาด้วยกัน ก็ต่างสร้างกำแพงกั้นขวาง สร้างโลกส่วนตัวกว้างๆตามแต่ที่ตัวถนัด

แม้ในชีวิตผมอาจไม่ได้เป็นนักเดินทางขั้นเซียนที่ล่วงรู้ถึงปูมหลังและเหตุผลของผู้คนในประเทศนั้นๆอย่างลึกซึ้ง แต่ส่วนหนึ่งที่ผมพบเจอในประเทศที่ไป (ซึ่งไม่เคยเกินเอเชีย) เมื่อเทคโนโลยีร่วมสมัยก้าวมาถึงเมื่อไร ความสะดวกสบายและความง่ายมักผลักดันให้เราสร้างรูปแบบชีวิตตามที่เราต้องการ

และสังคมก้มหน้าอาจเป็นหนึ่งในนั้น

ไม่ต่างกันกับที่นี้ หูฟังระโยงจากด้านปลายถูกเสียบอุดในรูหู หน้าจอสัมผัสถูกปัดสายขวา บ้างก็หลับคาพนักพิงโดยมีสิ่งนี้เป็นกำแพงกั้น แม้ภาพจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เท่าที่ผมจำความได้คือภาพของตัวละครเหล่านั้นใช้โทรศัพท์ประเภทฝาพับเปิดปิด แต่เอาเข้าจริง ตั้งแต่ที่ผมเห็นบนขบวนรถไฟไปจนถึงวันกลับ ชาวญี่ปุ่นที่ใช้โทรศัพท์ฝาพับแทบนับจำนวนได้ ไม่แปลกใจหรอก เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นสิ่งที่หลอมรวมผู้คนทั้งโลกเอาไว้ด้วยกัน และเมื่อมันเป็นเช่นนั้น เราจะไปกล่าวโทษได้อย่างไรว่าสังคมก้มหน้าเป็นสังคมที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย

สังคมก้มหน้าจริงๆแล้วอาจไม่ได้แย่ไปกว่าสังคมที่เงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าคนตรงหน้าสวมหน้ากากเข้าหากัน โลกเสมือนใบนั้นอาจเปี่ยมล้นไปด้วยผู้คนที่มีความจริงในใจตามแบบที่เขาต้องการแสดงออกมาก็ได้

ในชีวิตเร่งเร้าให้เราใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ การหลุดพ้นเข้าไปในโลกอีกใบในข่วงเวลาว่างเปล่าอาจกลายเป็นวงเวลาพักใจให้ปลอดโปร่งผ่อนคลายได้ดีกว่าการกังวลกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า เราไม่รู้หรอกว่าใครที่เขากำลังสนทนาอยู่ อาจเป็นเพื่อนสนิท นายจ้าง หรือว่าคนรัก

มันไม่สำคัญเลยว่าเราจะจมอยู่ในโลกใบนั้นนานแค่ไหน เพราะสุดท้ายเราจะรู้ว่าเมื่อถึงเวลา อย่างไรเราก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาเผชิญกับโลกความจริงอยู่ดี

ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ราไม่ได้เบื่อสังคมก้มหน้าหรอก แต่เรากำลังเบื่อการก้มหน้าที่ผิดที่ผิดทางมากกว่ารึเปล่า เอาเข้าจริงภาพที่ผมเห็นคนส่วนใหญ่ในประเทศเขาก็เล่นมือถือเมื่ออยู่ในช่วงเวลาเหมาะสม น้อยมากที่จะเจอคนเดินก้มหน้าบนท้องถนน ส่วนถ้าหากเห็นใครเดินไปเล่นไป ผมเทใจไว้ก่อนเลยว่ามีแนวโน้มเป็นนักท่องเที่ยวชัวร์ๆ

เปิดแผนที่ ดูเส้นทางการเดินของรถไฟ ตลอดในการเดินทางของผม แทบทั้งสิ้นก็หมดไปกับการก้มหน้าทั้งนั้น อย่างที่บอกไป มันคงไม่สนุกหากขึ้นรถลงรถผิดสายและต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ในจุดที่ผ่านมา

น่าขันดี ทุกวันนี้สเตตัสกระแทกกระทันครั่นเบื่อสังค้มก้มหน้าก็ล้วนแต่ถูกพิมพ์ใส่ในเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยสังคมแบบนั้น แล้วเราจะปฎิเศษมันทำไม ในเมื่อถ้าใจลึกๆเรารู้ว่ามันไม่ตอบสนองวิถีชีวิตของเรา ก็เพียงแค่เอาตัวเองออกมาช้าๆ ส่วนวันใดที่คุณคิดว่าหลุดออกมาจากสังคมเหล่านั้นแล้ว จะยืนหยัดอย่างเปลี่ยวเหงาแล้วนั่งจ้องมองคนที่กำลงก้มหน้าอยู่ในจอสี่เหลี่ยมก็ไม่เป็นไร

จะให้ผมปฏิเศษสังคมแบบนี้ก็คงไม่
เพราะลึกๆในใจ ผมเองก็ยังไม่อยากหายไปจากโลกของใครทั้งนั้น

ผมมองไม่ผิด ป้ายบอกสถานีจุดหมายอยู่ตรงหน้าผมแล้ว กระเป๋าถูกยกขึ้นในตำแหน่งเดิม พอกเกตไวไฟถูกเปิดใช้ทำงานอีกครัง ผมเข้ากูเกิ้ลแมพ พิมพ์ชื่อสถานที่ ระยะทางแจ้งบอกว่าอยู่ห่างออกไปอีกไม่ถึง 500 เมตร มเดินไปตามเส้นทางนั้นก่อนจะเดินสวนกันกับคนไทยกลุ่มหนึ่ง

"โรงแรมนี้อยู่ตรงนี้รึเปล่าครับ" ผมถามคนหนึ่งในกลุ่มนั้น เขาหยิบมือถือผมไปดู
"อ๋อ พักที่เดียวกันเลย ใช่ครับ เดินขึ้นบันไดนี้ไป เลี้ยวซ้ายก็เจอแล้ว" เขาตอบกลับมา ผมกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินต่อไป

ใช่อย่างที่เขาว่าจริงๆ โรงแรมที่พักอยู่ตรงหน้าผมแล้ว

SHARE
Writer
khaikung
storylog reader
เป็นคนธรรมดาที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ IG : khaikung_journey , Ask.fm : @khaikung

Comments

July_Moon
4 years ago
สังคมก้มหน้ามีทุกที่จริงๆ สินะคะ เพิ่งกลับจากตจว. ทุกคนก็อารมณ์ socialim กันหมด ;)
Reply
aayventurine
4 years ago
" จะให้ผมปฏิเสธสังคมแบบนี้ก็คงไม่ เพราะลึกๆในใจ ผมเองก็ยังไม่อยากหายไปจากโลกของใครทั้งนั้น " ประโยคนี้คงเป็นที่มาของชื่อเรื่องสินะคะ :)
Reply
imonkey7
4 years ago
^^
Reply