Episode 010 - คำตอบ..ว่าเหตุใดเวลาจึงผ่านเร็ว โดยปราศจากสิ่งน่าสนใจ
เข้าเดือนสุดท้ายของปี 2015 กันแล้ว เหลือแค่ธันวาคมเท่านั้น

เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกเหมือนผมโดยเฉพาะคนที่จัดว่าเป็นผู้ใหญ่

พ้นจากวัยเรียนแล้ว นั่นคือเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

อาจจะฟังดูเป็นคำพูดแสนคลีเช่ สูตรสำเร็จเหลือเกินแต่ก็ต้องยอมรับ

ว่าเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้



อาจจะเพราะเป็นนักเขียนหรือไม่ก็เพราะนิสัยส่วนตัวที่ชอบตั้งคำถาม

หาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนู่นนี่อยู่แล้ว ผมสังเกตชีวิตตัวเอง

รวมทั้งเพื่อนวัยเดียวกันหลายคนที่อายุอยู่ในช่วงปลายยี่สิบจนถึง

สามสิบเป็นต้นไป ว่าเหตุใดพวกเราจึงรู้สึกว่าเวลาในแต่ละปีมันผ่านเร็ว

กว่าสมัยตอนเป็นเด็กหรือวัยรุ่น



สุดท้ายพบคำตอบหนึ่ง(ที่คงมีอีกหลายคำตอบ)

นั่นคือมนุษย์เราจะรู้สึกว่าเวลาผ่านช้า หรือได้

ทำอะไรมากมาย เต็มอิ่มเต็มค่าเมื่อได้สัมผัสเหตุการณ์ใหม่

ที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นหรือเรียนรู้ เปิดโลก เปิดความรู้สึกแบบใหม่

เป็นบทความของต่างประเทศที่ผมอ่านมาจากเว็บไซต์

นิตยสาร Time (มั้งนะ ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งเป็นการอธิบาย

ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ซึ่งเกี่ยวพันกับระบบการทำงานของเคมี

ในสมองที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลอง สำรวจกันมา ดังนั้น

คงถือว่าน่าเชื่อถือกว่าคำตอบเลื่อนลอยตามความรู้สึกที่เรา

คิดกันเอง



ด้วยเหตุนี้เองทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่รู้สึกว่าช่วงเวลาสมัยเป็น

เด็กและวัยรุ่นเวลาผันผ่านค่อนข้างช้า หรือมีเหตุการณ์มากมาย

เกิดขึ้นในแต่ละปี ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเรายังไก่อ่อน เด็กน้อย

ด้อยประสบการณ์นั่นเอง หลายสิ่งหลายอย่างถึงจัดเป็นประสบ

การณ์ใหม่น่าตื่นเต้นไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโรงเรียน

การเลื่อนชั้น หรือกระทั่งประสบการณ์ความรัก อกหัก การร่วม

กิจกรรมไม่ว่าเล็กน้อยหรือใหญ่ ล้วนแต่สั่นสะเทือนความรู้สึก

รวมทั้งติดค้างอยู่ภายในตัวตน ฝังลึกจนกลายเป็นความทรงจำ

เก่าที่เรานำกลับมานึกย้อน เรียกเป็น Good old day ความหลัง

แสนสุขนั่นเองครับ



แม้หลายคนอาจจะเถียงว่าตอนผู้ใหญ่ มีอะไรให้ทำเยอะจะตายไป

ทั้งงานการเพื่อหาเลี้ยงชีพ หรือภาระกิจดูแลลูก เมีย ผัวที่ทำแทบไม่

ทันจนแต่ละวันหัวหมุนแทบจะไม่มีเวลาอยู่แล้ว....ใช่ครับ ถูกต้องเลย

น่าเสียดายที่การมีหน้าที่ภารกิจต้องทำมากนั้น ไม่ใช่ความหมายเดียว

กับการมีประสบการณ์ที่เต็มอิ่ม โดยเฉพาะเมื่อหลายอย่างนั้นเป็นสิ่งที่

เราทำวนเวียนซ้ำซากอยู่แบบเดิมอยู่แล้ว เช่นการงานเป็นต้น ดังนั้น

มันจึงไม่ถือว่ามีความ “ใหม่” ไม่มีความประทับใจที่จะทำให้รู้สึกเรียน

รู้หรือติดตรึงแน่นอยู่ในใจเป็นธรรมดา



นอกจากนี้การเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาเยอะ เคยทำนู่นนี่

มาเยอะก็ยังส่งผลกระทบไปโดยปริยายให้เราสามารถหาประสบการณ์

ใหม่ได้ยาก กิจกรรมพื้นฐานแบบเดียวกันเช่นไปร้านอาหารหรือเที่ยว

ห้างสรรพสินค้าสักแห่งเด็กไปอาจจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจตื่นเต้น ส่วนคนโต

แล้วแบบเราๆ ไปแล้วก็อาจจะเฉยชา หันมองรอบตัวก็นึกเปรียบเทียบ

กับสิ่งที่เคยสัมผัสมาแล้วอีก



ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงนี่แหละครับ ทำให้การผ่านเวลาตามประสาผู้ใหญ่

โดยส่วนใหญ่มันช่างจืดชืดเย็นชา และอาจจะเป็นหนึ่งสาเหตุที่คนเราในยุค

สมัยนี้พยายามทำหลายสิ่งหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการเดินตามความฝัน

ตั้งเป้าหมายก้าวสู่ความสำเร็จ เพราะต่างเคยได้ยินได้ฟังมาว่าการเป็น

กลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จนั้น มันคือรูปแบบชีวิตที่น่าตื่นเต้น สนุกสนานกว่า

อย่างคำพูดสูตรสำเร็จที่ได้ยินได้ฟังกันเป็นประจำนั่นไงว่าทำงานที่รักก็เหมือน

ไม่ได้ทำงาน ซึ่งข้อความนี้ก็จริงอยู่เหมือนกันนะครับ



อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองตามหลักความจริงก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคน

ที่จะประสบความสำเร็จหรือบรรลุความฝันเรื่องการงานได้หมด แต่ผมว่าถ้าเรา

รู้หลักการเรื่องการรับรู้เกี่ยวกับเวลาและชีวิตตามที่ผมเล่ามาแล้ว เราสามารถ

นำไปใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงความรู้สึกให้ดีขึ้นได้นะ ในหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา

สามารถเลือกเองได้ ต้องมองว่าเราเผลอทำอะไรเดิมๆ กักขังตัวเองไว้โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า

แทนที่จะใช้เวลาเรียนรู้ หรือทำอะไรที่ได้ประสบการณ์ใหม่หรืออยากทำอยากฝันมานาน

แล้ว



ผมเชื่อว่ามีหลายคนเป็นแบบนี้คือวันๆ นอกจากทำงานที่เราอาจจะเลือกไม่ได้แล้ว แต่พอชีวิต

ในส่วนที่เลือกได้แทนที่จะจัดเวลาไปค้นหา ทำสิ่งที่ตัวเองฝันหรืออยากเรียนรู้ กลับเอามาใช้ทำ

อะไรซ้ำซากที่ไม่เกิดประโยชน์เช่นจับกลุ่มนินทาคนอื่นประเภทที่ชีวิตเขาจะดีขึ้นหรือห่วยลงก็ไม่

เกี่ยวกับตัวนะครับ แต่ก็ยังจะทำกันอยู่ดี รู้ตัวอีกทีก็เลยได้แต่มองหน้ากันตามประสาคนขี้แพ้ ว่างๆ ก็หัน

มานินทากันเอง ไอ้ของแบบนี้บางทีเราไม่ตระหนักรู้ ไม่ฉุกคิดจนกลายเป็นบุคคลน่าสมเพชโดยไม่รู้ตัวหรือ

บางครั้งเราอาจจะไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ มัวแต่อยู่ในเขตปลอดภัย ทำอะไรตามสูตรเดิมๆ ย่ำทางเก่าตลอด

เวลา ทั้งที่ความจริงแล้วลองพลิกลองเปลี่ยน เลือกทางใหม่บ้างก็ไม่มีอะไรเสียหาย แถมยังอาจจะค้นพบ

อะไรมากขึ้นด้วย ซึ่งไอ้ความรู้สึกอยากค้นหาผจญภัยแบบนี้แหละคือสิ่งที่หลายคนสูญเสียไปแล้ว

เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่



เอาเป็นว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นความรู้ ข้อเท็จจริงที่ผมไปค้นเจอมาเลยอยากมาแบ่งปันกันให้ฟัง

นักวิทยาศาสตร์เขาทดลองและพบคำตอบแบบนี้ ส่วนใครจะนำไปปรับใช้อย่างไรให้ในแต่

ละวันมีชีวิตชีวามากขึ้น ประเภทตายแล้วไม่เสียดาย อันนี้ต้องปรับให้เหมาะสมกันเองตามแต่

ชีวิตแต่ละคนครับ



เหลืออีกหนึ่งเดือน มาเตรียมรับปีใหม่กันครับ



SHARE
Writer
Pongwut
writer
เป็นนักเขียนที่มีผลงานตีพิมพ์ราว 70 เล่ม ทั้งสายวรรณกรรมเข้มข้นควบคู่กับงานเชิงพาณิชย์ เป็นผู้ได้รับรางวัลทางวรณกรรมจากหลายเวทีเช่น พานแว่นฟ้า สุภาว์ เทวกุลฯ ตะวันส่องอะวอร์ด นายอินทร์อวอร์ด เซเว่นบุ๊คส์อะวอร์ด มีผลงานบางชิ้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ล่าสุดในปี 2015 เป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์อะวอร์ดจากนิยายเรื่อง 'ประเทศเหนือจริง'

Comments