จักรวาลแห่งนี้ยังมีความเหงา
"ความเหงาเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์”

“มันอยู่คู่มนุษย์มาตั้งแต่วงแหวนยังไม่ล้อมดาวพระเสาร์ บางครั้งพัดเรากลับไปในวันอันแสนสุข บางคราวก็พาเราย้อนไปเจอค่ำคืนอันแสนเศร้า ความเหงาไร้รูป ไร้เสียง ไร้กลิ่น ไร้รส ไร้สัมผัสทางกาย แต่มีตัวตนทางใจ ความเหงาเคลื่อนที่ มันจะวิ่งจากใจหนึ่งไปสู่อีกใจหนึ่ง มันมีมวลเบาบางเมื่อเราอยู่ท่ามกลางคนสนิท ขยายใหญ่และหนาแน่นเมื่อเราอยู่ตัวคนเดียว

“บางคราวความเหงาจะหยุดนิ่ง ลอยเคว้งเวิ้งว้างอยู่ในอก คอยสูบกลืนความเบิกบานที่เราสั่งสมมานานให้ร่อยหรอลง ความเหงาอยู่คู่จักรวาลมาเนิ่นนานและจะดำรงอยู่ต่อไปตราบที่มนุษย์ยังหายใจ" 
 
บ๊อบเป็นเด็กปีหนึ่งคนแรกที่สอบได้คะแนนเต็มในวิชา LN101: ทฤษฎีความเหงาในเอกภพ อาจารย์เอากระดาษคำตอบของเขาโชว์ขึ้นสไดล์และเอ่ยชมว่าเขานิยามความเหงาได้ดี

"เก่งมากบ๊อบ จบไปคุณต้องได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความเหงาแน่" อาจารย์พูดออกไมค์ บ๊อบไม่แสดงอาการอะไร ผมไม่ได้รู้เรื่องความเหงาดีหรอกครับ อาจารย์เองมากกว่าที่ไม่เข้าใจความเหงา บ๊อบคิด

ท้ายคาบอาจารย์สั่งการบ้านให้เขียนเรียงความเรื่อง "ต้นกำเนิดแห่งความเหงา" บ๊อบกำลังเก็บสมุดจดใส่แฟ้มตอนเขาถูกปากกาใครบางคนสะกิดไหล่ หันกลับไปเห็นจุงจุงนั่งอยู่เก้าอี้ตัวหลัง

"คิดว่าตัวเองรู้เรื่องความเหงาดีนักรึไง" เธอพูด "ครั้งหน้าคนที่จะได้คะแนนเต็มคือเรา" เธอจ้องเขา เคาะแฟ้มและรวบกระเป๋าลุกออกไป บ๊อบถอนหายใจ เหลือเขาคนสุดท้ายในห้องอีกตามเคย

บ๊อบเจอจุงจุงอีกรอบที่โรงอาหาร เธอนั่งกินคนเดียวเหมือนทุกครั้ง ตามองจอทีวีที่เล่นรายการสุดน่าเบื่อของมหา'ลัย ที่แม้แต่คนที่เบื่อชีวิตที่สุดยังไม่อยากดู โชคร้ายที่วันนั้นไม่มีโต๊ะอื่นเหลือ บ๊อบวางของลงตรงข้ามเธอ ไม่ทัก ไม่ขออนุญาต เดินไปต่อคิวซื้อข้าว กลับมาจุงจุงยังนั่งอยู่ บ๊อบไม่รู้จะคุยอะไรกับเธอ เธอเองก็น่าจะพอกัน ทั้งคู่เลยต่างเงยหน้ามองจอทีวีที่แขวนอยู่ด้านหลังของอีกฝ่าย ได้ยินแต่เสียงช้อนส้อมกระทบจาน เสียงคนคุยกันในโรงอาหารเหมือนจะเบลอหายไป

จุงจุงกินเสร็จก่อน จานเธอเกลี้ยงสะอาดยังกับเพิ่งล้างใหม่ๆ เธอรวบช้อน หลับตาอธิษฐานอะไรสักอย่างแล้วลุกไปเก็บจาน เดินกลับมาหยิบกระเป๋าและจากไปอีกรอบ

ตอนเย็นบ๊อบแวะไปหาเพื่อนโรงเรียนเก่าที่เรียนกันอยู่คนละคณะ พวกเขาไม่สนิทกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว มีช่องว่างประหลาดๆ ตัดแบ่งความสัมพันธ์ให้ห่างกัน แต่บ๊อบเข้าใจดี คงไม่มีอะไรเป็นเหมือนเดิมได้ตลอดไป เขาคิดว่าตัวเองเข้าใจเรื่องนี้ แต่ก็ยังทุกข์ทุกทีที่อะไรเปลี่ยนไป หรือจริงๆแล้วเขาไม่เข้าใจอะไรเลย บ๊อบคิดกับตัวเอง

บ๊อบไปถึงลานจอดจักรยานห้าโมง พี่ยามทักเขาว่ามาตรงเวลาอีกแล้ว เขายิ้มให้พี่ยาม ชำเลืองมองล็อคข้างๆ ว่าจักรยานสีฟ้ายังอยู่รึเปล่า...

ยังอยู่

เขาจึงใช้เวลาอ้อยอิ่งตรงนั้นสักพัก ปลดล็อคล้อช้าๆ เอาแฟ้มเสียบตรงช่องใส่ของช้าๆ ยืนดื่มน้ำ คุยกับพี่ยามสองสามประโยค ไม่นานจุงจุงก็เดินมา เธอเห็นเขา ไม่พูดอะไร เดินไปที่จักรยานสีฟ้า ขึ้นจักรยานและปั่นออกไป

บ๊อบปั่นออกไปแทบจะพร้อมกับเธอ พวกเขาอยู่บนทางจักรยาน ใบไม้ปลิวลงมา ลมโกรก เวลาเย็นในมหา'ลัยห่างไกลใจกลางเมืองแบบนี้มักเงียบสงัด สงบ บางวันก็เปลี่ยวเหงา แต่ไม่ใช่วันนี้ วันนี้เขามีเพื่อนร่วมทางกลับหอ เพื่อนร่วมทางที่ไม่เคยพูดอะไรกับเขาสักคำ

ทั้งคู่เลี้ยวเข้าทางโคเวอร์เวย์ จักรยานอีกคันสวนมา บ๊อบเบรคเบี่ยงหลบไปอยู่ท้ายจักรยานของจุงจุง แฟ้มเขาตก บ๊อบเบรคกึก เตะขาตั้ง ลงไปเก็บแฟ้ม เงยหน้าขึ้นมาเห็นจุงจุงหยุดรออยู่ เธอมองกลับมาที่เขา เขาหนีบแฟ้มกลับที่เดิมและปั่นไปหาเธอ แต่เธอเร่งฝีเท้าหนี เธอปั่นเร็วขึ้น... เร็วขึ้น บ๊อบโน้มตัวไปข้างหน้า สาวเท้าจนก้นไม่ติดเบาะ เขากำลังจะตามเธอทัน แต่จุงจุงหักเลี้ยวเข้าไปในสนามบอล บ๊อบปั่นเลย วนกลับมาใหม่เห็นเธอหนีไปบนลู่วิ่ง เขาปั่นตามเธอไป และเขาเป็นผู้ชาย เขาเร็วกว่า แข็งแรงกว่า เธอจ้ำหนีสุดกำลัง และขาเธอก็พลิกหลุดจากคันปั่น เธอโซซัดโซเซล้มหัวทิ่มสนามหญ้า บ๊อบปั่นไปจอดข้างๆ เธอเงยขึ้นมาหญ้าติดเต็มหัว บ๊อบพักจักรยาน นิ่ง ยืนมอง เธอช้อนตามองเขา จัดทรงผม พ่นหญ้าออกจากปาก บ๊อบอมยิ้ม เธอเก๊ก แต่เก๊กได้ไม่นานก็อมยิ้มตาม และเธอพยายามจะกลั้นหัวเราะ... แต่ใครจะกลั้นไหว... ทั้งคู่ปล่อยหัวเราะออกมาพร้อมกัน



 "ทำไมเลือกเข้าคณะนี้" จุงจุงถาม

พวกเขาอยู่ด้วยกันกลางตลาดนัดกลางคืนกำลังรอคอนเสิร์ตวงดนตรีนักศึกษาขึ้นเล่น นั่งข้างกันบนม้าหิน ในมือบ๊อบมีถุงลูกชิ้น ในมือจุงจุงมีถ้วยน้ำแข็งใส ต่างฝ่ายต่างเว้นระยะตรงกลางไม่ให้ห่างและใกล้กันเกินไป

"ก็ไม่รู้จะเข้าคณะอะไร"

"ยังไง"

"วิศวะเราก็ไม่ใช่ ถาปัตย์ก็ไม่ใช่ บัญชี ทันตะ แพทย์ยิ่งไม่ใหญ่ นิเทศก็เห็นเขาว่ามีตุ๊ดเยอะไป นิตินี่ไม่รู้เรื่องเลย พวกสายศิลปศาสตร์ อักษร ดนตรี อะไรพวกนี้เราก็ไม่ถนัด เลยเลือกที่นี่แหละ คณะศิลปะแห่งความโดดเดี่ยว"

"งั้นเธอจะบอกว่าตัวเองถนัดเรื่องความเหงา"

"ก็เปล่า แต่อย่างบัญชี แพทย์พวกนี้เราไม่มีความรู้เลยไง แต่อย่างความเหงานี่เราพอรู้จักว่ามันเป็นยังไง... จุงจุงละทำไมเลือกคณะนี้"

เธอปักช้อนลงบนก้อนน้ำแข็งใส พักถ้วยลงบนตักก่อนจะตอบ "คล้ายๆ กันมั้ง... เราเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองอยากเข้าอะไร"

"คิดว่าเลือกคณะถูกมั้ย" บ๊อบถาม

"เพิ่งเรียนไปได้ครึ่งเทอมเอง... แต่ก็สนุกดีนะ ทุกคนในคณะนี้เหงาสมชื่อจริงๆ"

"พ่อกับแม่ไม่ห่วงเหรอเลือกเรียนแบบนี้"

"ห่วงว่าไร"

"งาน... สังคม... สุขภาพจิต" บ๊อบยักไหล่ "จบคณะนี้ไปจะทำอะไร"

เธอเขี่ยน้ำแข็งใสไปมา "เป็นแมทช์เมคเกอร์มั้ง ช่วยให้คนอื่นสมหวังในความรัก ฟังดูเป็นงานโรแมนติกดี... พ่อกับแม่ตามใจเราจะตาย แต่เราไม่แน่ใจว่าตัวเองจะเรียนที่นี่ไหวมั้ย บ๊อบได้ไปรับน้องมั้ย"

"ไป"

"อื้อ เราไม่คิดว่าคณะนี้จะรับน้องได้เหงาขนาดนี้ ให้รุ่นน้องนั่งคนเดียวกลางหาดทรายจนกว่าจะร้องไห้ เราว่ามันเหงาไป ของผู้ชายเขาให้ทำไร"

"ให้กินเหล้าคนเดียวจนกว่าจะร้องไห้"

"ฟังดูโหดร้ายจัง"

บ๊อบพยักหน้า "แต่เราร้องคนแรกเลย"

"เธอคงเหงามาก"

บ๊อบจิ้มลูกชิ้นขึ้นมา ปาทิ้ง "แมทช์เมคเกอร์นี่รายได้ดีเหรอ"

"กินมั้ย" เธอยกถ้วยน้ำแข็งใสให้ บ๊อบส่ายหน้าบอกว่าเขากินน้ำแข็งใสแล้วจะไอ "รายได้ดีมั้ยเหรอ... ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราทำมันได้ดีมั้ยป่ะ ถ้าเราเป็นแมทช์เมคเกอร์ที่ไม่เก่งรายได้เราก็คงไม่เยอะ...มั้ง.. เราคิดงั้นนะ... บ๊อบละอยากทำงานได้เงินเดือนละประมาณเท่าไหร่"

"เท่าไหร่ก็ได้ยังไม่ได้คิดเลย"

"ดีจัง ดูเป็นคนไม่กังวลกับอนาคตดี"

"ค่อยไปกังวลทีเดียวตอนเรียนจบมากกว่า"

จุงจุงหัวเราะเบาๆ ดนตรีเริ่มแล้ว และลูกชิ้นกับน้ำแข็งใสเหลือเต็ม "ย้ายที่มั้ย" บ๊อบถาม จุงจุงพยักหน้า เธอลุกขึ้น ปัดกระโปรง หยิบเศษด้ายที่ติดอยู่บนกระโปรงออก หย่อนถ้วยน้ำแข็งใสลงถังขยะ รอบนี้เธอไม่หลับตาอธิษฐานให้น้ำแข็งใส



การบ้านเรื่องต้นกำเนิดแห่งความเหงาจุงจุงได้คะแนนเต็ม ส่วนบ๊อบได้ที่สองของชั้น ตั้งแต่ผลคะแนนออกจุงจุงก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษแถมยังคุยกับบ๊อบดีขึ้น บ๊อบรอเธอตรงทางเข้าโคเวอร์เวย์ทุกเช้า เธอจะปั่นมาหยุดอยู่ข้างเขา บางวันสวมหมวก บางวันผูกโบว์ บางวันเธอจะหิ้วกล่องข้าวปั้นญี่ปุ่นทำเองกับมือมาให้เพราะรู้ว่าบ๊อบชอบไม่กินข้าวเช้า

"กิน" เธอสั่ง

"ค่อยกินตอนเที่ยง"

"กิน"

บ๊อบกิน

ทั้งคู่ปั่นไปเรียนพร้อมกัน ส่วนใหญ่จุงจุงจะชวนเขาคุย แปลกดีที่ก่อนหน้านี้เธอเงียบเหมือนทีวีกดปุ่ม mute เมื่อก่อนบ๊อบเฝ้าแต่หวังว่าเมื่อไหร่จุงจุงจะพูดกับเขาบ้าง แต่พอสนิทกันบ๊อบอยากอธิษฐานหลังกินข้าวทุกครั้งแบบเธอขอให้มีปุ่ม mute เอาไว้ mute เธอเวลาพูดมาก

เขาและเธอจะปั่นผ่านหอพระทุกเช้า แต่มีเช้าวันหนึ่งที่อยู่ๆ จุงจุงก็หยุดจอดจักรยาน มองไปบนฟ้า

"พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว สวยจังดูซิ" เธอมองแสงสีทองหลังก้อนเมฆ มันพุ่งเป็นลำส่งรัศมีทองคำไปทั่วฟ้า ทั้งคู่ยืนเงียบๆ มองพระอาทิตย์ค่อยๆ เผยตัวออกมาจากเมฆสีทอง "พระอาทิตย์นี่แปลกเนอะเธอ มองตอนเช้าแล้วรู้สึกดี พอมองตอนเย็นกลับรู้สึกเหงาๆ"

"ถ้ามองตอนกลางวันละ"

"ตาบอด"

คืนหนึ่งตอนตีสี่โทรศัพท์บ๊อบดัง จุงจุงโทรมา เธอร้องไห้ เขาถามเธอว่าเป็นอะไร เธอเอาแต่ตอบว่าปวดหัว ปวดหัวมาก เขาไม่เคยเห็นเธอร้องไห้หนักขนาดนี้มาก่อน เสียงเธอฟังดูเจ็บปวดมาก เขาสลัดชุดนอนเปลี่ยนชุดเล่นแล้วรีบปั่นไปหอพักหญิง พี่ยามประจำหอพักพาเธอมาหาเขา เธออยู่ในชุดนอน น้ำตาท่วมหน้า มือกุมศีรษะข้างหนึ่ง

"เป็นอะไรไป" บ๊อบถาม แต่เธอส่ายหน้า พูดอะไรไม่ออก ได้แต่กลั้นความเจ็บปวดไว้ เขาประคองเธอขึ้นซ้อนท้ายจักรยานและออกปั่นสุดกำลังมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลประจำมหา'ลัย

"อดทนไว้นะ เดี๋ยวถึงแล้ว" เขาบอกเธอ อ้อมแขนของเธอคล้องเอวเขาอยู่ หน้าแทบหลัง บ๊อบรู้สึกเปียกหลัง คงเป็นน้ำตาของเธอ

"ขอโทษนะ เราทำให้เธอตื่นมากลางดึกแบบนี้"

บ๊อบไม่ตอบอะไร คิดแต่ต้องปั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

โรงพยาบาลยามตอนตีสี่มีคนโหรงเหรง บ๊อบพาเธอนั่งพัก "ยังปวดอยู่รึเปล่า" เขาถาม เธอพยักหน้า "เบาลงบ้างมั้ย" เธอส่ายหน้า "รอนี่นะ" บ๊อบหมุนตัวก้าวฉับๆ ตรงไปยังแผนกฉุกเฉิน เขากลัว... นึกถึงหนังเกาหลีที่นางเอกชอบตายตอนกำลังจะได้รักกับพระเอก... แต่รีบสลัดความคิดออกไป นี่ชีวิตจริง บ๊อบเตือนตัวเอง นี่ชีวิตจริง

สามสิบวิต่อมาบ๊อบกลับมาพร้อมหมอหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆ หมอถามจุงจุงว่าเป็นอะไร จุงจุงได้แต่ส่ายหน้ากับร้องไห้ เธอเจ็บจี๊ดเป็นระยะ ทุกครั้งที่จี๊ดขึ้นมาเธอจะบีบศีรษะตัวเองแน่น หน้าตาบิดเบี้ยวราวกับมีใครเอาเข็มร้อนๆ แทงเข้าไปในสมอง บ๊อบอย่ากุมมือเธอ แต่เธอเคยสั่งห้ามไว้ไม่ให้ถูกเนื้อต้องตัว หมอพาเธอนอนเตียงผู้ป่วยและเริ่มถามสาเหตุ

"ปวดตั้งแต่เมื่อไหร่"

"ไม่รู้ค่ะ นอนอยู่ดีๆ ก็ปวดจี๊ดขึ้นมา"

"มีโรคประจำตัวมั้ย" เธอส่ายหน้า

หมอถามต่ออีกสี่ห้าคำถามแต่หาสาเหตุไม่เจอ "เดี๋ยวหมอจะฉีดยาระงับอาการปวดให้ก่อนนะ" จุงจุงพยักหน้า เจ็บจี๊ดอีกครั้ง พยาบาลเอาเข็มฉีดยามาให้ จุงจุงชักแขนกลับโดยสัญชาตญาณ "เจ็บนิดนึงนะครับ เหมือนมดกัดนะ" หมอพูดด้วยท่าทีแบบเดียวกับพนักงานขายตรง

"มดบ้านหนูไม่กัดเจ็บขนาดนี้นะค่ะหมอ" จุงจุงบอก บ๊อบเกือบหลุดขำ หมอยิ้มให้เธอ ใช้สำลีถูแขนบอบบางของเธอ จ่อเข็มลงไปที่เส้นเลือด จุงจุงกระตุกแขนหนีอีกรอบ

"นิ่งๆ นะครับ จะได้ไม่เจ็บนะ" หมอเตือน

บ๊อบจับมือจุงจุงแล้วกุมไว้ เธอบีบมือเขา แต่สายตาจับอยู่กับปลายเข็ม "มองเรานี่" บ๊อบเสียงเข้ม เธอช้อนตามองเขา เขาสบตาเธอ ตั้งใจจะไม่ยอมปล่อยมือไปไหน ตั้งใจจะไม่ละสายตา มีเพียงแววตาของเธอที่สั่นระริก มีเพียงมือสองข้างที่เกี่ยวกันไว้

"เสร็จแล้ว เก่งมากเลย" หมอปิดการขายสำเร็จ ดึงเข็มฉีดยาออก "เดี๋ยวอาการปวดจะทุเลาลงนะ ลองนอนพักก่อน หมอคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง" หมอเดินออกไป พยาบาลมาดึงม่านปิดให้ บ๊อบบอกพยาบาลว่าเขาขออยู่กับจุงจุงต่อ

"เราสั่งไว้ว่าห้ามจับมือไม่ใช่เหรอ" จุงจุงทัก

"เธอสั่งได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตามซะหน่อย"

จุงจุงทำตาดุ แต่เธออ่อนแรงเกินกว่าจะดุไหว สักพักก็ผลอยหลับไป ตีห้ากว่าๆ จุงจุงลืมตาตื่น สลึมสลือ กระพริบตารวบรวมสติระลึกว่าตัวเองอยู่ไหน บ๊อบยังกุมมือเธออยู่ข้างๆ

"นี่... ขอบคุณนะ" เธอมองเขา

บ๊อบอ้าปากจะพูดแซวกวนๆ แต่คิดอีกทีไม่ดีกว่า "อื้ม" เขาตอบ "กินไอติมให้น้อยลงหน่อยก็ดีนะ ตอนปั้นพามายางเกือบแบน" แต่ก็อดแซวไม่ได้อยู่ดี

หมอนำใบวินัจฉัยมาให้ ในใบเขียนว่า "สงสัยแมงเข้าหู" เขากับเธอเพิ่งรู้ว่ามันมีคำวินิจฉัยโรคแบบนี้ด้วย อย่างไรก็ตามหกโมงเช้าอาการปวดของเธอก็หายเกือบสนิท มีระแคะระคายและจี๊ดขึ้นมาเป็นระยะแต่ไม่หนักเกินความอดทน


 
"บ๊อบ" จุงจุงสะกิดเขาในคาบ LN204: ประวัติศาสตร์แห่งความเดียวดาย พวกเขานั่งข้างกัน "เราว่าเราจะซิ่ว"

บ๊อบเงียบไปพักหนึ่ง "ซิ่วไปไหน"

"ยังไม่รู้"

"คิดดูให้ดีๆ ก่อนมั้ย"

"เราคิดดีแล้ว จบเทอมนี้เราจะออกละ"

บ๊อบวางปากกาเพื่อจะได้คุยกับเธออย่างมีสมาธิ "ทำไมซิ่ว"

"เราว่าความเหงาอาจจะไม่เหมาะกับเราเท่าไหร่"

บ๊อบสังเกตเธอเรื่องนี้เหมือนกัน "หลังๆ มานี้คะแนนจุงจุงตกฮวบเลยนะ เพราะคุยโทรศัพท์กับเรารึเปล่า"

"เปล่า... เราว่าเราไม่ค่อยเข้าใจแล้วว่าความเหงามันเป็นยังไง"

บ๊อบจับปากกา จะจดเลคเชอร์ต่อ "อย่างงั้นเหรอ"

"อื้อ เธอเองก็ได้คะแนนที่โหล่ห้องแล้วนี่"

ปากกาจ่อบนกระดาษ แต่บ๊อบไม่ได้ตั้งใจจะเขียนอะไร

"ซิ่วด้วยกันมั้ย" จุงจุงถาม

"เสียเวลาตั้งปีหนึ่งนะ"

"ก็ดีกว่าเหงาต่ออีกตั้งสามปีไม่ใช่เหรอ"

"แล้วแมทช์เมคเกอร์ที่เธออยากเป็นละ"

"ตอนม.หนึ่งเราอยากเป็นทูต ม.สี่เราอยากเป็นดีไซน์เนอร์ ตอนนี้เราอยากเป็นแมทช์เมคเกอร์ อีกสองปีเราอาจจะอยากเป็นแอร์โฮสเตสก็ได้" เธออธิบาย "ถึงเธอจะไม่ซิ่วด้วย...ยังไงเราก็จะซิ่วอยู่ดี"

บ๊อบกดปิดหัวปากกา โยนอุปกรณ์เครื่องเขียนทุกอย่างใส่แฟ้ม "โหดอีกแล้วนะ"

"ตกลงจะซิ่วไม่ซิ่ว"

"อื้อ เราก็เบื่อความเหงาแล้วเหมือนกัน"
SHARE

Comments

imonkey7
4 years ago
เรียนต่อไปคงตกทั้งคู่.....เป็นคณะที่จบยากที่สุดในโลกคณะนึงแน่ ๆ

ผมอยากให้เชิญป้าจันทากระทาหญิงข้างบ้าน 
ไปเป็นศาสตราจารย์พิเศษ
ชีคงความเหงาและเศร้าซึมมาได้กว่าห้าสิบขวบ 
บนคานที่แข็งแรงของชี มีความเหงาเป็นบันไดพาดกลาง
 และระหว่างทางเต็มไปด้วยการปิดกั้น 
คงได้ปริญญากิติมศักดิ์จากคณะนี้แน่ ๆ 

 ความเหงาไร้รูป ไร้เสียง ไร้กลิ่น ไร้รส สัมผัสไม่ได้ 
แต่มีตัวตน ความเหงาเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง 
มันสามารถวิ่งจากใจหนึ่งสู่อีกใจหนึ่งได้

ตดไร้รูป อาจมีเสียง มีกลิ่น และรสที่ขมคอ สัมผัสไม่ได้แต่รู้ว่ามีอยู่จริง มันสามารถวิ่งจากใจหนึ่งสู่อีกใจหนึ่งได้ พร้อมเสียงสาปแช่งตามทางเดินของมัน 555+

Reply
Bushy
4 years ago
55555555555 ความเหงากับตดนี่กล้ายๆกันซินะครับ

lalajinx
4 years ago
ใครตดน่ะ //เอามือปิดจมูก
lalajinx
4 years ago
"ถ้ามองตอนกลางวันละ"


"ตาบอด"

5555555555+ น่ารักอ่ะ
ว่าแล้วคงไปไม่รอดกับคณะนี้
Reply
imonkey7
4 years ago
ชีไร้ความเหงา........

lalajinx
4 years ago
ถ้าเข้าไปเรียนคงซิ่วเหมือนกัน
Bushy
4 years ago
:))
Deux
4 years ago
ชอบจริงๆอันนี้ อบอุ่นดี แถมฮาด้วยอ่ะ ชอบๆๆๆ
Reply
Bushy
4 years ago
อิอิ
Wararit
4 years ago
"ตั้งแต่วงแหวนยังไม่ล้อมดาวพระเสาร์" อ่านแล้วคิดถึง อ.ถวัลย์ ดัชนี เลย^^ เป็นคำที่เปรียบกาลเวลาอันยาวนานได้ถึงใจเสมอ
Reply
Bushy
4 years ago
เอาคำนี้มาจากอาจารย์ถวัลย์เลยครับ 5555