กระบวนการคิด
     เมื่อพูดการคิดเรามักจะถูกสอนให้คิดอยู่ในมุมเดียวเสมอนั้นคือความจริงในการศึกษาของไทยที่ไม่ได้สร้างสรรค์ให้มีความคิดออกนอกกรอบซึี่งการเรียนที่อยู่แต่กับการท่องจำมักจะทำให้คนไม่ถูกจรรโลงใจจนกลายเป็นเพียงเครื่องจักรที่ถูกบันทึกข้อความหรือข้อมูลต่างๆเข้าไปสมองที่มีเซลล์สมองเล็กๆรอรับข้อมูลต่างๆอยู่ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจที่เซลล์สมองพวกนั้นไม่ได้ใช่งานอย่างเต็มที่ เราควรจะฝึกฝนให้เซลล์สมองไม่ใช่เพียงเครื่องรับข้อมูลอีกต่อไปแต่ควรเปลี่ยนให้กลายเป็นเครื่องที่ผลิตความคิดออกมา เริ่มจากการตั้งคำถามว่า "ทำไหม" 

"ทำไหม"  "ทำไหม"เป็นการตั้งคำถามง่ายๆที่กระบวนการมนุษย์เราจะคิดได้ลองสังเกตดูจากเราในวัยเด็กหรือเด็กที่ใกล้ตัวมักจะมีคำถามให้พ่อแม่ผู้ปกครองหาคำตอบเสมอโดยขึ้น คำถามมาว่า "ทำไหม" ยกตัวอย่างเช่น "พ่อครับทำไหมต้องเคารพธงชาติ" ซึ่งคำตอบแรกที่เด็กได้รับฟังจะจำติดไปในสมองซึ่งเป็นการเริ่มตั้งกระบวนการคิดซึ่งถ้า ในปัจจุบัน ถ้าเกิดมีการตั้งคำถามอีกว่า "ทำไหมเราต้องเคารพธงชาติ" คำตอบแรกๆผมมั่นใจว่าคนส่วนใหญ่จะคิดถึงคำตอบแรกที่ได้จาก พ่อ ในวัยเด็กแล้วค่อยมาคิดต่อว่าเราค่อยมาหาเหตุผลต่อ  ว่า "ทำไหม" เป็นคำถามง่ายๆในการฝึกให้เราเป็นคนตั้งคำถามอยู่เสมอเพื่อทำให้เกิดกระบวนการคิดขึ้น เมื่อเรามีการฝึกกระบวนการคิดแล้วสิ่งต่อไปคือควรจะหาว่า เหตุและผลของทำไหมคืออะไร
เหตุและผล"เหตุ"และ"ผล" ตามหลักพระพุทธศาสนาเรามักจะคิดถึงอริยสัจ4 ซึ่งมีการอธิบายเหตุและผลไว้เมื่อนั้นถ้าเรารู้จักการตั้งเหตุที่จะทำให้เกิดผลเรามักจะขาดเดาได้เสมอสิ่งที่เราจะทำต่อไปควรจะเป็นอะไรและไม่ควรจะเป็นอะไรและคาดเดาผลออกมาว่าทำไปแล้วจะเกิดอะไร นั้นคือสิ่งที่เมื่อเราได้เหตุแล้วมักจะตามด้วยผลเสมอ ซึ่งการฝึกให้เป็นคนที่พยายามหาเหตุและผลจะทำให้มีกระบวนการคิดที่ซับซ้อนขึ้นไปในอักระดับทำให้ระดับการคิดเป็นขั้นตอนมีประสิทธิภาพขึ้นและสามารถปรับใช่ในชีวิตประจำวันได้ เมื่อเราเป็นคนที่มีความเป็นเหตุและผลแล้วสิ่งต่อไปคือ การมองและนำหลักสองหลักนี้มาปรับใช่มองให้ลึกแล้วจะเห็นความจริง  การนำหลักทั้งสองมาปรับใช่คนเป็นเรื่องไม่อยากนักเพราะทั้งสองปัจจัยข้างต้นเป็นกระบวนการคิดเบื้องต้นของมนุษย์ถ้ามีการฝึกฝนก็สามารถดึงประสิทธิภาพออกมาใช่ได้อย่างเต็มที่ แล้วการมองมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร ขอยกตัวอย่าง ให้คุณลองมองหาภูเขาแล้วให้ตอบว่าคุณเห็นอะไร ผมคิดว่าสิ่งที่คุณจะตอบมันก็คือภูเขา นิ!!! แล้วคุณลองเดินเข้าไปใกล้ภูเขาลูกนั้นสิ่งที่เห็นคุณจะไม่เห็นภูเขาแต่คุณจะเห็นต้นไม่ในภูเขาหรือมองลึกเข้าไปอีกคุณก็จะเห็นบนต้นไม้มีใบไม้และสัตว์ที่ใช่ต้นไม้เป็นที่พักผิงหรือแหล่งอาหาร ซึ่งเมื่อเรายิ่งเจาลึกเราก็จะเห็นมุมมองที่ลึกเข้าไป นั้นแสดงถึงว่าเอามาปรับใช่กับชีวิตจริงอย่างไร เมื่อเราพยายามมองเข้าไปแล้วไม่ตัดสินว่าสิ่งนั้นคือสิ่วนั้นแต่กับเปลี่ยนเป็นถามว่า "ทำไหมถึงมาเป็นสิ่งนั้น" และหาเหตุและผลมาสนับสนุนจะทำให้ มีความรู้สึกที่กว้างขึ้นเพราะเราไม่ใช่หาแค่ทำไหมถึงเป็นสิ่นนั้นแล้วแต่ต้อวต่อจากดารตั้งคำถามแล้วต้องหาคำตอบและเหตและผลสนับจึงจะทำให้ เราไม่ตัดสินอะไรง่ายและทำให้เป็นคนที่ไม่ถูกลอกง่าย
SHARE
Writer
Loop
write
I love everything.

Comments