02. มีปีกบินไปบนฟ้าได้หรือไม่ คงไม่สำคัญเท่าเราจะมีมันไว้ทำไม
"เออ ลืมบอก มึงบินคนละเที่ยวกับกูนะ มึงถึงก่อนกูประมาณ 6 ชั่วโมง ยังไงก็รอกูอยู่แถวสนามบินละกัน" เพื่อนคนนั้นบอกกับผมในช่วงสัปดาห์หนึ่งก่อนออกเดินทาง ผมตอบอืมๆกลับไป เรารู้แต่แรกแล้วว่าผมกับมันคงไม่ได้ไปเที่ยวเดียวกันหรอก มันวางแผนก่อนผมตั้งนาน ป่านนี้เครื่องเที่ยวเดียวกันกับมันคงเต็มหมดแล้ว ในเมื่อมันเป็นคนจัดการเรื่องตั๋วให้ จะไปเรียกร้องอะไรกับมันมากก็คงเกรงใจ

เวลาหกชั่วโมงบนพื้นดินหลังจากห้าชั่วโมงบนเครื่องบินคงมีพอให้เราทำอะไรบางอย่างได้มากโข และตามนิสัย ไม่ว่าจะนั่งเครื่องไปไหน ผมมักมาถึงสนามบินอย่างน้อยชั่วโมงกว่าเสมอๆ แม้ว่าจะง่วงนอนแทบแย่ แต่ถ้าตกเครื่องไปคงเลวร้ายกว่าแน่ๆ กับเรื่องบางเรื่อง กันไว้คงดีกว่าตามแก้ไขเอาทีหลัง

แม้ว่าวันนี้ผมจะมาถึงก่อนเวลาเกือบๆสองชั่วโมง แต่โซนเชคอินยังคงเต็มไปด้วยผู้โดยสารแน่นขนัด แน่นราวกับนัดกันมาว่าวันนี้คือดีเดย์ในการเดินทาง บางกลุ่มมาเป็นคณะทัวร์ใหญ่ ส่งเสียงจ้อกแจ็กจอแจดังระงมตั้งแต่ยังไม่แปดโมงเช้า เจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างแข็งขัน หากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับไหล สนามบินเองก็คงไม่ต่างกัน ทั้งนักท่องเที่ยวแบกเป้ใบใหญ่หรือครอบครัวที่กำลังช่วยกันเข็นรถลาก ในระหว่างที่กำลังรอแถวเชคอินค่อยๆเลื่อนไปทีละหน่อย เราค่อยๆเคลื่อนไปอย่างช้าๆ อย่างน้อยเรารู้ดีว่าเราต่างมีจุดหมายเดียวกัน

หลังจากผ่านหมดทุกด่านทุกช่องทาง ผมมีเวลาเหลือราวๆหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

มนุษย์เมืองทางเลือกน้อยแบบผม เมื่อถึงเวลาแบบนี้ก็ไม่มีตัวเลือกมากนัก หาร้านกาแฟซักร้าน ปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไป ระหว่างรอดีกรีความร้อนของกาแฟลดระดับ ผมมองเห็นภาพเด็กตัวเล็กๆ สนุกสนานบนทางเท้าทำเอาผมอดอมยิ้มตามไม่ได้ บางครั้งความสุขมันก็ง่ายดายเพียงแค่ได้วิ่งเล่นเองมิใช่หรือ คู่รักหนุ่มสาวชาวต่างชาติกำลังวางแผนกันถึงแผนการเดินทางต่อไปหลังจากถึงที่หมาย กลุ่มสาวๆกำลังเมาท์ถึงการเดินทางครั้งล่าสุดของพวกเธอ ผู้เฒ่าผมขาวเข็นรถเข็นบรรทุกสตรีรุ่นราวคราวเดียวกันให้เคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้า พวกเขาอาจไม่จำเป็นต้องกางแผนที่เดินทางอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อวันนี้ พวกเขามีลูกหลานคอยจัดการให้และพร้อมพาเขาไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยเดินตามมาอยู่ไม่ห่าง

ในอีกห้าสิบปีข้างหน้า เราจะมีครอบครัวอบอุ่นแบบนี้บ้างไหม คำถามนี้คงยังห่างไกลเกินกว่าที่ผมจะนำมาคิด

หน้าประตูรอขึ้นเครื่อง ทุกคนต่างมีกิจกรรมทำเพื่อรอเวลา ผมเหมาไปว่าการดูผู้คนเดินผ่านไปมาเป็นกิจกรรมฆ่าเวลาอย่างหนึ่งขของผมเช่นกัน บุหรี่หนึ่งตัวและกาแฟหนึ่งแก้ว สำหรับผม นี่คงเพียงพอแล้วสำหรับเช้านี้

เครื่องออกตรงเวลา ไม่มีประกาศตามหาคนหาย ระบบสุ่มเลือกที่นั่งจัดวางที่ให้ผมได้อย่างดีทีเดียว ติดหน้าต่าง ไม่ห่างห้องน้ำ เท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว ไม่นานหลังจากเครื่องลอยขึ้นสู่ฟ้า ภาพพื้นดินด้านลางค่อยๆเล็กลงและหายไป เหลือไว้เพียงภาพปุยเมฆขาวให้เราได้ชื่นชมผ่านกระจกใส

หากเลือกเป็นสัตว์ได้หนึ่งชนิด เดาเอาว่า นก คงเป็นตัวเลือกของคนส่วนใหญ่ ปีกสยายแล่นไปบนฟ้าราวกับว่าไม่มีสิ่งใดมาขั้นขวาง ช่างเป็นอิสระภาพที่หวานหอม กระนั้นปีกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสระภาพ แต่บางครั้งในความเป็นจริง อีกสรภาพบางอย่างอาจต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวบนท้องฟ้าเปลี่ยวเหงา

เราจะโบยบินไปในท้องฟ้าได้หรือหากไร้ซึ่งลมใต้ปีกคอยพยุงไว้ และหากฟ้ากว้างไกล มองไปข้างๆไม่พบใคร คงโดดเดี่ยวไม่ใช่น้อย

การมองก้อนเมฆไกลสุดลูกหูลูกตาชวนให้สมองเราคิดจินตนาการไปได้ไกล

เรารู้ดีว่าโลกมีส่วนประกอบของพื้นน้ำถึง 80% ดังนั้นภาพที่เห็นผ่านกระจกจึงเป็นภาพผืนน้ำสีฟ้า อาจมีเกาะเล็กจิ๋วโผล่ขึ้นมาให้สายตาได้สะดุดบ้าง ธรรมชาติยังคงความยิ่งใหญ่ให้เราได้เห็นเสมอ

ยังคงคิดเหมือนเดิม เหมือนในทุกครั้งที่ออกเดินทางห่างจากบ้านไปไกลๆ หากเป็นไปได้ คิดว่าคนเราควรออกเดินทางไกลเพื่อให้ธรรมชาติได้ปลอบประโลมตามแต่โอกาสจะอำนวย สถานที่ที่เราคาดเดาอะไรไม่ได้จะเร่งเร้าให้สัญขาติญาณการเอาตัวรอดของเราทำงาน หรือไม่เช่นนั้นหากในวันใดที่ความหยิ่งทะนงก่อตัวคงรูปร่าง ก็สมควรให้ธรรมชาติได้ฟาดลงกลางจิตสำนึกของเราบ้าง กดความหยิ่งทะนงนั้นเอาไว้ เพื่อให้เรารู้ตัวว่ายังมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตของเรา

อาจเพราะเวลาในการบินครั้งนี้กินเวลานาน พี่ชายคนข้างๆเริ่มชักชวนผมคุย เขามากับเพื่อนอีกสามคนที่นั่งอยู่ไม่ห่างกันเท่าไร เราทักทายกันพอเป็นสังเขบ เขาเป็นห่วงเรื่องที่พักเล็กน้อย เพราะในตอนนี้แทบทุกที่ต่างมีคนจับจองกันหมดแล้ว ผมบอกไปว่าไม่มีปัญหา ผมจัดการไว้แล้วเรียบร้อยเช่นกัน ในทีแรกพี่ชายทั้งสี่เสนอเชิญชวนผมนั่งรถไฟเข้าเมืองไปด้วยกัน แต่ผมต้องปฎิเศษ เหตุเพราะต้องรอเพื่อนที่จะมาถึงในค่ำคืนนี้

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่ว่าสม่ำเสมอ หลังจากหลับๆตื่นๆ อ่านหนังสือ จดบันทึกบางอย่างสลับกันไป ไม่นานเท่าไรเสียงสัญญาณรัดเข็มขัดดังขึ้นอีกครั้ง เครื่องกำลังจะถึงจุดหมายแล้ว

ภาพเกาะญี่ปุ่นค่อยๆปรากฏผ่านกลีบเมฆ สวยงาม สวยงามอย่างทีมีใครต่อใครล่ำลือไว้จริงๆ เครื่องเริ่มหักหัวและดิ่งลงตรงจุดหมาย ผมจัดแจงกระเป๋าให้เข้าที่เข้าทาง ล่ำลาเพื่อนร่วมทางในเวลาสั้นๆ ไม่นาน เท้าได้สัมผัสพื้นอีกครั้ง

สนามบินคันไซยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่จนผมไม่รู้ว่าควรไปเช่นไรต่อ ในผืนแผ่นดินต่างภาษาไม่คุ้นชิน ผมรีบเดินทางตามหาไวไฟและพยายามขอความช่วยเหลือจาดคนไทยเท่าที่พอจะทำได้

เมื่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตต่อติด นาฟิกาในโทรศัพท์เปลี่ยนเวลาอัตโนมันติ ที่สนามบินคันไซเวลาเดินไวกว่าถึงสองชั่วโมง ขฯะนี่ที่นี่เวลาสี่โมงกว่าๆ ผมมีเวลาห้าชั่วโมงก่อนเพื่อนจะมาถึง ระหว่างจัดแจงอะไรๆเรียบร้อย ผมเปิดแผนที่รถไฟ และตัดสินใจว่าจะไปที่ไหนดี
SHARE
Writer
khaikung
storylog reader
เป็นคนธรรมดาที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว ยินดีที่ได้รู้จักครับ IG : khaikung_journey , Ask.fm : @khaikung

Comments

July_Moon
5 years ago
อย่าลืมมาเล่าต่อนะคะ อยากไปบ้างจัง ;)
Reply
khaikung
5 years ago
มาๆฮะ. ตอนนี้คนไทยเยอะ
July_Moon
5 years ago
ยังไม่ว่างกะเขานี่สิ ;) อ่านก่อนละกันค่ะ
imonkey7
5 years ago
ผมจะพยายามไม่ออนไลน์....
#ชายคนนึงกล่าวไว้
Reply
imonkey7
5 years ago
ขอรีวิวร้านอะจิบิ๊แบบบะเอียดหนึ่งตอนด้วย
khaikung
5 years ago
จัดไปฮะ ถ้าไม่เจอแบบปิงปองโชว์
imonkey7
5 years ago
นั่นสิระวังตัวด้วยละเคยอ่านในสตอรี่ล๊อกนิแหละว่ามียากูซู่อยู่ เพื่อความเป็นชายและเป้าหมายชีวิต
สู้ๆนะ
E29AZA
5 years ago
เห็นคำว่า คันไซ แล้วเนื้อเต้น! อยากไปมาก มีความหลังกับหนุ่มสาวคันไซ ^_^

ขอให้เป็นอีกทริปที่น่าจดจำ
เค้ารอฟังข่าวอยู่นะคะ

//ป.ล.เห็นหัวเรื่องแล้วก็คิดถึงเนื้อเพลงฮีโร่ของญารินดาขึ้นมา
Reply
khaikung
5 years ago
ไหนๆ. มีความหลังอะไร เล่ามั่งๆ
E29AZA
5 years ago
ไว้พร้อมจะเล่าให้ฟังนะ อิอิ
PH_pooh
5 years ago
รอภาคต่อ ... 😁
Reply
Mediary
5 years ago
ติดตามๆๆ น่าสนุกจัง อยากไปบ้างง่ะ
Reply