ห้าหนูน้อยบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ
ความตั้งใจที่จะดูฝนดาวตกบนดาดฟ้าหอเรามีอันต้องพังทลายลง 
หลังจากที่เราเพิ่งอาบน้ำเสร็จและอยู่ในชุดนอน 
กะจะขึ้นไปแหงนคอตั้งบ่าบนดาดฟ้าดูฝนดาวตก เห็นสักดวงสองดวงแล้วกลับมานอน
เพื่อนสาวผมฟูคนเดิมทักเรามาตอนเที่ยงคืนนิดๆ ว่า "ไปดูดาวกัน"
ด้วยความที่เป็นคนใจง่ายประกอบกับอยากดูดาวอยู่แล้วจึงตอบตกลงและลงไปรอใต้หอ
กุลีกุจอจนลืมพกเสื้อกันหนาวไป เพราะคิดว่าเธอคงพาเราไปแค่อ่างแก้ว
หรือที่ใกล้ๆพอเห็นดาวชัด 
เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้าเพื่อลงพื้นที่ รับปากกับอาจารย์ไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไป 
เราเลยถามเธอว่า "นานไหม ไปแปปเดียวได้ไหม"
เธอบอกเราว่า "ใช่ แปปเดียว" 
เมื่อลงมาพบว่ามีเพื่อนร่วมทางอีกสามคน รวมเราสองคนอีกเป็นห้า 
สองบวกสามเป็นห้าเนาะ ถูกละแหละ 
เมื่อขับมอเตอร์ไซค์ออกไปปรากฏว่า ... ที่ๆเราไปไม่ใช่อ่างแก้วหรือแค่หอดูดาวอย่างที่คาดไว้ 
รุ่นน้องร่างสูงโปร่งซึ่งเป็นคนขับมอเตอร์ไซค์นำทางได้พาเราไปที่ ๆ เมื่ออยู่อ่างแก้วก็มองเห็น 
ดอยสุเทพเหรอ ? 
ไม่ใช่ ไกลกว่านั้น 
น้องชายร่างสูงโปร่งได้พาพวกเรามาถึงจุดชมวิวดอยปุย 
ใช่แล้ว เรามาดอยปุยกันตอนราวๆตีหนึ่ง
บางคนมีเพียงเสื้อกันหนาวบางๆ บางคนใส่กางเกงขาสั้น บางคนใส่ชุดนอนมา 
เรียกได้ว่าไม่มีใครพร้อมสำหรับทริปกระทันหันเช่นนี้ 
ความจริงแล้วทางขึ้นดอยสุเทพ
หากขับเลยครูบามาหน่อยจะเจอที่กั้นคล้ายๆ sorry we're closed ในร้านกาแฟ  
บอกให้เราห้ามขึ้นหลังจากเวลาที่กำหนด
แต่พอฝ่าขับเลยที่กั้นตรงนั้น เสมือนเป็นการแหกกฎก็จริง
แต่ทำไมเรารู้สึกดี(จังเลยวะ) รู้สึกวิน รู้สึกตื่นเต้น 
คงเข้าใจอารมณ์เด็กที่ไม่เคยแหกกฎใดๆแล้วพอได้แหกพร้อมเพื่อนๆ บอกตรงๆว่ารู้สึก(โคตร)ดี ฮาาาาาาา  

เมื่อมาถึงจุดชมวิวเรานั่งพิงราวคอนกรีตแข็งๆ แต่เราก็สามารถมองได้แค่มุมเงยเท่านั้น 
พอเงยนานๆเข้า มีเสียงใครคนหนึ่งบอกว่า "ปวดคอว่ะ นอนดูดาวกันไหม"
"แต่เราไม่มีเสื่อไม่มีอะไรเลย"
"นอนขากันต่อๆกันเป็นวงกลมไหม"
"สี่แพร่งหรือไง ตลก ไม่เอา ฮา"
"งั้นมานอนตรงนี้ไหมครับ ยังมีที่ว่างอยู่" เสียงนี้ดังมาจากความมืดด้านขวามือของพวกเรา คาดว่าเป็นช่างภาพที่มารอเก็บภาพสวยๆจากฝนดาวตก เขามากันสองคน นอนดูดาว และข้างๆก็มีอุปกรณ์ถ่ายภาพวางอยู่
ตอนแรกพวกเราก็เล่นตัวนิดนึง แต่อาการปวดคอจากการแหงนคอตั้งบ่าก็ทำให้เราไปขออิงอาศัยแผ่นไม้นั้นแต่โดยดี   
"โหยย สบายขึ้นเยอะ เห็นดาวเป็นภาพกว้างด้วย" 
เราทั้งห้านอนดูดาวด้วยกัน แม้ไม่ได้นอนเรียงกันแบบแพปลาทู
แต่ก็ยังอยู่ในอาณาบริเวณที่ได้ยินเสียงท้องร้องจ๊อกๆ ของกันและกัน
ถือเป็นทริปฮาๆอีกทริปที่ทุกคนแหงนดูดาวที่ออกมาแข่งกันอวดแสงระยิบระยับบนท้องฟ้า
แล้วต่างก็เล่าเรื่องตลกหรือแก้มุขกันไปเรื่อย
หากเล่าในมุมเราจริงๆแล้วเราไม่เคยคุยกับน้องผู้ชายสองคนที่มาด้วยกันเลย
เคยเจอกันที่คณะแต่ก็ไม่ได้คุยอะไรแม้จะทักทาย
แต่ทริปการนอนดูดาวและผจญอากาศหนาวเมื่อคืน
ทำให้เรารู้ว่าภายใต้ใบหน้าอันเคร่งขรึมของน้องๆ กลับมีความเฮฮาสดใสซ่อนอยู่  
ขณะที่เรานอนหนาวสั่นจนต้องกอดเพื่อนสาวผมฟูที่นอนอยู่ข้างๆ 
เราสองคนต่างมโนเรื่องเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย 
เรานอนบนแผ่นไม้ นอนดูดาว 
นึกถึงโรส นางเอกคนสวยจากไททานิค ฉากสุดท้ายที่เธอนอนดูดาวบนแผ่นไม้ 
โดยที่มีแจ็คกลายเป็นแม่คะนิ้งอยู่ข้างๆ 
แต่คนเก้วสองคนนี้ไม่มีแจ็คให้ดูหรอก 
จู่ๆเพื่อนสาวผมฟูพูดขึ้นมาว่า
"ถ้าโรสมาเมืองไทย โรสต้องกลายเป็นแม่กุหลาบสินะ" 
"อ้าว งั้นโรสก็อยู่นครสวรรค์นี่เองใช่ไหม ใช่แม่กุหลาบที่ขายโมจิไหม" 
"น่าจะใช่ ตอนนี้มีไดฟุกุด้วยนะ" 
จ๊อก ๆ ๆ ๆ เสียงท้องร้องของใครเป็นของใครไม่รู้ดังขึ้น
เราชอบทุกคนหัวเราะกันตลอดทริป 
พอใครคนหนึ่งเห็นเส้นลำแสงวาบบนท้องฟ้า ก็จะ "เฮ้ย" พร้อมชี้ชวนให้เพื่อนดู
บางคนก็เห็นเหมือนกัน แต่บางคนจังหวะไม่ได้ก็ไม่เห็น #ความรักก็เช่นกัน
เมื่อคนเก้วทั้งห้ามารวมตัว โคว้ทคำคมคนเก้วจึงบังเกิด 
"ดาวตกก็เหมือนคนที่เราชอบ จะมาก็มา แต่พอมาก็มาแป๊บเดียว
แต่ก็ดีนะที่มาให้เห็น แค่ได้มองไกลๆ เป็นแสงสวยๆแบบนี้ก็พอใจ
ถ้าเห็นใกล้ๆ ก็อาจจะเป็นแค่เศษหินมีรูพรุน
หรืออะไรสักอย่าง คงไม่ได้เป็นดาวสุกสว่างสวยงามที่เรามองอย่างตอนนี้" 

สิริรวมแล้วตลอดทริปเรานับได้ 11 ดวง
พอดูเวลา .... แป๊บเดียวเนอะ
อืม แป๊บเดียวก็ตีสองแล้ว
ไอวี่คนเก้ว ผู้เห็นดาวตกไม่ตรงจังหวะบอกว่า
"ก่อนกลับขออีกสักดวง สวยๆนะ"
เรานอนคุยกันหัวเราะคิกคักอยู่สักพักเล็กๆ ก็เห็นลำแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า
ดวงนี้ดวงใหญ่ ลำแสงทอดยาวกว่าดวงอื่นๆที่ผ่านมา
เป็นดวงสุดท้ายก่อนกลับที่เปรียบได้กับนางแบบชุดฟินนาเลปิดงานยังไงอย่างงั้น
คุ้มแล้ว กลับกันเถอะ ความจริงทนหนาวไม่ได้มากกว่า หิวด้วย
"อ่าาาา หิวเนอะ รู้งี้เราพกหมูปิ้งมานั่งกินด้วยดีกว่า"
"เซเว่นกันเถอะ" 
.
ขากลับ
"รถกูน้ำมันหมดว่ะ" 
เดชะบุญที่เราลงมาได้เกือบจะถึงหน้ามอแล้ว
จึงได้เวลาปล่อยให้เครื่องได้ทำงานแบบแมนนวล
ปล่อยสองล้อกลิ้งไปตามทางลาดชัน แตะเบรกเป็นระยะ 
ไม่มีไฟหน้า ไฟเลี้ยว และน้ำมัน 
"ดูซิว่าจะหยุดที่ตรงไหน"
รถหยุดแถวๆโรงพักแถวหน้ามอพอดี ต่อจากนี้ก็ใช้รถอีกคันแตะๆกันไปเป็นสายบุญให้ไปถึงในมอ
โสรญาตัดสินใจจอดไว้คืนหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมาให้เชื้อเพลิง

.
เป็นทริปที่สนุก หนาว และดาวสวย
เป็นทริปปีสี่ี่สวยงามจริงๆ
เที่ยงคืนถึงตีสี่ ...อืม แป๊บเดียว ฮาาา
.
 
ปล.เพิ่งรู้ว่าการขี่มอเตอไซค์ขึ้นดอยตอนเที่ยงคืนตีหนึ่ง 
วิวเชียงใหม่จากมุมสูงยามค่ำคืนสวยมาก
จนเราสามารถมโนว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยในชั้นเทอร์โมสเฟียร์แล้วมองแสงระยิบระยับของหมู่ดาวที่อยู่ด้านล่าง 
สวยจนเราลืมเรื่องหนักอึ้งในใจที่เราแบกไว้ 
และฝนดาวตกเมื่อคืนก็สวยมากเช่นกัน :) 
ปล2. ขอบคุณเบนซ์ บีม วัล และไอวี่ สำหรับทริปตาดูดาวเท้าติดดินที่หัวเราะจนท้องแข็งและหนาวจนตัวแข็ง  
ปล.3 เก้ว แปลว่า สิ้นหวัง วืด หมดหวัง เช่น ฉันชอบคนๆหนึ่งแต่เขาไม่ได้ชอบฉัน ฉันถูกเท ฉันจึงเก้ว
ปล4. ขอบคุณภาพจาก http://voices.nationalgeographic.com/files/2013/08/meteor-twilight.jpg  
SHARE
Writer
Kimhunt
นักฝึกเขียน
passion ในชีวิตตอนนี้หลงเหลือแค่ passion fruit เท่านั้น

Comments

Sorayanaja
5 years ago
หูยยย รู้สึกบาป 55555555 
มีดาวตกอีก เราจะเป็นนักดูดาวฝึกหัดผู้แข็งแกร่ง
เสื้อกันหนาว ผ้าห่ม เสื่อต้องจัดเต็ม
เสบียงก็เช่นกัน 
Reply
Kimhunt
5 years ago
เห้ย ไม่บาป พาไปเปิดหูเปิดตา เป็นทริปที่ป้าชอบบบบบบบบ 
Micky306
5 years ago
ว่าแล้วต้องเป็นเอ็ง โสรญา 555
Sorayanaja
5 years ago
เป็นข้าเองท่านเขมภัท ^^