เมื่อความห่วงใยหมายถึงการทำผิดจรรยาบรรณ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในคืนวันหนึ่งที่ผมอยู่เวรกลางคืนของภาควิสัญญีฯ จำนวนผู้ป่วยในคืนนั้นมีไม่มากเท่าไหร่ ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อน หมอศัลย์ก็ผ่าตัดไป หมอดมยาก็วางยาสลบและเฝ้าระวังไป ระหว่างที่ผมกำลังดูแลผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบอยู่นั้นก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา ผมกดรับสาย

"มีผู้ป่วยหญิงอายุ 40 ปีครับ ข้อสะโพกหลุดจากอุบัติเหตุรถยนต์ ลองดึงเองแล้วไม่เข้า จะขอดมยาแล้วดึงครับ"

ผมพยักหน้าหงึกๆพร้อมกับจดบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยไปด้วย ผมถามข้อมูลเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมได้ข้อมูลครบตามที่ผมต้องการ

"โอเคครับ แจ้งห้องผ่าตัดให้เอาเข้ามาได้เลยครับ ห้องว่างอยู่"

"เอ่อ นิดนึงนะครับ คือคนไข้เป็นพยาบาลห้องฉุกเฉิน..."

ประเด็นปัญหาของการที่ผู้ป่วยเป็นคนในโรงพยาบาลเดียวกันนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการวางยาสลบของผม การวางยาสลบนั้นราบรื่นดีไม่มีปัญหาอะไร การดึงข้อสะโพกให้กลับเข้าที่นั้นก็ไม่ได้ยากและไม่ได้ใช้เวลานานนัก ปัญหามันอยู่ที่ตอนวางยาสลบเสร็จแล้วต่างหาก

ตอนนั้นผู้ป่วยตื่นแล้วและกำลังรอย้ายออกจากห้องผ่าตัด ผมจึงล้างมือแล้วเดินมาห้องข้างๆซึ่งกำลังทำการผ่าตัดผู้ป่วยไส้ติ่งอักเสบอยู่ พี่พยาบาลวิสัญญีที่เฝ้าเคสอยู่ก็ถามผมขึ้นมา

"หมอๆ ห้องนู้นเป็นใครเหรอ คนในโรง'บาลรึเปล่า?"

ผมนิ่งๆไม่ตอบอยู่สักพักหนึ่งก่อนจะถามขึ้นมาว่า "ทำไมพี่ถึงคิดว่าเป็นคนในโรง'บาลล่ะครับ?"

"ก็ไม่รู้สิ ดูบรรยากาศและท่าทางเหมือนกับไม่ใช่คนไข้ปกติน่ะ"

ผมไม่ได้ตอบอะไร

"ใครเหรอ? เป็นอะไรมา?"

ผมขบริมฝีปากล่างและยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบ สมองกำลังพยายามหาทางที่จะตอบคำถามเหล่านี้อย่างนิ่มนวลที่สุด

"พี่ไปดูเอาเองแล้วกันครับ"

"หา อะไรนะ?"

"ผมบอกว่า ถ้าพี่อยากรู้พี่ก็ไปดูเอาเองแล้วกันครับ"

"อ้าว แล้วทำไมหมอไม่บอกมาเลยล่ะ ก็รู้อยู่แล้วนี่"

ผมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาว "ถ้าพี่อยากรู้พี่เดินไปดูเองได้ครับ ผมไม่ห้ามพี่อยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้ผมบอกผมไม่บอก"



ในคำประกาศสิทธิผู้ป่วยฉบับวันที่ 12 สิงหาคม 2558 ซึ่งถูกประกาศโดยกระทรวงสาธารณสุขพร้อมกับองค์กรวิชาชีพหกองค์กรนั้นระบุเอาไว้ในสิทธิผู้ป่วยข้อที่ 6 อย่างชัดเจนดังนี้ว่า

ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลของตนเอง เว้นแต่ผู้ป่วยจะให้ความยินยอม หรือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพื่อประโยชน์โดยตรงของผู้ป่วย หรือตามกฎหมาย
ในการปฏิบัติงานโดยทั่วไปนั้นผมพร้อมที่จะเล่ารายละเอียดของผู้ปวยให้เพื่อนร่วมงานฟัง เพราะผู้ประกอบวิชาชีพต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยจึงจะให้การดูแลได้อย่างเหมาะสม แต่ในเหตุการณ์ข้างต้นนั้นการดูแลผู้ป่วยในส่วนของงานวิสัญญีฯเป็นไปอย่างเรียบร้อยแล้ว และการเปิดเผยข้อมูลต่อพี่พยาบาลคนนั้นก็ไม่ได้เป็นการสร้างประโยชน์ใดๆแก่ผู้ป่วย ดังนั้นผมจึงไม่มีสิทธิจะบอกข้อมูลนั้นออกไป จริงๆแล้วจะพูดให้ถูกก็คือผมมีหน้าที่ที่จะต้องไม่บอกข้อมูลนั้นออกไป

ผมไม่ได้จะบอกว่าพี่พยาบาลคนนี้ไร้ซึ่งจรรยาบรรณหรือมีความพยายามในการละเมิดสิทธิของผู้ป่วยแต่อย่างใด ผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นจากความสงสัยใคร่รู้ที่เราทุกคนนั้นมีอยู่ในตัว มนุษย์เราทุกคนนั้นย่อมมีความสงสัยใคร่รู้ และบางครั้งนั้นความสงสัยนี้ก็อาจทำให้คนเราพลั้งเผลอละเมิดสิทธิของผู้ป่วยได้ 

ในกรณีของความสงสัยใคร่รู้เฉยๆนั้นผมคิดว่าทุกคนคงเห็นด้วยว่าไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่จะเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยมาเปิดเผยกัน แต่นอกจากความสงสัยนั้นก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่อาจทำให้เกิดการละเมิดสิทธิผู้ป่วยได้ และสิ่งนี้ก็เป็นเหตุของการละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยหลายต่อหลายครั้งในอดีต สิ่งนั้นก็คือความห่วงใย ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดจากกรณีการป่วยของคุณปอ ทฤษฎี 

เมื่อเริ่มมีข่าวออกมาว่าเขาป่วยเป็นไข้เลือดออกขั้นรุนแรงผู้คนในสังคมก็เริ่มมีความอยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง หลายคนแสดงความห่วงใยและอยากรู้ความเป็นไป จากนั้นข้อมูลมากมายก็หลั่งไหลออกมาเกี่ยวกับอาการล่าสุดและการรักษาที่เขาได้รับ บางแหล่งข้อมูลนั้นไปไกลถึงขนาดมีรูปถ่ายฟิล์มเอ็กซ์เรย์ปอดของเขาออกมาด้วย ซึ่งการกระทำนี้ตามหลักแล้วถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยอย่างร้ายแรง จนอาจารย์นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสอบสวนวินัยของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีต้องออกมาประกาศผ่านหน้าเฟสบุคของตัวเองว่า

ขอความร่วมมือ เพื่อนแพทย์และเพื่อนบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน โดยเฉพาะชาวรามาธิบดี งดอัปเดตหรือแชร์ข่าวเกี่ยวกับดาราที่เป็นไข้เลือดออก อาการหนัก โดยเด็ดขาดครับ

ผมเป็นกรรมการสอบสวนหากมีกรณีเกิดการละเมิด privacy ผู้ป่วยขึ้นในรามาฯ ไม่อยากต้องสอบสวนหรือเสนอไล่ใครออกครับ
 
โดยส่วนตัวแล้วผมเองคิดว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้มีประสงค์ร้ายในเรื่องนี้ ผมคิดว่าคนที่อยากรู้ก็คงจะแค่เป็นห่วง ไม่ได้มีเจตนาจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านหรอก และคนที่ปล่อยข้อมูลออกมาก็คงจะแค่หวังให้คนที่เป็นห่วงได้รู้อาการ ไม่ได้มีใครมีเจตนาจะละเมิดสิทธิผู้ป่วยแต่อย่างใด

แต่มันก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ดี เมื่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากนั้นสวนทางกับหลักการที่ควรจะเป็น แล้วเราจะทำอย่างไร?

ผมเคยลองเอาคำถามที่มีลักษณะคล้ายๆกันแบบนี้ไปถามหมอจากประเทศอื่นตอนที่ผมเรียนหนังสืออยู่ต่างประเทศ ตอนที่ผมถามนั้นในกลุ่มมีกันอยู่แปดคนที่เป็นเพื่อนกัน สองคนมาจากแคนาดา(ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง) คนหนึ่งมาจากอินโดนีเซีย(ผู้ชาย) คนหนึ่งมาจากอังกฤษ(ผู้หญิง) อีกสามคนมาจากอเมริกา(ชายหนึ่งหญิงสอง) และมีผมคนที่แปดมาจากเมืองไทย

คำถามของผมก็คือถ้าสมมติว่าคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเราป่วย และผมเกิดต้องเป็นหมอที่รักษาคนนั้นเพราะไม่มีคนอื่นในที่เกิดเหตุ ผมจะบอกอะไรเพื่อนอีกหกคนเกี่ยวกับอาการป่วยของคนนั้นได้บ้าง?

สถานการณ์นี้คล้ายๆกับสถานการณ์ที่บุคคลสาธารณะอันเป็นที่รักป่วยเพราะคนอื่นๆย่อมมีความเป็นห่วงเพื่อนที่ไม่สบายไม่ต่างกับที่คนในสังคมจะเป็นห่วงคนที่ตัวเองชื่นชอบ และผมย่อมมีความรู้สึกอยากคลายกังวลให้เพื่อนที่เป็นห่วงอยู่ไม่ต่างกับผู้ให้การดูแลบุคคลนั้นที่ย่อมรู้สึกอยากคลายกังวลห้คนในสังคม แต่ในขณะเดียวกันผมและผู้ให้การดูแลบุคคลนั้นก็ถูกผูกมัดไว้ด้วยจรรยาบรรณในการรักษาความลับของผู้ป่วย แล้วในสถานการณ์อย่างนี้เราควรทำอย่างไร?

สองคนจากแคนาดาและผู้หญิงสองคนจากอเมริกาบอกว่าผมไม่ควรพูดอะไรเลย ให้เงียบๆไว้ ห้ามบอกอะไรเด็ดขาด

ผู้หญิงคนที่มาจากอังกฤษ ผู้ชายจากอินโดนีเซีย และผู้ชายคนอเมริกันอีกคนหนึ่งบอกว่าให้บอกได้แบบคร่าวๆ เช่นบอกว่า "อาการก็ยังดูน่ากังวลนะ ยังต้องดูแลใกล้ชิดไปก่อน" แต่ห้ามเล่าถึงรายละเอียดของอาการป่วยหรือข้อมูลอื่นอย่างอื่นเด็ดขาด

จะเห็นได้ว่าแม้คำตอบของทั้งสองกลุ่มจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ยังไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือสิทธิของผู้ป่วยควรจะยังได้รับการเคารพ และไม่ควรจะมีการเปิดเผยอะไรที่เป็นรายละเอียดของอาการป่วยและการรักษาที่ได้รับออกมา

ผมถามพวกเขาว่าทำไมพวกเขาจึงคิดว่าไม่ควรบอกรายละเอียดทั้งที่ทุกคนก็เป็นเพื่อนกัน คนสองกลุ่มนี้ให้คำตอบออกมาต่างกัน แต่ทั้งสองคำตอบก็เป็นคำตอบที่ดีที่จะนำไปปรับใช้กับสถานการณ์ของคุณปอและสถานการณ์อื่นๆในอนาคตที่คล้ายๆกัน

กลุ่มที่เลือกไม่ให้บอกอะไรเลยตอบว่า "พอเป็นข้อมูลส่วนตัวของตัวเองใครๆก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญและต้องการให้คนอื่นเคารพทั้งนั้น แล้วพอเป็นข้อมูลของคนอื่นเราจะมาทำเหมือนมันเป็นเรื่องไม่สำคัญได้ยังไง? ที่สำคัญคือจะต้องมีใครสักคนทำผิดจรรยาบรรณเพื่อสนองความอยากรู้ของเรา มันสมควรรึ?"

และกลุ่มที่เลือกให้บอกได้แค่คร่าวๆตอบว่า "คนเป็นห่วงกันจะให้นิ่งเฉยไม่อยากรู้อะไรเลยก็คงยาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าถึงจุดหนึ่งแล้วบางเรื่องมันไม่ใช่เรื่องของเราที่จะรู้"

แล้วคุณล่ะ จะเลือกทำอย่างไร? จะเลือกสนองความอยากรู้ของตัวเอง หรือจะเลือกให้เกียรติความเป็นส่วนตัวของคนอื่น?

SHARE
Written in this book
ข้างในชุดหมอก็คือมนุษย์
คนอาจคิดว่าสำหรับหมอแล้วงานก็คืองาน คนไข้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แต่ใครจะรู้ว่าเนื้อแท้ข้างในหมอก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีจิตใจไม่ต่างจากคนทั่วไป หนังสือนี้รวบรวมแง่มุมจากประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ในตัวหมอและบุคลการทางการแพทย์อื่นๆเอาไว้
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

imonkey7
5 years ago
บางคนใข้คำว่าแค่อยากรู้ในการขอข้อมูล
บางคนใช้คำว่า แค่ให้ข้อมูล ในการกระจายข่าว
โดยลืมถึงจรรยาบรรณที่พึงกระทำ
บางกลุ่มนิไปใหญ่เลยคือไม่ได้ห่วงใยอะไรขอแค่ได้พูดก็มีความสุขแล้วโดยที่ไม่รับผิดชอบข้อมูลที่ออกมาด้วยซ้ำ
Reply