เมื่อแกเป็นโบเก้
เวลาเราถ่ายภาพ 
ไม่ว่าจะภาพคน สิ่งของ หรือสินค้าสำหรับขายบนเพจร้านของเรา 
ส่วนตัวแล้วเราชอบภาพชัดตื้น 
เพราะทำให้เราเพ่งจุดสังเกตไปเพียงไม่กี่จุด 
มีจุดเด่น และจุดเสริมเด่น
เป็นส่วนผสมที่ลงตัว (ถ้าคอมโพสิชั่นดี สีดี จังหวะได้ ไม่มีนอยซ์ ภาพดี คือดีงาม)
ยิ่งพื้นหลังละลายเป็นโบเก้ยิ่งชอบ 
หากเป็นตอนกลางวัน 
โบเก้สวยๆสำหรับเรามักได้จากต้นไม้ใบหญ้า
ที่อยู่ดีๆก็ได้มาเป็นฉากหลังให้ภาพของเรา พวกเขาจะเต็มใจให้เป็นโบเก้หรือไม่ก็ไม่รู้
แต่ที่แน่ๆ เราอยากให้เขาเป็นโบเก้ให้เรานะ
หากเป็นตอนกลางคืน 
โบเก้ที่เราว่าสวย จะมาจากดวงไฟหลากสีสันยามค่ำคืน 
ทั้งดวงไฟจากรถ ไฟถนน หรือไฟประดับสถานที่ต่างๆ 
บ่อยครั้งที่เราชอบทำให้ตาปกติของเราเป็นภาพเบลอๆ แบบคนสายตาสั้น
เพื่อที่จะได้มองเห็นโบเก้จากแสงไฟเหล่านี้ดวงใหญ่ขึ้น
.
คนที่เราปลื้มก็คงเหมือนโบเก้เหล่านี้แหละมั้ง
แค่ขอมองเฉยๆ 
ขอเก็บภาพจำเฉยๆ 
ไม่ได้อยากได้ดวงไฟหรือต้นไม้เหล่านั้นมาไว้ในครอบครองสักหน่อย 
และขอมองในระยะไกลที่ยังเห็นเป็นโบเก้แบบนี้ต่อไป 
ก็เป็นภาพจำทีสวยดีเหมือนกันนะ 
.
เราชอบปรับตาให้เบลอๆเวลาเห็นไฟกลางคืน 
แต่ก็นั่นแหละ 
สำหรับเราที่ยังเป็นคนสายตาไม่สั้นไม่ยาว
เราไม่สามารถปรับตาให้เบลอได้ตลอดเวลา หรือนานเป็นนาทีได้ 
เพื่อนคนหนึ่งผู้ซึ่งสายตาสั้นเกือบเจ็ดร้อยเคยบอกเราว่า 

"เราชอบเวลาถอดแว่นมองไฟตอนกลางคืนนะ 
เห็นเป็นดวงไฟหลายๆดวงเป็นโบเก้คือโคตรสวยเลยว่ะ"

นี่คงเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกอยากสายตาสั้นสักชั่วโมงหนึ่ง 
หากเป็นไปได้ 
เราคงจะนั่งมองไฟโบเก้ ต้นไม้โบเก้จนคุ้มหนึ่งชั่วโมงที่ได้มา 
แต่มันเป็นไปได้ที่ไหนเล่า 
(ไม่แน่ งานที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นปัจจัยเอื้อให้สายตาสั้นมาเยือนเราได้ง่ายๆอยู่นะ)
.
กลับมาที่โบเก้ 
จะมองให้เห็นโบเก้ ต้องเป็นระยะห่างและโฟกัสที่เหมาะสมระดับหนึ่ง 
เพราะใกล้ไปหรือไกลไป ก็คงไม่เห็นเป็นโบเก้ 
.
ชอบเท่านี้ 
ก็มองแค่นี้ 
.
ถ้าปรับให้เป็นชัดลึก 
หรือปรับไปปรับมาจนโบเก้หายไป 
ทุกอย่างชัด
ภาพอาจไม่สวยเท่าที่คนนิยมโบเก้อย่างเราคาดการณ์ไว้ 
คงไม่ต่างอะไรจากการเขยิบเข้าไปให้ใกล้กับคนที่ชอบ 
แต่เขากลับไม่ได้เป็นแบบที่เราวาดเอาไว้ในใจ 

ยิ่งรู้จัก ยิ่งชื่นชม 
ยิ่งเห็น ยิ่งปลื้ม
หรือ 
ยิ่งรู้จัก ยิ่งเฉยๆ 
ยิ่งเห็น ยิ่งชินชา จนกลายเป็นเฉยๆ 

.
สำหรับคนที่เราปลื้มตั้งแต่ตอนปีหนึ่ง
จนตอนนี้ปีสี่ (จริงๆทุกวันนี้ก็ยังปลื้มอยู่นะ ปลื้มเขาอยู่คนเดียวนั่นแหละ ไม่เปลี่ยนเลย ฮาา)
อาจจะลดระดับลง ปลื้มน้อยกว่าวันนั้น... วันที่เสี่ยงไปส่งจดหมายบอกชอบ 
ไม่ใช่ว่าเพราะเขาไม่แลเรา แล้วเราชอบน้อยลงนะ (แต่จริงๆก็ไม่แลนั่นแหละ ฮาาาา)
แต่เป็นเพราะเราเติบโตขึ้น มีเรื่องให้คิดมากขึ้น หลงลืมความรู้สึกแบบวัยแรกรุ่นใสๆไปบ้าง
และภาระหน้าที่รับผิดชอบที่เพิ่มพูนจนแทบไม่มีเวลาดูแลตัวเอง (แต่มีเวลาเขียนสตอรีล็อก)
แต่จริง ๆ เป็นเพราะเราเองเลือกจะอยู่ในระยะห่างที่เหมาะสมด้วยแหละ

ปรับตาให้เบลอและนั่งมองเธอเป็นโบเก้ในระยะไกล 
.
ส่วนหนึ่งเรากลัวว่า... 
หากเราปรับตาให้ภาพชัด จนรู้จักเขามากกว่านี้และพบว่าเขาไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดไว้ 
หรือพบสิ่งที่เราไม่ชอบใจในตัวเขา 
เรากลัวว่าเราจะชอบเขาน้อยลง กลายเป็นเฉยๆ ในที่สุด 
จะว่าไปเราอาจเป็นมนุษย์ที่ปลอบใจตัวเองด้วยองุ่นเปรี้ยวมะนาวหวานก็ได้
แต่ก็นันแหละ อยู่ในระยะห่างเท่านี้ 
โฟกัสเท่านี้ ... ก็สวยดีนะ
.
เราชอบตัวเองตอนที่กำลังชอบใครสักคน 
โดยเฉพาะเวลาที่บังเอิญเจอคนที่ชอบ อารมณ์ตกใจระคนดีใจทีได้เจอจะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน
เหมือนหัวใจได้มีใครใส่ผงฟูลงไปสักสิบกิโล ฮาาาาาา 
แต่ถ้าให้ดูแลใครสักคน 
ตอนนี้คงทำไม่ได้ เพราะยังไม่พร้อมจะดูแลใคร ไม่พร้อมจะรักษาใคร
ลึกๆแล้วคงกลัว
แต่ก็นั่นแหละ พอใจแบบนี้ ก็อยู่แบบนี้ 
เก้วบ้าง ยินดีบ้าง สลับกันไป 
(เก้ว เป็นคำที่ไม่ทราบที่มา รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นคำติดปากติดหูไปเสียแล้ว ซึ่งคำว่าเก้ว บัญญัติโดยใครก็มิอาจทราบได้ แต่พอลองออกเสียงเบาๆในใจ มักรู้สึกได้ถึงความผิดหวัง สิ้นหวัง ใช้สำหรับแสดงสถานะของคนที่ถูกเท)
.
.
มองไกลๆมัวๆเป็นโบเก้(หรือโบเก้ว)แบบนี้ก็พอละ :) 
ก่อนเรียนจบเราคงเดินไปบอกเขาอีกครั้งว่า 
"แกๆ  ... วันรับปริญญา ถ้าไม่รังเกียจเราขอนัดถ่ายรูปคู่กับแกสักใบนึงได้ไหม :) " 
ปล. ขอฉากหลังเป็นโบเก้ด้วยนะ
SHARE
Writer
Kimhunt
นักฝึกเขียน
passion ในชีวิตตอนนี้หลงเหลือแค่ passion fruit เท่านั้น

Comments

rainnycool
6 years ago
ไว้จะลองถอดแว่นบ้างค่ะ ^^
Reply
Kimhunt
6 years ago
:) 
Thankwian
6 years ago
เขียนดีครับ
Reply
Kimhunt
6 years ago
ขอบคุณค่ะ 
Karnspace
6 years ago
เราก็ชอบทำตาเบลอนะ 
บางอย่างเห็นไม่ชัดมันทำให้เรามีจินตนาการดี ^^
Reply
Kimhunt
6 years ago
เย่ๆ มีเพื่อนทำตาเบลอแล้ว ฮ่าาา