WOMEN WITHOUT MEN
Directed by Shirin Neshat / Shoja Azari
Starring : Shabnam Toloue/ Pegah Ferydoni/ Arita Shahrzad / Orsolya Toth / Mehdi Moinzadeh/ Navid Akhavan / Mina Azarian / Bijan Daneshmand
Releases dates : September 9 2009   

 Women without Men เป็นเรื่องของชีวิตสตรี 4 คน ในช่วงการรัฐประหารปี 1953 ณ กรุงเตหะราน และเพราะความวุ่นวายทางการเมือง ชะตากรรมของตัวละครเอกทุกคนก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย หนังจะแจกแจงให้เห็นอย่างละเอียดว่า ผู้หญิง4 คน 4 สถานะและชนชั้น ได้แก่ 
                                    หญิงที่ถูกกักขังด้วยเหตุผลทางการเมือง 
                                        หญิงสาวที่รอความรักอย่างไม่มีหวัง 
                                           สตรีสูงวัยที่ไม่มีความสุขในชีวิตคู่ 
                                                   และหญิงที่เป็นโสเภณี
  ผู้หญิงในเรื่องต้องประสบกับการถูกย่ำยีในศักดิ์ศรีของความเป็นผู้หญิง การถูกทำร้าย จากน้ำมือของผู้ชายรอบๆ ตัวเธอ  



หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมากจากนิยายของชาร์นุช ปาร์สิปูร์ เดิมทีในนิยายเป็นเรื่อง ราวของผู้หญิง 5 คน แต่ในหนังตัดเอามาแค่ 4 คน เป็นนิยายที่ถูกห้ามขาย ห้ามมีในครอบครอง ในประเทศอิหร่าน แต่กลับถูกแปลขายไปทั่วโลก เนื่องจากเนื้อหาเป็นเรื่องที่ขัดกับกฎหมายของประเทศ ที่ไม่ให้หนังพูดเรื่องการเมืองการปกรครองในประเทศ ไม่สามารถเข้าไปถ่ายทำ ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาขัดต่อกฎหมายในประเทศอิหร่านได้ผู้กำกับชิริน เนชาต และผู้กำกับร่วม โซยาห์ อาซารี จึงไปสร้างฉากและ ถ่ายทำในเมืองคาซาบลังการ ประเทศโมรอคโกแทน    (ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก นรกบนดินของ'สตรีอิหร่าน'ใน'Women Without Men' ,คมชัดลึกออนไลน์)



พื้นหลัง หรือ ฉากหลังที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 1953 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศอิหร่านกำลังวุ่นวายเพราะเต็มไปด้วยการเดินขบวนประท้วงในประเด็นการเมือง การสู้กันระหว่างสองฝ่าย  
                    
ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายที่สนับสนุนนายกMohammed Mosaddegh 
และอีกฝ่ายคือฝ่ายสนับสนุนพระเจ้าShah Mosadedgh คือคนที่ไม่ยอมฝ่ายประเทศยุโรป หรือตะวันตก พยายามกีดกันไม่ให้พวกอังกฤษ หรือประเทศอื่นๆเอาน้ำมันของประเทศไป พยายามที่จะรักษาน้ำมันให้เป็นกิจการหลักของประเทศ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ต่างประเทศอย่างอังกฤษหรือ ประเทศทางโลกตะวันตกไม่พอใจ ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ก็หันไปสนับสนุน พระเจ้า Shar  

ตอนแรกๆ ของหนังจะพูดถึงฝ่ายMosadegh มีคนสนับสนุนเขามากมาย มีคนออกมาเดินขบวนเห็นด้วยให้ขับไล่อังกฤษ อย่าให้อังกฤษเข้ามา อย่าให้อำนาจตะวันตกเข้ามาครอบงำและยึดน้ำมันในประเทศไป ส่วนพระเจ้าSharนั้น หนีออกนอกประเทศไปแล้ว แต่ต้องระวังการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง ตอนใกล้ๆจบของหนัง ทั้งสองฝ่ายมาประชันหน้ากัน และกองทหารของพระเจ้าShar สามารถเอาชนะฝ่าย Mosadeghได้

  หนังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่ประชาชนที่แบ่งเป็นสองฝ่าย แต่มีเรื่องประชาชนกับรัฐบาลในประเทศเอง การรัฐประหารทำให้ถูกมองว่าลิดรอนสิทธิของประชาชน ไม่ต่างอะไรกับคอมมิวนิสต์ และยังเป็นปัญหา ในระดับระหว่างประเทศ คือความขัดแย้งของรัฐบาลอิหร่านกับประเทศชาติตะวันตก  

หนังพูดถึงผู้หญิงสี่คน ได้แก่
  Munis ผู้หญิงที่ถูกกักขังด้วยเหตุผลทางการเมือง  
Faezeh ผู้หญิงที่รอคอยความรักอย่างไม่มีหวัง 
Zarin ผู้หญิงที่ต้องเป็นโสภณี 
Fakhri ผู้หญิงที่ไม่มีความสุขกับชีวิตคู่    
 
Munis เป็นผู้หญิงที่ฉลาด เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้า ไม่ชอบถูกให้อยู่ในกรอบ รักอิสระ และ สิทธิเสรีภาพ Munis ถูกพี่ชายของเธอ Amir Kharn กักขังให้อยู่แต่ในบ้าน ห้ามออกไปยุ่งกับเรื่องการเมือง จะเห็นในฉากแรกที่Munis นั่งฟังวิทยุเกี่ยวกับเรื่องการเมือง Amir Khanพยายามเรียกก็ไม่สนใจ Amir Kharn ต้องการให้เธอแต่งงาน เขาบอกว่าMunis อายุ30แล้ว ควรจะแต่งงานมีครอบครัวได้แล้ว เขาพยายามจะพาเธอไปหาคู่ แต่เธอไม่สนใจ เธอไม่ชอบ เธอไม่อยากแต่งงาน เธอเป็นเหมือนตัวแทนผู้หญิงหัวสมัยใหม่ที่ไม่ชอบทำตามแบบแผนประเพณี ที่จะต้องแต่งงาน ปรนนิบัติสามี เลี้ยงลูก ต้องทำงานบ้าน ต้องเข้าครัวแต่เธอกลับไปสนใจเรื่องการเมือง เข้าไปในร้านกาแฟที่เป็นที่ของผู้ชาย เพราะอยากฟังเรื่องการเมือง      

Faezeh เป็นเพื่อนกับMunis เธอเป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคเก่า มาจากครอบครัวที่หัวอนุรักษ์ เห็นได้จาก ไม่ว่าจะเดินไปไหนเธอจะใส่Chadorคลุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าตลอดเวลา ทั้งที่ในยุคนั้นผู้หญิงไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้ ผู้หญิงคนอื่นในเรื่องก็ไม่มีใครใส่ หรืออาจใส่แค่ตอนออกบ้าน แต่Faezeh ใส่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าเธอเคารพระเบียบแบบแผนเก่ามาก เป็นพวกconservative เธอไม่สนใจเรื่องการเมืองเหมือนกับMunis และยังยึดติดเรื่องหน้าที่ของผู้หญิงจะต้องมีครอบครัว ดูแลปรนนิบัติสามี

   Faezehแอบหลงรัก Amir Kharn พี่ชายของMunis แต่ทว่าAmir Kharn กำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงอื่น เธอรู้สึกเสียใจมาก เธอพยายามทำทุกอย่าง เพื่อที่จะหยุดยั้งการแต่งงานนั้น สวดมนต์อ้อนวอน ทำพิธีกรรมต่างๆแต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งงานแต่งงานนั้นได้ ภายหลังมา Amir Kharn มาขอเธอแต่งงาน ในสังคมอิหร่าน หรือสังคมมุสลิม ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้หลายคน           Amir Kharnบอกว่า เขาจะให้ภรรยาเก่าคอยรับใช้Faezeh แต่Faezhe รับไม่ได้ถึงความไม่เท่าเทียมในเรื่องนี้ ถ้าเธอแต่งงานกับเขาไป อีกหน่อยเขามีภรรยาคนใหม่ เธอไม่ต้องไปรับใช้ภรรยาคนใหม่ของเขาอีกหรือ เธอจึงปฏิเสธไป  Faezehยังทำให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมในสังคม ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย เธอถูกผู้ชายจากร้านกาแฟในเมืองข่มขืน ถูกผู้ชายกดขี่ทำร้าย หลังจากที่เธอถูกขืนใจ เธอก็รู้สึกอาย ไม่กล้ากลับบ้าน เธอเดินไปเหมือนคนไร้จุดหมายปลายทาง ไม่มีที่จะไป จนไปเจอบ้านของFakhri  

Zarin เธอถูกความโหดร้ายในสังคมบีบบังคับให้ต้องเป็นโสเภณี ภาพของเธอเป็นผู้หญิงที่เรียกได้ว่าอาจจะดูหดหู่ที่สุดแล้วในหนัง ไม่เคยมีรอยยิ้มบนใบหน้า ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ ก็ทำให้รู้ว่า ชีวิตเธอนั้นขมขื่นแค่ไหน สุดท้ายเธอหนีออกมาจากที่ทำงาน ที่ที่กักขังความเป็นมนุษย์ของเธอ จนมาเจอกับFakhri ทั้งFaezeh กับ Zarin มาอยู่ด้วยกันที่บ้านของFakhri เหมือนเป็นกลุ่มผู้หญิงที่เคยโดนสังคมทำร้ายมาอยู่ด้วยกัน เข้าใจจิตใจกันดี พวกเธอดูมีความสุขมากกว่าเมื่อก่อน  

Fakhri หญิงวัย50ที่ไม่มีความสุขกับชีวิตแต่งงาน เธอแต่งงานกับนายพลซารดรี เธอรู้สึกอึดอัด และไม่อยากจะอดทนอีกต่อไป เจอหน้าสามีก็ต้องมีเรื่องทะเลาะกัน สามีของเธอ พยายามที่จะกดเธอให้ต่ำกว่าเขาอยู่ตลอดเวลาด้วยคำพูดที่ประชดประชันเสียดสี ความเป็นผู้หญิงที่สู้ผู้ชายไม่ได้ ต้องพึ่งเกียรติพึ่งเงินของผู้ชาย และพูดอยู่ทุกครั้งว่า เขาเป็นผู้ชาย  
ชายใดที่ไม่พอใจภรรยาตัวเอง ก็สามารถหาภรรยาใหม่เมื่อไหร่ก็ได้
Fakhri รู้สึกทนไม่ไหว ประกอบกับช่วงนั้นได้เจอกับอัมบาสจึงทำให้เขานึกถึงรักครั้งเก่าขึ้นมา ท้ายที่สุดFakhriก็ตัดสินใจซื้อบ้านใหม่ แล้วย้ายออกไปอยู่บ้านใหม่ ไม่ทนให้สามีดูถูกหรือกดขี่อีกต่อไป     

ภาพของผู้หญิงทั้งสี่คนในเรื่องแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า ความเป็นผู้หญิง กับผู้ชายมันไม่มีความเท่าเทียมกันในสังคม มันไม่มีความเสมอภาค ตั้งแต่เรื่องที่ผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน ในขณะที่ผู้หญิงจะต้อง ดูแล ปรนนิบัติผู้ชาย ผู้ชายเหมือนเป็นช้างเท้าหน้าที่ผู้หญิงจะต้องคอยทำตามอยู่เรื่อยไป ผู้หญิงถูกกดให้อยู่ต่ำกว่าผู้ชาย ผู้หญิงมีอำนาจน้อยกว่าผู้ชาย ผู้หญิงตกเป็นเบื้องล่างที่ผู้ชายจะทำอะไรก็ได้ ผู้หญิงไม่มีสิทธิเสรีภาพที่จะทำอะไรได้อย่างที่ใจต้องการ ออกนอกบ้านก็ไม่ได้ มีสามีหลายคนแบบที่ผู้ชายมีภรรยาได้หลายคนก็ทำไม่ได้ ผู้หญิงถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้นผู้หญิงยังถูกทำให้ดูต่ำ ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

หนังมีความเป็นแฟนตาซีร่วมด้วย (หรือเป็นแบบMagical realism สัจนิยมมหัศจรรย์)  เป็นรูปแบบที่ใช้กันเยอะ  อาจเป็นเพราะไม่สามารถพูดถึงปัญหาเรื่องการเมืองได้อย่างตรงไปตรงมา  หนังอิหร่านส่วนใหญ่ที่ทำในประเทศจะทำเป็นหนังเด็ก ให้เด็กเป็นตัวแทนประชาชนพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ปัญหาระหว่างประชาชนกับรัฐหรือผู้มีอำนาจ หนังจะไม่สามารถพูดตรงๆได้ หนังอิหร่านจึงมีลักษณะเป็นEncoded cinema ในเรื่องนี้มีบางส่วนที่หนังจึงนำเสนอออกมาเหมือนเป็นภาพในความฝันของตัวละคร การต้องการที่จะหลุดจากโลกของความจริงที่เลวร้าย หรือตอนที่Munisกระโดดลงมาจากดาดฟ้า ภาพจะslowmotionช้าๆ และตกลงมาอย่างสวยงาม ไม่มีเลือดหรืออะไร บางทีดูๆไปก็อาจไม่เข้าใจ หนังมีลักษณะที่เป็น Symbolicมาก มีSubtext และมีcontext บริบทวัฒนธรรมบางอย่างที่คนประเทศอื่นดูแล้วอาจเข้าใจได้ไม่เท่ากับคนในประเทศ แต่หนังก็นำไปสู่ประเด็นหลักที่หนังต้องการจะบอก อย่างภาพในหนังที่สีเก่าๆ ดูบรรยากาศอึมครึม สะท้อนความรู้สึกของตัวละคร สะท้อนภาพเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นได้ดี ตัวละครไม่ต้องใช้คำพูดมาก ความเงียบเป็นสิ่งหนึ่งที่ปรากฎและใช้มากในหนัง หนังค่อยๆเดินเรื่องไปช้าๆและเล่าเรื่องไปได้ดี การพูดน้อย เดินเรื่องช้า เงียบๆไม่ใส่เพลงมาก ก็ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด เครียดไปกับตัวละคร เข้าใจอารมณ์ของคนที่อยากจะระบายอยากจะแสดงความเป็นตัวเอง ความคิด ความรู้สึกออกมา แต่ทำไม่ได้ หนังทำให้รู้สึกได้ในเรื่องนี้

สุดท้ายหนังนำไปสู่คำถามที่ว่า  
แล้วผู้หญิงต้องทำอย่างไรให้รอดพ้นจากเส้นทางที่โหดร้าย
 และการถูกขีดกรอบสิทธิเสรีภาพแบบนี้ ในตอนจบที่Munis กระโดดลงมาจากบนดาดฟ้า ฉากนี้อาจกำลังบอกว่า เธอไม่อาจอยู่ในโลกที่มันมีความไม่เท่าเทียม โลกที่ไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพที่ทุกคนควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน การฆ่าตัวตายคงเป็นรูปแบบใหม่อย่างหนึ่ง   ..ไม่สิ.. คงเป็นทางออกสุดท้ายทางออกเดียวที่จะทำให้เธอหลุดพ้นและถูกปลดปล่อยจากพันธนาการดังกล่าวได้       
SHARE

Comments

Jackremuzent
4 years ago
น่าดูจัง เป็นเราอาจมองข้าม และแลดูเครียดมาก คงไม่คิดว่าจะดูได้จบ ขอบคุณที่ทำให้รู้จักเรื่องดีๆแบบนี้
Reply
Laongfun
4 years ago
^_^
น่าสนใจมากครับ
ผมตามมาอ่าน ดูว่าเรื่องนี้มันมีความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ยังไง?
เขียนได้น่าอ่านมากครับ
Reply