ฝนหน้าหนาว
ฝนหน้าหนาว

ในวันที่ฟ้าสดใสยามเช้าถูกแทนที่ด้วยสีเทาหม่น สายฝนหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงมาจากฟ้าไม่ขาดสาย ห้องโดยสารที่แต่เดิมถูกปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะก็กลับกลายเป็นเย็นเฉียบ

ละอองชื้นที่คร้านจะล่องลอยอยู่ในบรรยากาศขมุกขมัวต่างหาที่ยึดเกาะ มันฉาบเป็นฝ้าบางๆ อยู่บนผิวกระจกภายนอกส่งผลให้ภาพตรงหน้ามัวลงไปถนัดตา

ผมนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์ และมันเองก็จอดนิ่งอยู่หลังสัญญาณไฟแดง เสียงคราวหึ่งๆ เป็นระยะจากเครื่องยนต์ราวกับมันต้องการจะบอกว่าพร้อมที่จะทะยานออกไปให้พ้นจากสภาพน่าเบื่อหน่ายนี้

ในช่วงเวลาที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันคือชั่วโมงเร่งด่วนแต่ดูเหมือนทุกสิ่งกลับเป็นตรงกันข้าม และยิ่งโดยเฉพาะวันที่มีสภาพอากาศดังเช่นวันนี้ด้วยแล้ว คงมีแต่ใจของผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางเท่านั้นที่เร่งด่วนจริงๆ

แต่สำหรับวันนี้ผมกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น

เปาะ แปะ เปาะ แปะ

เม็ดแล้วเม็ดเล่าร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง แม้ไม่หนาเม็ด แต่หากปราศจากโครงโลหะที่ห่อหุ้มตัวอยู่ในขณะนี้ร่างกายก็คงไม่พ้นที่จะเปียกปอน

เสียงกระทบไม่สม่ำเสมอ เบาบ้างหนักบ้าง เหมือนกับนักดนตรีที่กำลังบรรเลงบทเพลงไปตามอารมณ์ ไร้หลักการ ไร้ท่วงทำนอง แต่ก็สามารถทำให้ผู้ฟังได้เปิดโลกแห่งจินตนาการ

และมันก็ทำให้จิตใจหลุดลอยไปจากภาพตรงหน้าได้

ฝนในฤดูหนาวมักจะแตกต่างจากฤดูฝน มันเลือกที่จะนำพาความหนาวเย็นแห่งฤดูกาลมาด้วยละอองละเอียดแทนที่จะเป็นฝนเม็ดหนาที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง

เม็ดกระจ้อยร่อยที่พร่างพรมลงมาทั่วทั้งบริเวณนั้นถักทอม่านเมฆให้เกิดขึ้นบนผืนดิน บรรยากาศมัวๆ จากละอองทำให้บางครั้งรู้สึกไปเองว่าตนเองได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน

ตอนนี้ผมอาจจะกำลังฝันไป

ใช่ ผมอยากให้มันเป็นเพียงฝัน

สายฝนทิ้งช่วงไปนานพอควรแล้วตั้งแต่ลมหนาวระลอกแรกพัดผ่าน น่าแปลกที่มันกลับเลือกที่จะกลับมาอีกครั้งในวันนี้

วันที่คนๆ หนึ่งต้องเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเพื่อรับรู้สิ่งที่ไม่เคยยินดีที่จะรู้ในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า

ฟ้าต้องการแสดงความอาลัย หรือเพียงแค่ต้องการเพิ่มทวีความหนาวเหน็บให้กับหัวใจของคนกันแน่

ท่วงทำนองอ้อยสร้อยจากลำโพงทั้งสี่ตัวคลอเคลียอยู่กับโสตประสาท มันแผ่วพลิ้วกลมกลืนจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศรอบกาย

แม้จะเคยฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ครั้ง แต่ในครั้งนี้มันกลับแตกต่าง

เสียงเพลงในขณะนี้มีพลังขนาดที่จะฉุดดึงจิตใจให้จมดิ่งลึกลงไปได้

นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ทำไมผมถึงเลือกฟังเพลงแบบนี้ในขณะที่จิตใจเป็นเช่นนี้ ทำไมคนเศร้าชอบฟังเพลงเศร้าทั้งๆ ที่รู้ว่ามันมีแต่จะยิ่งทำให้เศร้ายิ่งขึ้น

และฟ้ามัวๆ กับสายฝนพรำ สองสิ่งนี้ก็ยิ่งทำให้เพลงเศร้าทวีความเศร้าขึ้นไปอีกได้อย่างไม่น่าเชื่อ

มันทำให้ความรู้สึกที่อาจเป็นเพียงความวูบไหวแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ระทม และเมื่อนั้นหยาดน้ำก็จะกลั่นออกมาจากหน้าต่างของดวงใจ

แม้จะเป็นเพียงหยาดเล็กๆ แต่ก็ทำให้เกิดกระแสคลื่นใหญ่ในอก กระแสคลื่นที่จะพัดพาตะกอนขุ่นจากก้นบึ้งให้ฟุ้งกระจายขึ้นอีกครั้ง

บางทีคนเราอาจพัฒนาอารมณ์ความรู้สึกมาจากธรรมชาติรอบกาย เรารู้สึกสดใสกระปรี้กระเปร่าและมีพลังแห่งการดำเนินชีวิตในวันที่อากาศสดใส และเราจะรู้สึกหงอยเหงากว่าในวันที่ท้องฟ้าขุ่นมัว

สายฝนคล้ายหยาดน้ำตา มันไหลรินมาจากคนบนฟ้า โลกทั้งใบกำลังระทมทุกข์ เราเองก็รู้สึกและรับรู้ไปกับความเศร้าของแผ่นดินแผ่นฟ้า

ฝนทุกเม็ดที่ร่วงหล่นลงมาจากฟ้านั้นเราสามารถจับต้องได้ สัมผัสมันได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นมันยังเป็นเพียงแค่เมฆหมอกด้านบนที่จับต้องไม่ได้

ไม่ต่างจากการเล่นกลของธรรมชาติที่ราวกับเสกสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้เกิดจากนามธรรม

และบางทีสิ่งที่เรียกว่าความรักเองก็คงไม่แตกต่างกัน

แรกเริ่มนั้นมันเป็นเพียงนามธรรมที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ เป็นเมฆหมอกบางๆ มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ มีเพียงความรู้สึกเท่านั้นที่จะบอกได้ว่ามันมีอยู่จริง

แต่เมื่อคนสองคนได้รับรู้ ได้สัมผัสในสิ่งเดียวกัน ความรักในอากาศก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นราวกับไอน้ำที่ก่อให้เกิดเมฆฝน และหยาดหยดแห่งความยินดีก็จะพร่างพรมลงมารดหัวใจทั้งสองดวง

ผมและเธอเองก็เช่นกัน

เราพบกันในวันที่ท้องฟ้าสดใส จากรอยยิ้ม จากการทักทาย ก็กลายเป็นความสนิทสนม และความรัก

สายฝนทำให้เปียกปอน หากแต่เมื่อเรากล้าที่จะก้าวออกไปสัมผัส เราจะพบอีกความหมายหนึ่งของมัน ความเปียกปอนนั้นทำให้รู้สึกสดชื่นได้อย่างน่าประหลาด

แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่สายฝนแห่งความยินดีกำลังจะหยุดลงแล้ว

ทำไมเราถึงเลือกที่จะเดินออกไปกลางสายฝนทั้งๆ ที่รู้ว่าถึงจะสดชื่นแต่ก็ทำให้เปียกปอนหนาวเหน็บได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าสักวันความรักจะทำให้เราต้องเจ็บปวด

สักวันการพลัดพรากจะมาเยือน สักวันสายฝนก็จะนำพาอีกความหมายหนึ่งของมันมา

บางทีอาจเป็นแค่เรื่องราวระหว่างการเดินทางก็เป็นได้ที่เราต้องการ เราได้รับสิ่งดีๆ เราได้รับความทรงจำอันมีค่ามากมายก่อนถึงจุดหมายปลายทาง

ในความเจ็บปวดนั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่าความสุข ในความพลัดพรากยังมีสิ่งที่เป็นนิรันดร์

สัญญาณไฟแดงยังค้างเติ่งอยู่บนยอดเสา ทุกสิ่งยังหยุดนิ่งราวเมืองทั้งเมืองเกียจคร้าน สายฝนยังคงทำให้ทั่วทั้งบริเวณกลายเป็นเมืองแห่งฝัน

ละอองฝ้ากอดตัวกันหนาขึ้นราวกับไม่ต้องการให้ผู้ที่อยู่ภายในได้รับรู้ถึงความเป็นจริงภายนอก

คงจะดีหากมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

แม้จะพยายามหาคำพูดสุดท้ายที่จะสามารถบ่งบอกความในใจทั้งหมดออกมาได้ แต่จนถึงขณะนี้ ในเวลานี้ผมยังคงนึกไม่ออกว่าจะเอ่ยคำใดแก่เธอ

ผมควรจะแสดงสีหน้าอย่างไรเมื่อได้พบ ควรจะยิ้มหรือร้องไห้ ควรจะขอบคุณหรือกล่าวคำเสียใจ

ผมนึกอยากให้สัญญาณไฟยังคงแดงอย่างนี้ตลอดไป เพราะมันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างยืดยาวออกไป มันทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดยังไม่จบลง เรายังสามารถพบกันได้อีกตราบเท่าที่ผมยังอยู่ตรงนี้

หากไม่มีสัญญาณไฟเขียวผมก็จะไม่ต้องเดินทางต่อไปเพื่อรับรู้เรื่องราวต่อจากนี้ แต่แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้

อีกไม่นานสัญญาณไฟเขียวจะสว่างขึ้นมาแทนที่ไฟแดง ทุกชีวิตที่หลับใหลอยู่หลังสัญญาณไฟจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เวลาจะเริ่มเดินต่อไป ผมเองก็จะต้องเดินทางต่อไปสู่จุดหมายแม้จะไม่อยากไปถึงมากเท่าใดก็ตาม

ใช่ แม้ไม่อยากให้มาถึงยังไง สุดท้ายแล้วมันก็จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เรื่องทั้งหมดยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างที่มันเป็น

ฟ้ายังคงถูกทาทับด้วยสีเทาทะมึน หยาดน้ำฟ้ายังคงโปรยปราย แต่สัญญาณไฟแดงเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว

ผมเอื้อมมือดันคันโยกด้านซ้ายข้างพวงมาลัย ก้านปัดน้ำฝนทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ละอองบดบังสายตาถูกลบออกไปเผยให้เห็นความกระจ่างใสของภาพแห่งความเป็นจริง

คันเร่งค่อยๆ ถูกกดลงไป ล้อทั้งสี่เคลื่อนที่ออกไปสู่จุดหมายแห่งการพลัดพราก

ผมได้แต่หวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยาให้ความรู้สึกอันบอกไม่ถูกนี้ดีขึ้น ผมหวังว่าความทรงจำและความรู้สึกดีๆ ของเราสองคนจะทำให้ผมผ่านพ้นคืนวันอันมืดบอดไปได้

ดังเช่นม่านละอองที่นำพาความหนาวเหน็บเข้ามา อีกไม่นานมันก็จะหยุดตก อีกไม่นานลมหนาวระลอกใหม่จะพัดผ่าน และอีกไม่นานที่ฤดูกาลแห่งความอุ่นก็จะเข้ามาเยือนอย่างแน่นอน
SHARE
Written in this book
Short story
Writer
KTH
Starter
หนึ่งเรื่องราว หลายความหมาย

Comments