มุมมองต่อความรัก
เมื่ออายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เราจะมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆเปลี่ยนไป

มุมมองต่อความรักก็เช่นกัน

  ยี่สิบสองปีที่ฉันอยู่กับร่างกายและจิตใจนี้ ฉันได้ถูกรักจากคนในครอบครัวแบบที่ตอนนั้นความรู้สึกนึกคิดของฉันยังไม่ถึงเวลาทำงานอย่างเต็มที่ ฉันยังโต้ตอบความรักจากคนในครอบครัวได้แค่กอดตอบ ยิ้มตอบ หัวเราะตอบ  ..ฉันกลายเป็นผู้ถูกรักอยู่ฝ่ายเดียว
นึกภาพตอนที่พ่ออุ้มฉันแล้วหอมแก้ม ภาพตอนที่แม่จูบหน้าผากฉันก่อนนอน
ไหนจะตอนที่พี่ชายแตะมือกับฉันหลังจากที่แผนการแกล้งน้องสาวของเราสองคนสำเร็จ
ไหนจะตอนที่น้องสาวงอแงแล้วฉันเดินไปเช็ดน้ำตาให้น้องแล้วจูงมือน้องเดินไปหาแม่อีก
...แล้วอยู่ดีๆฉันก็รู้จักกับการรักใครสักคนขึ้นมาตอนไหนฉันเองก็ไม่รู้ตัวฉันรู้เพียงฉันกำลังรู้สึกยินดีที่ได้รัก
และต่อมาฉันก็ได้เรียนรู้ว่าการรักที่ถูกรักตอบมันดีกว่าการที่ฉันรักอยู่ฝ่ายเดียวเหมือนกันนะ


แน่นอนว่าการเดินทางของความรักแบบวัยรุ่นได้ทำความรู้จักกับฉันแล้ว
ในช่วงชีวิตมัธยมต้นของฉัน นั่นเป็นการทำความรู้จักกับป๊อปปี้เลิฟของฉัน
  ฉันรู้จักการรอที่จะได้คุยกับคนพิเศษในคืนวันศุกร์และเสาร์เพราะเขาอยู่โรงเรียนประจำ จะกลับบ้านในเย็นวันศุกร์และกลับโรงเรียนในเย็นวันอาทิตย์ เราเจอกันบ้าง ตามโอกาสที่มีน้อยนิด ฉันเริ่มเรียนรู้ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของฉัน ฉันงอน ฉันน้อยใจ ใช่ เราทะเลาะกันบ้าง แล้วฉันก็ต้องหาทางจัดการมันซะ เพื่อที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตวันจันทร์ถึงศุกร์อย่างมีความสุข และสุขเพิ่มเป็นสองเท่าเมื่อถึงคืนวันศุกร์ที่จะได้คุยโทรศัพท์และMSNกับเขา


แล้วฉันก็เรียนรู้ความรักระหว่างหนุ่มสาวแบบวัยรุ่น วัยเรียน มาเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉันอายุยี่สิบสอง
..หลายครั้ง ชอบเปรียบความรักเป็น หนังสือ และอีกหลายครั้ง ก็เปรียบเป็น ต้นไม้

ความรักเป็นเหมือนการอ่านหนังสือ                                                           
 ช่วยกันพลิกอ่านไปทีละหน้า...ละหน้า                             
อย่างไม่มีใครล่วงรู้ถึงตอนจบ

ความรักก็เป็นเหมือนการปลูกต้นไม้ ค่อยๆ ดูแล รดน้ำ พรวนดิน เอาใจใส่
จากต้นรักต้นเล็กๆ ก็กลายเป็นต้นที่เติบโต ...ให้ร่มเงากับหัวใจ


     หลายต่อหลายครั้งที่ฉันมองกลับไปดูความรักของพ่อและแม่ที่ท่านสองคนมีให้กัน
ฉันเผชิญสถานการณ์ที่แย่มาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่พ่อและแม่จะหย่ากัน
ประโยคที่ฉันจำแม่นก็คือที่พ่อบอกกับฉันว่า "พ่อไม่อยู่หนูอย่าทิ้งแม่นะ"
ฉันจำได้แม่น และฉันก็โชคดีที่ตอนนั้นแม่เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและรักลูกๆทุกคนมากๆ
แม่ให้อภัยในความผิดพลาดของพ่อครั้งนั้น ฉันจึงมีครอบครัวที่มีสมาชิกทุกคนยังอยู่พร้อมหน้ากันในวันนี้ แม่สอนให้ฉันรู้จักคำว่า 'อภัย' เพื่อแก้ไข ปรับปรุงเพื่อที่เราจะไปต่อด้วยกัน

ฉันได้เห็นความรักหลากหลายรูปแบบผ่านทุกคนที่เข้ามาในชีวิตประจำวันของฉัน
ฉันมักจะแอบสังเกตุสิ่งเล็กๆน้อยๆที่คู่รักแต่ละคู่มีให้กัน
ฉันชอบที่จะเห็นคนมีความรัก 
และฉันก็เข้าใจว่าความรักมักมาคู่กับสุขและทุกข์ในบางวันสลับกันไป แต่..
สิ่งที่ฉันกลัวที่สุดคือวันที่ฉันอ่อนไหวเกินไป 
ฉันกลัวการอ่อนไหวจนเปราะบาง เพราะฉันมักจะเผลอจมอยู่ในห้วงความรู้สึกนั้นจนหาทางกลับขึ้นมาได้ยากเสมอ ฉันไม่กลัวการเสียน้ำตา เพราะมันอาจเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยยืนยันกับฉันได้ว่าฉันก็เป็นมนุษย์ที่ยังรู้สึกได้มากๆอยู่เหมือนกัน แม้ที่สุดการเลือกรักเธอคือเสียใจ 
หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้เป็นอย่างที่วันวานเคยคิดหวังไว้ แต่ถ้าถามว่าหากเลือกได้ใหม่จะเลือกอย่างไรคำตอบเดียวที่ไม่ลังเล ก็คือเลือกอย่างเดิม
 อย่างไรก็จะรัก ถึงแม้จะเสียน้ำตา ถ้าฉันไม่ช้ำจนเกินไปน่ะนะ


วันนี้ฉันมีมุมมองความรักที่ต่างจากวันนั้นมาก ฉันก็ยังเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ใจอยู่แต่คงไม่มากเท่าวันนั้น ฉันเดินทางผ่านวันเวลา ฉันเลือกที่จะเก็บและทิ้ง และฉันก็รู้จักการปฏิเสธ

ฉันกลายเป็นมนุษย์ใจร้ายสำหรับใครบางคน

แต่สิ่งที่ฉันทำ คำที่ฉันพูดออกไป ฉันก็ทำเพื่อตัวฉันเอง
ฉันทำเพราะฉันรู้จักตัวฉัน ใจฉัน รู้จักความผูกพันธ์ของฉันดี
"ขอโทษ" ถ้าฉันใจร้ายกับใครไป

ถ้าฉันเปรียบชีวิตเป็นอุณหภูมิ
ตอนนี้อุณหภูมิชีวิตของฉันอยู่ที่ 22 องศา
 อนาคตฉันไม่รู้หรอกว่าฉันจะรู้สึกและมองความรักอย่างไร


SHARE
Writer
JellyJessie
So far so good..
ฉันพูดคนเดียว แต่หมายถึงคุณ

Comments

Thepop
3 years ago
สู้ๆ
Reply
JellyJessie
3 years ago
ขอบคุณนะคะ :))
justnew
3 years ago
สู้ๆนะคะ เราเข้าใจมันดี
วันนึง..เราจะทำใจยอมรับได้มากขึ้น
ถึงแม้ว่าแผลเป็นมันยังเหลืออยู่
แต่เวลาจะทำให้แผลไม่เจ็บเหมือนแต่ก่อน
Reply
Mizolynz
2 years ago
หืมม คิดเหมือนกันเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply