"น้ำเสียง" ใน 2,215
นายบิลล์ นิโคลส์ นักวิชาการด้านสารคดีได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า 'ภาพ' ทำให้เรามองเห็นโลกในหนัง ส่วน 'เสียง' ทำให้เราเข้าใจโลกใบนั้นอย่างลึกซึ้ง ในหนังเรื่อง 2,215 นั้นดำเนินเรื่องด้วยเสียงสัมภาษณ์เป็นหลัก โพสท์นี้จึงผมอยากเล่าถึงวิธีการสัมภาษณ์พี่ตูน เพื่อให้ได้มาซึ่ง เสียง และ 'น้ำเสียง' ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้เช่นกัน

ตามปกติ ผมเดาว่าถ้าเราจะทำหนังเกี่ยวกับซุปเปอร์สตาร์ซักคน การนัดคิวน่าจะถือเป็นวาระสำคัญมากๆ ต้องล็อควันกันล่วงหน้าหลายเดือน เพื่อให้วันสัมภาษณ์นั้นปลอดโปร่งโล่งสบาย นั่งคุยยาวๆให้ลึก ให้จบ วันนั้นน่าเหมือนเป็นวันดีเดย์ของโปรดักชั่นเลยทีเดียว / ตัดมาที่หนังเรื่องนี้ เรามีเวลาสัมภาษณ์พี่ตูนทุกวัน... ไม่ว่าจะก่อนวิ่ง เริ่มวิ่ง หลังวิ่ง ตัดๆอยู่ก็ขอนัดสัมภาษณ์เพิ่มได้ พี่แกเปิดไฟเขียวเคลียร์คิวให้ได้เสมอ ถือเป็นข้อดีมากๆ แต่ในขณะเดียวกัน การมีช้อยส์มากมายมหาศาลก็ถือเป็นความท้าทายเช่นกัน สัมภาษณ์เมื่อไหร่ ที่ไหน ยังไงดีล่ะ?

ก่อนเริ่มงาน เราคุยกันในทีมโดยมีเรฟเฟอเร้นการสัมภาษณ์จากหนังที่ผมเคยดูมาคือ Let's Get Lost สารคดีชีวิต Chet Baker นักดนตรีแจ๊สติดยาซึ่งถ่ายทำโดยเพื่อนเขาเอง มู๊ดการคุยกันเลยเป็นกันเองสุดขีดถึงขนาดนอนดูดปุ๊นคุยกันบนพื้นพรม อีกเรื่องหนึ่งคือ Streetwise สารคดีตามติดชีวิตเด็กข้างถนนในซีแอตเทิ้ล ซึ่งทั้งเรื่องไม่มีภาพการสัมภาษณ์เลยสักช็อต มีเพียงเสียงของเด็กๆที่เหมือนกำลังเอนหลังบนเตียงแล้วเล่าชีวิตให้เราฟังก่อนนอน 'น้ำเสียง' ของหนังทั้งสองเรื่องจึงมีท่าทีที่ผ่อนคลาย ใกล้ชิดและเป็นตัวของตัวเองมาก / พวกเราล็อคเป้าอยากให้พี่ตูนคุยกับเราด้วยน้ำเสียงแบบนี้

กล้องใหญ่ไฟเยอะย่อมทำให้คน 'ตั้งการ์ด' โดยไม่รู้ตัว ความจริงจัง ความเป็นทางการ ความเกรงใจอะไรก็ตามย่อมโผล่มาพรากความเป็นกันเองออกไปจากบทสนทนา เราจึงเลือกใช้กล้องขนาดกลาง เครื่องอัดเสียงขนาดเล็ก และไม่ใช้ไฟซักดวงเลยน่าจะดีกว่า อย่างมากก็มีรีเฟล็กซ์แผ่นนึง ส่วนสถานที่จะเป็นที่ไหนก็ได้ที่พี่ตูนรีแล็กซ์ที่สุด ไม่ว่าจะห้องรับแขกที่บ้าน บนรถตู้ หรือริมทะเลที่บางสะพาน

การนัดคิวสัมภาษณ์พี่ตูนแบบจริงจังเกิดขึ้นทั้งหมด 3 ครั้งตลอดช่วงการถ่ายทำ ครั้งแรกคือ ช่วงก่อนวิ่ง พี่ตูนชวนลงไปเที่ยวบ้านที่บางสะพาน / ครั้งที่สองคือ คืนก่อนออกวิ่งที่เบตง / ครั้งที่สามคือ หลังจากตัดต่อไประยะหนึ่งพอมีโครงสร้างแล้ว จึงสัมภาษณ์ที่ห้องรับแขกบ้านแกเพื่อสรุปความรู้สึกและเก็บตก

แน่นอนว่าเนื้อหาจากวาระการนัดสัมภาษณ์จริงจัง โดยเฉพาะการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายจะถูกใช้ในหนังค่อนข้างเยอะ นั่นเป็นเพราะว่าเราเห็นชัดแล้วว่าเราอยากได้อะไร ตัวอย่างเช่น **spoil** พล็อตหนังของพี่ตูน จริงๆแกเคยเล่าให้ผมฟังเล่นๆในรถตู้ ครั้งนี้เลยขอให้แกเล่าใหม่อีกรอบ / แต่ทว่า เอาจริงๆประโยคสำคัญในหนังหลายๆประโยค ไม่ได้มาจากวาระจริงจังแบบนี้ หลายหนมาจากการชวนคุยไปแบบเรื่อยเปื่อยระหว่างเดินทาง หรือขณะที่แกรอขึ้นคอนเสิร์ต ทั้งนี้เพราะเนื้อหาของการพูดคุยมันกว้างใหญ่ไพศาลมากตั้งแต่การวิ่งไปจนถึง 'ชีวิต' หลายๆประเด็นมันจึงต้องอาศัยจังหวะที่เหมาะสมจริงๆ พี่ตูนถึงสามารถเล่าออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานนี้คือ ประโยคสัมภาษณ์ที่เวิร์ค คือ ประโยคที่ซับเจคพูดขึ้นมาลอยๆ เล่าขึ้นมาเอง โดยไม่ได้เป็นการตอบคำถาม เช่น "มันก็มีช่วงนึงที่ผมก็ดาวน์ๆไปแล้วผมก็คิดว่าถ้ามันทำเป็นหนัง..." อะไรแบบนี้เป็นต้น คนดูจะรู้สึกเหมือนได้รู้ไปพร้อมกับคนทำ ไม่ใช่เป็นการตีโต้ถามตอบกัน ซึ่งแน่นอนว่าทำยากมากๆ คนเราเล่าเรื่องเดียวกันสองครั้งไม่มีทางเหมือนเดิม และมักจะเกร็งขึ้นเรื่อยๆ ความสดมันมีจำกัด

อันที่จริงยังมีท่าไม้ตายลับที่เราแอบใช้ในหนัง เพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำเสียงที่ส่วนตัวที่สุดนั่นก็คือ video diary ที่พี่ตูนถ่ายตัวเองทุกวันในช่วงพัก ซึ่งเราใช้ภาพแค่ตอนเช้าก่อนออกวิ่งที่เบตง ส่วนเสียงที่แกเล่าบรรยากาศความสุขและความเจ็บปวดระหว่างทางวิ่งนั้นเราก็แอบเอาจากคลิปเหล่านี้มาใช้ (กราบพี่ตูนที่อนุญาต)

สุดท้ายได้เรียนรู้อย่างยิ่งว่า 'น้ำเสียง' ที่ใกล้ชิดช่วยลดทอนระยะห่างระหว่างซับเจคกับคนดูได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ถ้าไม่เชื่อ... ลองไปดูในโรงสิครับ เย้

ป.ล. - เฟรมซ้ายบนคือห้องรับแขกบ้านพี่ตูน
- เฟรมขวาบนคือบนรถตู้ก่อนขึ้นเล่นคอนเสิร์ตปีใหม่ที่เมก้าบางนา จังหวะนี้เองที่แกพูดถึง "สิ่งปลูกสร้างในหัวใจ"
- เฟรมซ้ายล่างคือบนรถตู้รอขึ้นคอนเสิร์ตที่เชียงใหม่ อยู่ๆแกก็เล่าเรื่องการส่งต่อแรงบันดาลใจนั้นเริ่มจากที่แกบันดาลใจตัวเองก่อน ซึ่งเป็นประโยคที่พวกเราไม่เคยจำได้ว่ามีอยู่ และกลายเป็นประโยคสำคัญที่มาเชื่อมพาร์ทความเชื่อไปจนถึงแม่สายได้อย่างลงตัว
- เฟรมขวาล่างคือริมทะเลที่บางสะพาน พี่ตูนพูดถึง 'กรรมพันธุ์'

Let's Get Lost
https://www.youtube.com/watch?v=9PfdYQzeJk0
Streetwise
https://www.youtube.com/watch?v=AfwEadAQHdE

SHARE
Writer
nottaponb

Comments

Nobita_sung
2 months ago
ดูมา 2 รอบแล้วครับ ความคาดหวังก่อนดู กับ ความรู้สึกหลังดูจบ มันคนละเรื่องเลย
ดูจบ แล้ว ได้รับพลังบวกมากๆ ครับ โคตรรู้สึกดีตอนออกจากโรงหนังเลย
Reply
niji
2 months ago
หนังทำออกมาดีมากเลยค่ะ ทำดีจริงๆ
Reply