เมื่อกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรวิชาชีพไร้เดียงสาเกินไป
เปลี่ยนจากเรื่องราวในอดีตมาเป็นเรื่องราวที่ปัจจุบันกันหน่อยนะครับ

ผมคิดว่าหลายๆคนน่าจะรู้ว่าในประเทศไทยนั้นมีคำประกาศสิทธิผู้ป่วย ซึ่งถูกรวบรวมโดยกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรวิชาชีพอีกหกองค์กร นั่นคือแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สถาเทคนิคการแพทย์ และสภากายภาพบำบัด คำประกาศนี้กล่าวถึงสิทธิที่ผู้ป่วยพึงได้รับ ซึ่งก็เป็นสิ่งดีครับ ใครๆก็ชอบที่มีการประกาศให้รู้กันอย่างชัดเจน (ค้น google คำว่า "สิทธิผู้ป่วย" ได้เลยครับ เจอชัวร์)

คราวนี้มันเริ่มมีปัญหาเมื่อกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรวิชาชีพอีกหกองค์กรนั้นประกาศสิทธิผู้ป่วยฉบับใหม่ออกมาเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2558 แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่สิทธิผู้ป่วย คำประกาศกลายเป็น "คำประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย" แล้วก็ข้อพึงปฏิบัตินี่แหละที่เป็นปัญหามาก เพราะกล่าวถึงสิ่งที่ผู้ป่วยพึงกระทำ เช่นการให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน โดยไม่ได้ระบุว่าถ้าทำตามไม่สมบูรณ์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

หลายกลุ่มจึงออกมากล่าวว่าข้อพึงปฏิบัติเหล่านี้นั้นอาจจะเป็นการริดรอนสิทธิของผู้ป่วย หรืออาจจะเป็นการบีบบังคับผู้ป่วย กลุ่มที่ผมเห็นชัดๆ(อาจมีกลุ่มอื่นอีก)ก็มีกลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี และกลุ่มผู้เคยได้รับความเสียหายจากบริการทางสุขภาพ กลุ่มเหล่านี้บอกว่าข้อพึงปฏิบัติบางข้อขัดกับสิทธิผู้ป่วย และบางข้อดูเป็นการจำกัดสิทธิของผู้ป่วยมากกว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วย

ในขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรวิชาชีพก็แย้งด้วยการบอกว่าข้อพึงปฏิบัติเหล่านี้นั้นเป็นหลักข้อคิดสากล เป็นสิ่งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีกัน

(อ่านรายละเอียดการโต้ตอบของทุกกลุ่มได้โดยเอาคำค้นหานี้ไปใช้ได้ครับ "คำประกาศสิทธิผู้ป่วย search site:hfocus.org")
ผมคิดว่าในกรณีนี้กระทรวงสาธารณสุขรวมถึงองค์กรวิชาชีพทั้งหกองค์กรนั้นทำตัว "ไร้เดียงสา" มากเกินไปคือว่ากันจริงๆแล้วมันก็ไม่ผิดหรอก สิทธิและข้อพึงปฏิบัติที่ประกาศออกมาเป็นหลักการสากลจริงๆ แต่มันพลาดอยู่นิดเดียวตรงที่ไม่ได้เอาบริบทของประเทศไทยมาคิดด้วย

ผมเคยคุยกับคนรู้จักคนหนึ่งซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ผมจำไม่ได้แล้วว่าทำไมเราถึงได้คุยกันเรื่องนี้ แต่ที่เราคุยกันก็คือเรื่องการลงชื่อในใบรับทราบข้อมูและให้ความยินยอมก่อนรับการรักษา

ผมถามเธอว่า "คิดว่าการลงชื่อนั้นหมายความว่ายังไง?"

ซึ่งเธอก็ตอบกลับมาว่า "แปลว่าถ้าหลังจากนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหมอก็ไม่ต้องรับผิดชอบใช่มั้ย?"

ใครที่มีความรู้ความเข้าใจในแง่กฎหมายการแพทย์ก็จะรู้ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แม้ว่าผู้ป่วยจะลงชื่อไปแล้วแต่ถ้าหมอให้การรักษาอย่างประมาทเลินเล่อหรือให้การรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานหมอก็ยังคงต้องรับผิดชอบอยู่ดี

เพียงแต่การลงชื่อนั้นช่วยปกป้องผู้ให้บริการในกรณีที่เกิดปัญหาที่อาจเกิดได้ เช่นแพทย์ตัดท่อนำไข่เพื่อทำหมันด้วยวิธีมาตรฐาน แต่ท่อมันเกิดกลับมาติดกันใหม่แล้วผู้ป่วยท้อง (เกิดได้ประมาณ 2% แม้ว่าจะทำตามวิธีมาตรฐาน) ผู้ป่วยจะไม่สามารถอ้างได้ว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

ทว่าแม้ความเข้าใจของเธอจะไม่ใช่สิ่งที่ถูก แต่มันก็สะท้อนสิ่งหนึ่งที่เป็นความจริง นั่นคือคนในสังคมเค้าไม่ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องกันทุกคน มีคนจำนวนมากที่เข้าใจว่าใบให้ความยินยอมเป็นป้ายอาญาสิทธิ์ที่ทำให้หมอไม่ต้องรับโทษ และในทางคล้ายๆกัน ก็มีคนจำนวนมากที่เข้าใจว่า "ข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย" นั้นจะเป็นป้ายอาญาสิทธิ์ให้หมอไม่ต้องรับโทษเช่นกัน

พวกเขาเข้าใจว่าถ้าคนไข้ไม่ปฏิบัติตามครบถ้วนทั้งเจ็ดข้อหมอก็จะเอาเรื่องนี้มาอ้างได้ว่าปัญหาใดๆที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นเพราะผู้ป่วยไร้ความรับผิดชอบเอง

ซึ่งผมขอย้ำอีกครั้งว่าความคิดนี้ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่ปฏิบัติตามอย่างครบถ้วนแต่ผู้ให้บริการก็จะยังคงต้องให้บริการตามมาตรฐานอยู่ดี และก็ยังคงต้องรับผิดชอบในกรณีที่ทำผิด

ในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น (โดยเฉพาะสหรัฐฯซึ่งการฟ้องร้องแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน) ประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักกฎหมายมากกว่ามาก นั่นทำให้การประกาศความรับผิดชอบเหล่านี้ออกมาไม่ได้มีผลสร้างความแตกตื่นอะไร เพราะเขาก็รู้ว่ายังไงผู้ให้บริการก็จะยังต้องให้บริการตามมาตรฐานอยู่ดี และยังคงต้องรับผิดชอบ

แต่ในเมื่อความเข้าใจผิดนี้ยังมีอยู่มากในสังคมไทย ผู้คนจึงเกิดความหวาดกลัวเมื่อมีการประกาศความรับผิดชอบเก้าข้อนี้ออกมา ความผิดพลาดของกระทรวงสาธารณสุขจึงอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่ประกาศออกมาโดยคิดว่าคนจะเข้าใจได้เอง โดยไม่ได้มีความพยายามใดๆที่จะจัดการกับความเข้าใจผิดนี้

ถ้าเราสังเกตกลุ่มที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยนั้นก็จะพบว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเหตุผลให้ต้องมีความกังวลเป็นพิเศษอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้เคยได้รับความเสียหายจากการรับบริการที่อาจกังวลว่าผู้ให้บริการจะใช้ข้อพึงปฏิบัตินี้เป็นการล้างผิดให้ตัวเอง หรือกลุ่มผู้ที่เป็นโรคอันไม่เป็นที่พึงประสงค์ของสังคมซึ่งอาจกังวลว่าผู้ป่วยบางคนอาจจะมีสภาพจิตใจที่ยังไม่พร้อมจะเปิดเผยโรคที่ตัวเองเป็น

แน่นอน ผมขอย้ำอีกครั้งว่าความเข้าใจผิดและความกลัวนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิด และการที่คนกลุ่มนี้ทำความเข้าใจเสียใหม่จะเป็นคำตอบสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้งตรงนี้

แต่กระนั้นกระทรวงสาธารณสุขก็ไร้เดียงสาเกินไปที่ไม่คำนึงว่าความเข้าใจผิดและความกลัวนี้มีอยู่จริงในสังคม หรืออาจจะคำนึงถึงแล้วแต่ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องสนใจ ซึ่งในมุมมองส่วนตัวแล้วผมคิดว่าไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องแน่นอน 

คนเก่งนั้นอาจคิดว่าตัวเองทำถูกต้องแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายตัวเอง และคนอื่นมีหน้าที่ต้องมาทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนทำ แต่คนเก่งที่ดียิ่งขึ้นไปกว่านั้นคือคนที่ทำให้ตัวเองเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีความพยายามที่จะช่วยเหลือให้ผู้อื่นเข้าใจตัวเองได้ง่ายขึ้น ซึ่งในแง่นี้ถือได้ว่ากระบวนการประกาศสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วยในครั้งนี้สอบตก

ถ้าจะคิดเผื่อให้มากกว่านี้ล่ะก็ เพียงเติมส่วนนี้เข้าไปก็น่าจะลดความขัดแย้งไปได้เยอะแล้ว

"ผู้ป่วยยังคงมีสิทธิได้รับการดูแลรักษาตามมาตรฐานจากผู้ให้บริการแม้ว่าจะไม่ได้ปฏิบัติตามข้อพึงปฏิบัติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามการปฏิบัติตามข้อพึงปฏิบัติอย่างครบถ้วนนั้นจะทำให้การตรวจวินิจฉัยและการรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงยังส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการทางสุขภาพอีกด้วย"

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำคือผู้ให้บริการควรเลิกพูดได้แล้วว่านี่เป็นแนวทางสากล เพราะปัญหามันไม่ได้อยู๋ตรงนั้น ปัญหามันอยู่ตรงที่ผู้ให้บริการขาดความเข้าใจในวิธีคิดและมุมมองของผู้รับบริการบางกลุ่ม การบอกซ้ำๆว่านี่เป็นแนวทางสากลมีแต่จะทำให้ผู้รับบริการกลุ่มนี้ไม่พอใจมากยิ่งขึ้นเพราะความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาไม่เคยได้ถูกตอบรับ

บอกกับเขาง่ายๆก็ได้ว่า "ไม่ต้องกังวล ไม่ว่าคุณจะทำตามข้อปฏิบัติครบทุกข้อหรือไม่ยังไงเราก็ยังคงต้องดูแลคุณตามมาตรฐาน และยังคงต้องรับผิดชอบต่อการดูแลรักษาที่ให้ไปอยู่ดี" แค่นี้ก็พอแล้ว
SHARE
Written in this book
ข้างในชุดหมอก็คือมนุษย์
คนอาจคิดว่าสำหรับหมอแล้วงานก็คืองาน คนไข้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แต่ใครจะรู้ว่าเนื้อแท้ข้างในหมอก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีจิตใจไม่ต่างจากคนทั่วไป หนังสือนี้รวบรวมแง่มุมจากประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ในตัวหมอและบุคลการทางการแพทย์อื่นๆเอาไว้
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

Silencewaltz
4 years ago
เห็นด้วยเลยค่ะ คนที่เข้าใจเรื่องยากๆนั้นเก่ง แต่คนที่เข้าใจและสามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ด้วยนั้นเก่งกว่า :)
Reply