สนามของความเนิบช้า
หลายเดือนก่อน ผมคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่กำลังตัดสินใจต่อการย้ายงาน เนื่องจากสถานะของน้องคนนี้ยังเป็น ‘ลูกจ้าง’ ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุในองค์กรที่ขึ้นชื่อเรื่องความมั่นคง สวัสดิการดีไปจนถึงคนในครอบครัว แถมปริมาณงานน้อยกว่าปริมาณคน ทำให้การทำงานไม่หนักหนาสาหัสมากนัก จนบางวันแทบไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ ได้แต่เคาะคีย์บอร์ดและหาอะไรอย่างอื่นมาทำคั่นเวลา

ระยะเวลากว่า 3 ปี ที่วิถีทำงานของน้องคนนี้เป็นแบบนั้น ทำให้เขาชั่งใจว่าควรจะอยู่ต่อไปเพื่อลุ้นในการสอบเข้าบรรจุ หรือออกไปหาประสบการณ์ใหม่จากองค์กรอื่นๆ ตามที่เขาสนใจและอยากจะทำมันจริงๆ

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรับรู้ความรู้สึกกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงของรุ่นน้องคนนี้ น้องคงกลัวว่าออกไปแล้วจะไปพบเจออะไรที่หนักกว่าเดิม แย่กว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมกลัวแทนน้องเขาคือ กลัวน้องเขาเสียโอกาสในการได้ค้นหางานที่ใช่สำหรับตัวเขาเองและพลังแห่งความหนุ่มที่เต็มไปด้วยพลังงานอันล้นเหลือ

ความคิดเหล่านี้สะท้อนให้ผมรู้สึกได้ว่า คนหนุ่มที่เติบโตมาพร้อมกับความสะดวกสบายและเสพติดรสนิยมมากมายที่แวดล้อมอยู่ในชีวิตประจำวันอาจเป็นตัวกัดกร่อนความอดทน ความพยายาม และความกล้า ที่อาจทำให้ชีวิตเขาหยุดเดินเร็วกว่าวัยอันควร

โน้ต อุดม เคยใช้วิวาทะเสียดสีการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ภายใต้กรอบสโลว์ไลฟ์ ได้อย่างน่าสนใจ ประเด็นของเขาพยายามจะสื่อว่าช่วงวัยหนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยแรงกายที่เหลือเฟือควรจะใช้มันอย่างคุ้มค่า อย่าเพิ่งใช้ชีวิตเนิบช้าและติดสบายจนเกินไป มันควรออกไปลำบากเสียบ้าง!

ประเด็นนี้คงเป็นเรื่องของยุคสมัยและทัศนคติที่กล่อมเกลาผู้คนที่เกิดต่างยุคต่างสมัยให้ความคิดและการดำเนินชีวิตแตกต่างกันออกไป ทว่าสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยคือการใช้พลังงานหนุ่มสาวให้คุ้มค่า เหมือนอาชีพนักฟุตบอลที่มีช่วงเวลาที่จำกัดต่อการสร้างผลงานให้ถึงจุดพีคในช่วงชีวิตการค้าแข้ง การทำงานก็คงคล้ายกัน

ขณะเดียวกันความเนิบช้าก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่ได้ปฏิเสธต่อการนำมาใช้ในชีวิต เพราะบางครั้งความเนิบช้าก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสมดุลให้ชีวิตบางจังหวะ แต่หากเอยถึงภาพรวมในยุคนี้ ความเนิบช้าดูจะเป็นเทรนด์มากกว่าสไตล์การใช้ชีวิตที่คนเมืองอยากใช้จริงๆ นั่นเพราะเราอยู่ท่ามกลางความรวดเร็วภายใต้กรอบการแข่งขันมากมาย รวมทั้งอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากตะวันตกที่สะท้อนให้เห็นได้จากอาหารจำพวกฟาส์ตฟู้ดและเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อได้ทุกมุมโลก ความเนิบช้าจึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่คนยุคนี้โหยหา

ทว่าแท้จริงแล้วการใช้ชีวิตเนิบช้าไม่ใช่พฤติกรรมจิบกาแฟ ถ่ายภาพสไตล์มินิมอล ตามนิตยสารที่เราคุ้นตาเพียงอย่างเดียว หากแต่มันมีนัยยะและมีมิติทางความหมายที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้นภายใต้คำว่า ‘Slow Life’

S – Sustainable คือ การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

L – Local คือ การปรับเปลี่ยนชีวิตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เช่น ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น อุดหนุนสินค้าท้องถิ่น

O – Organic คือ เลือกใช้สินค้าที่ไม่มีสารเคมี ลดความเสี่ยงการเป็นโรคจากสารเคมีต่าง ๆ

W – Wholesome คือ การรักษาสุขภาพของตัวเอง

L – Learning คือ การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไม่อคติทำในสิ่งยังไม่เคยทดลอง

I – Inspiring คือ มีแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ตั้งเป้าหมายสิ่งที่จะต้องทำให้สำเร็จตามเป้าหมาย

F – Fun คือ ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน มีความสุขกับปัจจุบัน

E – Experience คือ การฝึกทักษะที่ตัวเองถนัดจนเชี่ยวชาญกลายเป็นประสบการณ์ที่สามารถบอกต่อได้

เมื่อเราเห็นมิติที่ลงลึกในวิถีของการใช้ชีวิตอันเนิบช้าแล้ว ผมเชื่อว่าเราคงมองมันด้วยสายตาที่ไม่เหมือนเดิม และเมื่อเรามองมันไม่เหมือนเดิม เราจะเห็นความหมายและโอกาสที่จะใช้คำเหล่านั้นมาสร้างสรรค์ชีวิตให้มีสไตล์ในฉบับตัวเองได้เช่นกัน

นาธาน วิลเลียม ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Kinfolk ที่โด่งดังในแง่มุมของการสะท้อนอารมณ์อันละมุนละไมของชีวิตที่เนิบช้าจากพอร์ตแลนด์ เพราะต้องการให้ผู้คนมองเห็นความงามของชีวิตที่อยู่รอบๆ ตัว

เริ่มจากนาธานกับแฟนสาวชอบจัดปาร์ตี้และทำอาหารร่วมกัน วิถีของทั้งสองได้ขยายออกไปยังกลุ่มเพื่อนๆ จนได้รับความสนใจและในที่สุดพวกเขาจึงนำความเนิบช้ามาสร้างเป็นสไตล์ของนิตยสารที่สามารถตอบความรู้สึกให้แก่คนทั้งโลกได้อย่างหมดจด จนกลายเป็นปรากฏการณ์ของสื่อสิ่งพิมพ์ที่สร้างกระแสให้คนทั่วโลกหันมาติดตามรูปแบบการนำเสนอทั้งเนื้อหาและองค์ประกอบศิลป์ที่ใช้สื่อสารต่อผู้อ่านที่ติดตามอยู่ทั่วโลก ไม่แปลกถ้าหากเราจะเห็นภาพสไตล์ Kinfolk ที่เน้นความน้อยชิ้นแต่ถูกจัดองค์ประกอบอย่างมีศิลปะซึ่งกลายเป็นสไตล์ที่นักถ่ายภาพนิยมใช้กันอยู่ช่วงหนึ่ง

ขณะเดียวกันความเนิบช้าก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับแฟชั่นเสื้อผ้าได้อย่างน่าประหลาดใจได้เช่นกัน

Soraya Darabi และ Maxine Bédat สองผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้า Zady ที่ใช้แนวคิด ‘Slow Fashion’ มาขับเคลื่อนวงการเสื้อผ้าอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Soraya Darabi กับ Maxine Bédat เริ่มผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าแบรนด์ Zady ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยมีหลักแนวคิดในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าแฟชั่นให้มีความสวย เท่ห์ เรียบง่าย และสามารถหยิบขึ้นมาใส่ได้ตามความชอบในสไตล์ของผู้ใส่มากกว่าที่จะตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไปทุกปี

สองสาวผู้ก่อตั้ง Zady ให้ความสำคัญต่อ ‘สไตล์’ มากกว่า ‘เทรนด์’ เพราะพวกเธอมองว่าสไตล์ของผู้สวมใส่นั้นยืนยาวกว่าเทรนด์ และหากมองลึกเข้าไปอีกจะพบว่าการลงทุนซื้อเสื้อผ้าบ่อยๆ นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมหาศาล ซึ่งเทรนด์แฟชั่นที่สวยงามต่างๆ ถือเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติโดยที่ผู้บริโภคคาดไม่ถึง อาทิ ปริมาณน้ำจำนวนมากที่ต้องใช้ในการผลิตตามโรงงานอุตสาหกรรม คาร์บอน และมลพิษสารเคมีอีกมากมายที่ต้องเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้า

จากตัวอย่างทั้งสองนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่าความเนิบช้าไม่ใช่ความขี้เกียจ ไม่ใช่แรงดึงดูดที่ทำให้ชีวิตช้าลง จนถูกการครหาว่าคือแนวทางการทำลายความอดทน ความพยายาม และความขยัน แต่มันกลับเป็นวิถีของคนที่เข้าใจแก่นของมันเท่านั้นที่จะคิดออกว่าควรจะหยิบวิถีแห่งความเนิบช้านี้มาใช้ต่อชีวิต ธุรกิจ หรือสไตล์ในการสร้างผลงานได้อย่างไร

ล่าสุดผมได้คุยกับรุ่นน้องของผมคนที่เขียนถึงในบรรทัดแรกอีกครั้ง ตอนนี้เขาได้ตัดสินใจย้ายออกจากที่ทำงานเก่าแล้ว ผมจึงตั้งคำถามแล้วชวนเขาคุยถึงเรื่องนี้ น้องเขาให้คำตอบได้อย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าที่ทำงานเก่าคือสถานที่เขาใฝ่ฝัน มันทั้งมั่นคงและปลอดภัย แต่สิ่งหนึ่งที่เขาประเมินแล้วว่ามันคงทำให้ชีวิตเขาย่ำแย่ลง นั่นคือ ความสามารถในการพัฒนาไม่ได้ดีขึ้นเลย เขาคิดว่าอายุยังน้อยและควรที่จะออกไปเติมประสบการณ์และความสามารถให้เก่งขึ้น

ผมพยักหน้ารับฟังความคิดของรุ่นน้องคนนี้ และเห็นด้วยกับความคิดของเขา

ความสดใหม่ของความคิดและพลังกำลังจากวัยหนุ่มอันล้นเหลือจะเป็นเชื้อเพลิงตั้งต้นที่ดี ดีกว่าการใช้ชีวิตที่จมอยู่กับความเฉื่อยชาและความเคยชินเดิมๆ หากเปรียบเป็นนักฟุตบอล มันคือโอกาสที่ดีที่จะลองย้ายสโมสรเพื่อโอกาสในการลงเล่นมากกว่าเดิม

บ่อยครั้งที่เรามักเห็นในโลกฟุตบอล นักเตะธรรมดาที่ถูกคนมองว่าไร้ประโยชน์แต่กลับกลายเป็นนักเตะที่เต็มไปด้วยความสามารถจนกลายเป็นที่ต้องการของหลายสโมสรในเวลาต่อมา อาจเกิดจากการเจอโค้ชที่ดีในการช่วยขัดเกลาความสามารถให้เฉิดฉายออกมาได้ในที่สุด

สุดท้ายนักเตะเหล่านั้นก็สามารถเติบโตไปเป็นโค้ชที่มากประสบการณ์ มากพอที่เขาจะหวนกลับไปรับใช้สโมสรที่เขารักและผูกพันตั้งแต่แรกพบซึ่งการเดินทางของชีวิตในการทำงานก็คงไม่แตกต่างต่างกับโลกฟุตบอลเช่นกัน

Cre Photo: https://www.pinterest.com/pin/254383078930078357/
SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments

imonkey7
4 years ago
ชอบครับ....
เอาสะอยากไปหาองค์กรณ์ใหม่ทำงานเลย55
Reply
Ohmsiri
4 years ago
ขอบคุณครับ :)
rainnycool
4 years ago
หรือว่าตอนนี้ชีวิตจะหยุดไปแล้ววว พละกำลังในวัย20ต้นๆ มันช่างสวนทางกับสิ่งที่เป็นอยู่เสียจริง #อืด
Reply
Ohmsiri
4 years ago
:)
Nym
3 years ago
เหมือนชีวิตตัวเองเมื่อ 4 ปีที่แล้วแบบนี้เลยค่ะ
Reply
Ohmsiri
3 years ago
:)