เก็บตกงานหนังสือฯ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
หลายคนที่ไปงานหนังสือฯ ที่ศูนย์สิริกิติ์
เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา 
คงต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า 
คนแน่นมาก คนเยอะสุดๆ
และเหมือนจะยิ่งเยอะขึ้นทุกปีๆ

หลายคนที่ไปงานหนังสือฯ 
บ่นว่าไม่มีเวลายืนดู ยืนอ่าน
หรือแม้กระทั่งพื้นที่ให้ยืน
ต้องไหลไปตามกระแสฝูงชน
(น่าเห็นใจมากๆ)

อย่างผม โชคดีที่ไปวันธรรมดาได้
เลยสามารถหลบผู้คนไปได้มากทีเดียว

สิ่งนึงที่สังเกตเห็นจากงานหนังสือ คือ 
ปริมาณหนังสือ ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
หน้าปกออกมาแทบไม่ซ้ำกันเลย 
แม้ว่าหลายเล่มเนื้อหาข้างในจะไม่ต่างกันมากก็ตาม 

แต่การที่มีหนังสือออกมาล้นตลาด
ก็ถือเป็นข้อดีของคนชอบอ่านเหมือนกันครับ
มีให้เลือกอ่านได้เยอะดี

พอได้เดินในงาน เห็นคนมาเดินกันเยอะ
มองในมุมนึง ก็รู้สึกดีใจ
ที่เห็นคนไทยอ่านหนังสือกันมากขึ้น 
อีกมุมนึง ก็รู้สึกทึ่ง ที่เห็น
คนทุกเพศ ทุกวัยมาเดินงานหนังสือ
กันอย่างไม่ขาดสาย

ถือเป็นการปลูกนิสัยรักการอ่านที่ดี
และเป็นการตอกย้ำว่าคนไทย 
"อ่านหนังสือปีละมากเกินกว่า 7 บรรทัด" จริงๆนะ



แม้ว่าคนจะแห่กันมางานหนังสือเยอะแค่ไหน
แต่อีกมุมนึง ที่หลายคนอาจมองข้าม คือ
การเข้ามามีบทบาทของ Social Media
เช่น Facebook / Youtube หรือแม้กระทั่ง
แหล่งรวมทุกสิ่งอย่างบนโลกอย่าง Google 
ที่ข้อมูล ความรู้ต่างๆ สามารถหาค้นหาได้ง่าย
อยากรู้อะไร อากู๋ตอบได้ แค่เสิชเอาก็เจอ

อยากหาข้อมูลทำรายงาน ก็เปิด Google
อยากฝึกภาษาอังกฤษ ก็เปิด Youtube
อยากอัพเดทข่าว ก็เพียงแค่เปิด Facebook

ซึ่งการมีอยู่ของช่องทางดังกล่าว
ก็ลดความสำคัญของหนังสือเล่มไปโดยปริยาย

พอได้คุยกับคนประจำที่บูธหลายแห่ง 
ก็บอกเสียงเดียวกันว่า ยอดขายหนังสือน้อยลง 
ได้กำไรน้อย แถมต้นทุนการผลิตก็สูง  

นี่จึงเป็นสาเหตุที่วงการหนังสือหรือสิ่งพิมพ์
เริ่มอยู่ยากขึ้น เพราะคนสมัยนี้
พึ่งพาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตมากกว่าหนังสือเล่ม

และมันทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจผมว่า

แล้วเราจะซื้อหนังสือไปทำไม
ในเมื่อข้อมูลที่อยากได้หลายอย่างนั้น
มันฟรี ไม่ต้องเสียเงินสักบาท  

น่าคิดเหมือนกันนะครับ

ถึงแม้ว่าจะเห็นคนไทยเดินงานหนังสือเยอะ 
ได้หนังสือหอบกลับไปหลายเล่ม
อาจจะด้วยความอยากอ่านหรือคิดไว้ก่อนว่าจะซื้อ
นอกเหนือจากนั้น ผมว่ามีเหตุผลอยู่ไม่กี่อย่าง

หลายคนซื้อเพราะอารมณ์พาไป
ประมาณว่า 'ถ้าฉันอ่านจบ ฉันเก่งขึ้นแน่"
หรือไม่ก็ "ซื้อตุนไว้ก่อน เดี๋ยวอ่านทีหลัง"
(สุดท้ายก็เอาไปดองไว้อย่างนั้น ฮาา)

หรือที่ซื้อเยอะเพราะว่ามันลดราคา
ยิ่งซื้อหลายเล่ม ยิ่งลด
เลยต้องซื้อกลับไปหลายๆเล่ม
มาทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม จริงมะ

ผมรับประกันได้เลยว่า 
ในช่วงปกติ นอกงานหนังสือฯ
มีน้อยคนที่เดินเข้าร้านหนังสือ 
แล้วตรงดิ่งไปหาเล่มที่อยากได้
ก่อนจ่ายเงินแบบไม่ลังเล 
โดยไม่กังวลเรื่องราคา
 
ยิ่งถ้าคนไม่ชอบอ่านหนังสือจริงๆ 
จะไม่เสียตังค์ให้เรื่องพวกนี้บ่อยๆแน่นอน

โลกในยุคข้อมูลข่าวสาร 
ยิ่งทำให้คนซื้อหนังสือเล่มน้อยลง
และหันมานิยมบริโภคข้อมูล
ในรูปแบบของ E-Book กันมากขึ้น
ซึ่งหลายสำนักพิมพ์ก็กำลังอยู่ในช่วง
ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนอ่านที่สุด

ยังไงก็ตาม ผมมองว่าหนังสือเล่ม
คงยังไม่ล่มสลายไปจากโลก (ในเร็วๆนี้)
เหมือนวีดีโอหรือกล้องฟิล์มหรอกครับ
เพราะคนส่วนใหญ่ยังติดอ่านหนังสือเล่ม
มากกว่า E-Book เพราะจับต้องได้มากกว่า
แต่ใครจะไปรู้...??

ไม่มีใครคาดการณ์อนาคตได้อย่างชัดเจน
เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงทุกวัน
เราจึงต้องปรับตัวให้ทัน

ทุกธุรกิจมี Life Cycle ของมัน
ถ้าไม่อยากตายจากไปก็ต้องรู้จักปรับเปลี่ยน
ทำอะไรที่แปลกใหม่อยู่เสมอ
#วงการหนังสือก็เช่นกัน
SHARE
Writer
thetouristdiary
Traveler
แบ่งปันประสบการณ์ การใช้ชีวิต แนวคิด ทัศนคติ ต่อสิ่งรอบตัวของผม วิศวกร ตากล้อง นักเดินทาง Personal Blog >> www.thetouristdiary.com

Comments

IndyPosts
4 years ago
ปีนี้ผมไม่ได้ไป ของเก่าที่ซื้อมาจากครั้งที่แล้วๆ มา ยังอยู่ครบ ขอเวลาอ่านให้หมดและค่อยไปซื้อเพิ่ม บางทีก็สงสัยนะว่าเขาซื้อไปอ่านหรือซื้อไปเก็บ และคำตอบที่ได้ส่วนมากคือ ซื้อไปเก็บแล้วค่อยอ่าน 555 
Reply
thetouristdiary
4 years ago
เมื่อก่อนผมก็เป็นเหมือนกันครับ ซื้อทิ้งไว้แล้วค่อยอ่าน (ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้อ่าน) หลังๆเลยคิดให้มากๆก่อนเสียตังค์ซื้อ
IndyPosts
4 years ago
ใช่ครับ มองไปก็สงสารหนังสือที่ถูกวางทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว สักวันจะต้องอ่านให้จบให้ได้เลยครับ ^^
Mediary
4 years ago
ส่วนตัว เราชอบหนังสือ มากกว่าอ่านในเครื่องมือสื่อสารต่างๆนานา เราว่า หนังสือ มันได้สัมผัสที่ดี สัมผัสที่ๆเราคุ้นเคย
Reply
thetouristdiary
4 years ago
เห็นด้วยนะครับ ผมว่าทุกวันนี้ เราอยู่กับโลกดิจิตอลมากไป อ่านบนจอซะเยอะ อยากให้มีพื้นที่สำหรับหนังสือเล่มบ้าง