งูงูปลาปลา - เมื่อภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือ วัดว่าใครพร้อมไปต่อใครพอแค่นี้
พักเรื่องความรักกันแปป มิรันดามีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องภาษาอังกฤษมาเล่าให้ฟังค่ะ คิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนได้ มิรันดาเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษค่ะ สอนมาได้หลายปีแล้ว เพราะตัวเองจบนานาชาติมา และระหว่างการทำอาชีพนี้ (เพื่อรอเปลี่ยนเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัว) ทำให้ตัวเองพบกับประสบการณ์มุมมองที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษกับความคิดของผู้คนได้ไม่น้อยเลยค่ะ

ท้าวความก่อน มิรันดาไม่ได้เป็นเด็กหัวนอก ไม่ใช่เด็กกรุงเทพ ไม่ใช่เด็กพ่อแม่มีสตางค์ คือเป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามาเผชิญชีวิตเพียงลำพังที่กรุงเทพ (ถ้ามีเพลงเปิดตามนี่น้ำตาไหลได้เลย) มิรันดาสอบเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ ซึ่งคณะนี้ดันเป็นนานาชาติ ซึ่งนั่นเลยกลายเป็นงานช้างสำหรับตัวมิรันดาเอง เพราะตัวเองจบโรงเรียนรัฐธรรมดา ก็ยอมรับว่ามีทักษะในเรื่องภาษามาเป็นทุนเดิมอยู่บ้าง ไม่ว่าจะไทยหรือ ENG แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้น Professional เจอฝรั่งนี่ยังติดสตั๊น พูดน้ำไหลไฟดับไม่ได้ ซึ่งนั่นเป็นหายนะค่ะ

การเรียนคณะสถาปัตย์ เราทำงานเป็นชิ้นงาน เป็นโปรเจ็ค มีโมเดล มี Mock Up มี Page Presentation เราต้องทำทุกๆอย่างให้พร้อมเพียงคนเดียวเพื่อ Present กับอาจารย์ที่เป็นชาวต่างชาติในทุกๆวิชา และใน 1 สัปดาห์ไม่ได้มีวิชาเดียวถูกมั้ยคะ ก็คูณไปค่ะ งานกี่ชิ้น โมเดล Mock Up กี่อัน Page Presentation กี่ใบ นั่งวาดใน Illustrator กันไปให้เสร็จ ปรินท์ให้เสร็จ Pin Up เตรียมพื้นที่พรีเซนต์ให้เสร็จให้ทัน การเรียนการสอนเราเป็นแบบนี้ และสำหรับคณะที่มหาวิทยาลัยของมิรันดานั้น ทุกอย่าง English Only...... ขุ่นพระ

ลองนึกภาพง่ายๆว่าเวลาคุณจะพรีเซนต์งานอะไรซักอย่าง คุณทำงานเป็นกลุ่ม อ่าห์.... เรานัดกันประชุมงาน เธอหาข้อมูลนะ เดี๋ยวฉันทำสไลด์ ส่วนนายเอาไปปรินท์เย็บเล่ม ส่วนหร่อนเป็นคนพรีเซนต์ ฉันจะพูดสวัสดีแนะนำตัว แล้วให้ไอ้นี่กดสไลด์ 

ทุกๆอย่างที่คุณรู้จักในการทำงานแบบนั้น มิรันดาต้องทำทั้งหมดนั้น ด้วยตัวคนเดียวให้เสร็จ 6 วิชาต่อสัปดาห์และทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษ โดยที่ตัวเองไม่มีพื้น...

โหดร้ายมาก ตุ๊ดตัวเล็กๆคนนึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ ตอนปีหนึ่งเกรดมิรันดาล้มไม่เป็นท่าเลยค่ะ 

อาจารย์ต่างชาติเค้าพูดเอาไว้ว่า เค้าจะไม่มีวันลดมาตรฐานตัวเองลงมาหาพวกคุณ หน้าที่ของพวกคุณคือทำยังไงก็ได้ ไม่ให้งานคุณ F

ด๊ายยยย..... 

เพราะงั้นมิรันดาเลยเริ่มพัฒนาตัวเองจากตรงนั้น มิรันดาปรึกษาเพื่อนๆ ว่าจะทำให้ตัวเองรอดไปได้ยังไง มิรันดาควรจะไปต่อ หรือควรจะพอแค่นี้ เพื่อนมิรันดาคนนี้ ก็พูดคำที่ทำให้มิรันดาจำมาใช้จนถึงทุกวันนี้เลยค่ะก็คือ

ถ้าหากแกทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ทำไม่ได้แน่ๆ จนผ่านมันไปได้แล้ว 
หลังจากนั้นก็จะไม่มีอะไรที่แกทำไม่ได้อีก

มิรันดาเริ่มพัฒนาตัวเองเรื่องภาษา มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะ "โง่ ENG" เราเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ประถม ถ้านับปีคือเป็น 10 ปีแล้ว คือถ้าเปรียบการไปอยู่เมืองนอกป่านนี้มีผัวฝรั่งไปหลายคนแล้วค่ะ เพราะงั้นการที่เรายังพูดไม่ได้ สื่อสารไม่ได้แสดงว่ามันมีอะไรผิดปกติ ถ้าความผิดปกตินั้นมันเกิดจากที่ระบบการศึกษาไทยมันหายนะ เราก็แก้อะไรไม่ได้นอกจากเราต้องซ่อมด้วยตัวเราเอง เพราะงั้นมิรันดาเลยเริ่มพัฒนาจากคนที่รู้แบบงูงูปลา จนรู้เทคนิคว่า เราจะซ่อมตัวเองยังไง จนมารู้ตัวอีกทีคือตอนที่อยู่ปีสี่ แล้วกำลังเถียงกับอาจารย์ Alvaro อย่างถึงเครื่องกับเรื่องแค่ว่าทำไมงานถึงต้องเป็นสีชมพู แล้วเถียงอาจารย์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด วินาทีนั้นเพื่อนมาจับไมค์เราลงตอนที่อยู่หน้าชั้นแล้วกระซิบว่า 

"มึงกำลังด่าอาจารย์อยู่"

จุดนั้นคือนิพพาน โอเคตุ๊ด แกมาถึงจุดที่เก่งภาษาอังกฤษแล้ว....

เพราะงั้นเมื่อเรียนจบ แล้วอยากเป็นนักเขียน ก็เลยแบ่งเวลาสำหรับงานสอนอังกฤษ เพราะคิดว่าตัวเองรู้แนวทางที่จะ "ซ่อม" พื้นฐานการสื่อสาร รู้ว่าแนวทางไหนใช่ไม่ใช่ และรู้ว่าแต่ละคนพื้นมันมาไม่เท่ากัน เพราะงั้นการจะซ่อม ก็ต้องไล่ไปทีละจุด

แต่... 
ถึงกระนั้น ตลอดเวลาที่เจอลูกศิษย์มาแต่ละคน มิรันดากลับเจอคนที่ไม่หนักแน่นเอาเลย

สำหรับมิรันดา ภาษาอังกฤษไม่เกี่ยวกับทักษะ รู้มากรู้น้อยมันปรับกันได้ แต่ที่มิรันดาต้องปรับกับยกขโยงใหญ่เลยคือ "ทัศนคติ" หลายๆคนมีทัศนคติที่แย่มากๆกับการมองภาษาอังกฤษ ทั้งๆที่การเติบโตหน้าที่การงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน ก็กำลังบีบให้เขาเหล่านั้นเผชิญหน้ากับมันอย่างเร่งรัดเข้าทุกที

ทุกวันนี้มิรันดาใช้ภาษาอังกฤษแทบจะเป็นภาษาราชการแล้ว อีเมล์ เอกสาร งานดีไซน์ทุกอย่างจะเป็นภาษาอังกฤษหมด ซึ่งลูกศิษย์หลายคนก็กำลังเผชิญสิ่งเหล่านั้นเช่นกันจึงมาเรียนกับมิรันดาหลายคน สิ่งสำคัญหลักใหญ่ที่ทำให้หลายๆคนพอแค่นี้ก็คือ

"มันยากเกินไป"

ซึ่งนั่นไม่จริงเลย เมื่อเทียบกับภาษาไทยแล้ว ตรรกะง่ายๆก็คือ เราไม่ได้พูดภาษาไทยได้เพราะเราเรียนภาษาไทยถูกมั้ย เราพูดมันได้ก่อนหน้านั้นมานานมาก ภาษาอังกฤษก็ใช้หลักการเดียวกัน เราแค่เริ่มต้นไม่ถูกจุด แล้วพอเราตั้งกำแพงความยากมันเข้าไปเรื่อยๆ อุปสรรคที่พวกเขามีเพิ่มขึ้นก็คือ "พวกเขากลัวมัน"

การเรียนภาษาอังกฤษ จริงๆแล้วมันไม่ใช่แค่การเรียนภาษา แต่มันคือการเพิ่ม Skills ให้กับตัวเราเอง ทำให้ตัวเราเอง Functional (อเนกประสงค์) มากขึ้น สมมติว่าคุณเป็นวิศวกร แล้วคุณจบออกมาพร้อมกับวิศวกรพร้อมกันอีก 5 คน ทุกๆอย่างรู้เหมือนกัน สถาบันเดียวกัน เกรดเฉลี่ยไล่เลี่ยกัน ทักษะพอพอกัน คำถามคือ ใครจะเป็นคนถูกเลือกเข้าทำงาน เค้าก็ต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ และภาษาก็มักจะเป็นองค์ประกอบนั้น 

ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเก๋าเกมส์ในสายอาชีพนั้นมากพอ คุณจงทำเงินจากสายอาชีพนั้น ไม่ต้องใส่ใจภาษาอังกฤษเลยก็ได้ เพราะในโลกนี้ยังมีอาชีพล่ามให้คุณได้เอารายได้ที่คุณหามานั้น ไปอุดช่องโหว่นั้น แต่ถ้าคุณไม่ได้เก๋าเกมส์ในสายอาชีพใดใดมากพอ คุณน่าจะทำให้ตัวเองอเนกประสงค์มากขึ้นนะ

นั่นแหละจุดที่ทำให้มิรันดามองออก ว่าใครเป็นคนประเภทอยากจะย่ำอยู่ใน Comfort Zone ของตัวเองต่อไป หรือใครพร้อมที่จะท้าทายตัวเองไปสู่สิ่งใหม่ เพราะมิรันดาจำตัวเองได้เลยว่าตอนที่เริ่ม "เปิดโลก" ตัวเองเป็นภาษาอังกฤษ มันทำให้มิรันดาเห็นโลกกว้างขึ้น เพิ่มโอกาสตัวเองมากขึ้น มันทำให้มิรันดาพร้อมที่จะไปต่อ เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเองผ่านโอกาสเหล่านั้น ไปสู่ความสำเร็จที่อยู่ขั้นกว่า

ถ้าพูดแบบนางงามก็คือ ... ขอบคุณภาษาอังกฤษที่ทำให้มิรันดามีวันนี้
และคำถามสำคัญที่มิรันดาถามลูกศิษย์อยู่เสมอก็คือ แล้วเมื่อไหร่คุณจะพร้อม?

 
มิรันดาเสียเวลาหลายๆคลาสไปกับการนั่งปรับทัศนคติ มากกว่าการสอนเนื้อหาซะอีก เพราะทัศนคติที่ดีเป็นตัวสร้างแรงบันดาลใจที่ดี คุณจะไม่มีทางเก่งการเขียนดีดีได้ ถ้าคุณไม่อ่านเยอะ คุณไม่มีทางเป็นนักดนตรีที่ดีได้ ถ้าคุณไม่ฟังเพลงเยอะ คุณไม่มีทางเป็นนักพูดที่ดีได้ถ้าไม่ดูตัวอย่างเยอะ แต่อะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้คุณยอมสละเวลาไปใส่ใจสิ่งเหล่านั้นล่ะ ถ้าไม่ใช่ทัศนคติและแรงบันดาลใจที่คุณต้องมีมันก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างได้ยากกว่าการจำคำศัพท์ 100 คำเสียอีก (บายเดอะเวย์ มิรันดาไม่เคยแนะนำให้ท่องศัพท์ในการเรียน การท่องศัพท์มันไม่ช่วยอะไรมิรันดาเลย และลูกศิษย์หลายคนก็เช่นกัน)

ตอนนี้เองมิรันดาได้มีโอกาสทำงานกับมูลนิธิแห่งหนึ่งในการทำหน้าที่เป็น Educator ให้กับชาวต่างชาติ ให้ตายเถอะ ภาษาอังกฤษอย่างเดียวก็ไม่พอแล้วค่ะ ที่มูลนิธิพูดอังกฤษกันเป็นภาษากลางแล้ว ภาษาไทยนี่คือเอาไว้กระซิบกระซาบเมาท์มอยกันลับๆ ส่วนภาษาที่พูดกันว่าเป็นภาษาต่างชาตินี่คือไปจีน รัสเซีย ญี่ปุ่นแล้ว อังกฤษคือไม่ถือเป็นภาษาต่างประเทศแล้ว ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่พีคมิรันดามาก ยังรู้สึกตัวเองเลยว่าต้องเพิ่มภาษาตัวเองแล้วไปต่อ 

มิรันดาเองยังอยากไปต่อแล้วค่ะ แล้วคุณล่ะคะ อยากไปต่อหรือยัง

ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้อยู่ที่คุณพร้อมจะเรียนความรู้ใหม่เพิ่มมั้ย
แต่มันอยู่ที่การเลือก เพราะถ้าคุณคิดว่าคุณพอแล้วมันก็ได้
คุณก็แค่ปล่อยให้มีคนเก่งอังกฤษก่อนคุณซักสองสามคนก่อนแล้วกัน

[เรื่องเล่าส่งท้าย] ปัจจุบันมิรันดายังคงสอนอังกฤษอย่างต่อเนื่องค่ะ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจแถมได้แลกเปลี่ยนความเห็นและมุมมองกับลูกศิษย์ด้วย เป็นประโยชน์ในการสร้างงานเขียนได้อีกต่างหาก เนื่องจากมิรันดาจะสอนตัวต่อตัวกับแบบกลุ่มย่อยไม่เกิน 5 คน ดังนั้นมันจะเป็นการสร้างประสบการณ์และมุมมองใหม่ๆให้กับมิรันดาเองด้วยเวลาได้พูดคุยกับพวกเค้า รวมถึงได้จี้ให้เค้าได้แน่ๆ จริงๆแล้วถ้าแฟนๆบทความของมิรันดาคนไหนสนใจอยากเรียนก็ Inbox มิรันดามาได้เลยนะคะ เดี๋ยวคิดราคาพิเศษให้กับนักอ่านจาก Storylog ด้วยเลยงี้.... งานขายของก็มา
SHARE
Writer
Miranda
Bitchy Writer
I'm a bitch. I'm a lover. I'm a child. I'm a mother. I'm a sinner. I'm a saint. I do not feel ashamed | นามปากกา "มิรันดา" ผู้ใช้ภาษาแปลกประหลาด ผิดจริตและดัดจริต | มุมมองชีวิต ความรัก สังคม วัฒนธรรม และการเมือง ที่เผ็ดแสบร้อนเหมือนตะกอนลาวา |

Comments

MissSincere
4 years ago
ชอบบทความของพี่มากๆเลยค่ะ สนใจเรียนภาษาด้วย ติดต่อยังไงดีคะ ^^
Reply
Miranda
4 years ago
Inbox เลยค่าาาาา
nat_busters
4 years ago
เป็นประโยชน์มากๆครับ
Reply
Miranda
4 years ago
ขอบคุณมากค่าาาา
Plyn
4 years ago
พี่เขียนดีมากเลยค่ะ ตอนนี้ก็กำลังประสบปัญหานั้นอยู่เลยเรียนภาคนานาชาติแต่ทักษะด้านภาษายังต๊อกต๋อยอยู่เลยฟังในห้องก็ยังไม่ค่อยออก การสื่อสารกับครูก็ง่อยมาก เคยคิดว่าจะอ่านหนังสือฝึกตัวเองให้เก่งขึ้นอ่านไปได้ซักพักก็พับลงเก็บและไม่อ่านอีกเลย // ขอโทษนะคะที่บ่นยาว 55
Reply
Miranda
4 years ago
ต้องแก้ปัญหาเลยค่ะน้อง อย่ารอ ยิ่งปล่อยเวลาไป มันคือการทดเวลาบาดเจ็บดีดีนี่เอง
buf
4 years ago
กำลังพัฒนาด้านนี้อยู่เหมือนกันครับ ตอนนี้ก็กดดันตัวเองทุกทางแล้ว ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน
หวังว่าในอนาคตมันจะดีขึ้น

ถ้าช้าไป ไม่ทันใจ อีกนิด ผมจะหาแฟนเป็นฝรั่งละครับ ฮา~~
Reply
platoosom
4 years ago
เข้ ... มีคำสวยๆที่ผมชอบอยู่เต็มไปหมด
Reply