[9 Hours Wanderlust ]  EP1 "หนีเที่ยว"

เช้าที่เร่งรีบผมขับรถออกจากบ้านเดินทางไปทำงานข้ามจังหวัด ความห่างไกลทำให้ผมต้องออกจากบ้านก่อนเวลาจริงเป็นชั่วโมง          เสียงเอะอะโวยวายของภรรยาตามหลังมา ความไม่พอใจ กระฟัดกระเฟียดของเธอทำผมหงุดหงิด กอรปกับปากพร่อยๆของผมที่รับปากพี่ที่รู้จักว่าจะไปรับส่งของให้ ทำให้เงื่อนเวลาบีบรัดมากขึ้น ความใจอ่อนที่รับปากกลายเป็นร้อนรนตามหน้าที่

          ผมขับรถผ่านถนนสายหลักข้ามจังหวัดเพื่อรีบเอาของไปส่งให้พี่ในห้างใกล้ที่ทำงานผมก่อน ความเร็วที่เครื่องบ่งชี้ที่เลขสามหลัก กลุ่มเมฆหมอกหนารออยู่ด้านหน้า สายฝนบางตาเริ่มหยอกเย้า ที่ปัดน้ำฝนเริ่มทำงานแสดงอาการส่ายซ้ายขวาดุจเปล่งวาจาปฏิเสธ หัวผมปั่นป่วนมวนบิด ความคิดหงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่บ้านยังไม่จางหาย สายตาสดับจับภาพสลับไปมาระหว่างเบื้องหน้าและภาพความคิด "แม่งเอ้ย!!!" ใส่เอฟเฟคแอคโค่ดังกังวาลไร้จุดสิ้นสุด 

          การปฏิเสธของที่ปัดน้ำฝนเริ่มมีผลกับคนขับ จิตใจเริ่มตอบรับอาการหวั่นไหว นึกถึงอภิสิทธิสวัดิการที่เราพึงมี ชั่งน้ำหนักในใจ 

         อะไรที่ทำให้เราเย็นลง? 

         การอยู่คนเดียวเพื่อวิเคราะห์และฟังเสียงของหัวใจอาจเป็นสิ่งที่เราต้องการ เหตุผลบ่งชี้ว่ามิควร แต่ความรู้สึกล้วนๆชี้นำ

           ผมหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องบางเรียกใช้คุณสมบัติตอบรับคำสั่งด้วยเสียง ต่อสายไปที่ทำงาน
           "วันนี้ผมลานะครับ ท้องเสียตั้งแต่เมื่อคืนผมไปไม่ไหว เดี๋ยวบ่ายๆจะไปหาหมอครับ"
            ปลายสายตอบรับพร้อมคำแสดงความห่วงใยให้ดูแลตนเองดีๆ ผมส่งเสียงรับคำและวางสายด้วยน้ำเสียงขอโทษ ความแคลงใจของผมคือเค้าจะเชื่อไหม๊ ปลายสายก็คงเช่นกันคงคิดว่าผมป่วยจริงไหม๊ แต่ท้ายสุดความเกรงใจและหลักการทำงานแบบอยู่ร่วมกันสอนที่พวกเราห่วงใยมากกว่าจะจับผิด หัวหนักอึ้งเริ่มผ่อนคลาย สิ่งที่อยากทำมากมายเริ่มพรั่งพรู สมาร์ทโฟนเครื่องเดิมทำหน้าที่เรียกไปที่หมาย

            "อีกครึ่งชั่วโมงผมเอาของไปให้นะครับ"
            ผมแจ้งเวลาภาระกิจที่ต้องทำอย่างเดียวตามคำรับปาก จากนั้นอีกเก้าชั่วโมงคือสิ่งที่ใจปราถนามานาน อิสระที่หอมหวาน ปราศจากการเร่งเร้ารับผิดชอบ ทั้งครอบครัวและการงาน คันเร่งที่เท้าถูกผ่อนตามหัวใจที่อ่อนลง รอยหยักสมองที่สั่งการให้ขมวดคิ้ว แปลเปลี่ยนเป็นรอยหยิกจากหัวใจมาทำหน้าที่แทน โลดแล่นฮัมเพลงอย่างรื่นรมณ์ สายตาผ่านท้องทุ่งนาที่ล้อลมเล่นเห็นเป็นคลื่นสีเขียวเข้ม ฝนเริ่มเม็ดหนาแต่ทว่าเบื้องหน้าฉายเป็นแสงสว่าง แหวกผ่านสีอึมครึมของของเมฆฝน ทอดลำเป็นสีทอง ส่งสัญญาณแจ้งว่าอีกไม่เกินสิบนาทีผมจะขับผ่านแนวฝนพ้นสู่แสงอำพันอันแสนอบอุ่น

           "โอ้ แดดออกเป็นใจ เหมาะเหม็งมากๆ ขอบคุณเทวดา"
            เสียงรำพันในหัวผมแสดงความยินดีกับผม 

            ก่อนถึงที่หมายผมผ่านปั๊มน้ำมันใหญ่เส้นบายพาส ลำคอแห้งแสดงความอยาก กาแฟเย็นเจ้าดังคงพอทำให้ร่างกายกระฉับเฉงเร่งร้อนได้ "โอเค" ที่หมายแรกหลังจากนี้ส่งของ คงต้องมาสถิตย์ร้านกาแฟ 

            เมื่อถึงที่ทำงานพี่ผมรี่ฝีเท้าเข้าหา ส่งของแล้วกลับตัวออกมาไม่พูดจามากนักเกรงว่าจะมีคนรู้จักทักทายให้เสียเรื่อง 
ตะบึงรถไปร้านกาแฟที่หมายตาไว้ พร้อมอุปกรณ์คู่กาย สมุดโน๊ต ปากกา นิยายแปลเล่มเขือง ถึงร้านผมเข้าไปสั่งอย่างเงอะงะเพราะใช่ว่าจะถนัดกินดื่มอย่างสโลว์ไลฟ์ที่แสนฮิต ได้เอสเพรสโซ่มาแก้วนึงสาเหตุคือมันอยู่เมนูแรกในป้าย
             ผมจ่ายเงินรับกาแฟเดินมานั่งโต๊ะหันหน้าออกถนน เริ่มอ่านนิยาย เคล้าเสียงเพลงช้าชินหู สไตล์ร้านกาแฟทั่วไป  

            หมดกาแฟไปค่อนแก้ว กับนิยายไปสี่สิบกว่าหน้า ผมเงยหน้าพักตาขึ้นมามองถนน สูดหายใจดมกลิ่นกาแฟ มีสิ่งมีชีวิตกระโดดหย่องๆออกจากพงหญ้าไปทางรถผมที่จอดอยู่ "คางคกสีชมพู" แปลกดีนะ ผมเพ่งมองแบบขำๆ เจ้าคางคกตัวนั้นก็ลับหายไปบริเวณท้ายรถผม ผมยิ้มนิดๆแล้วก้มอ่านนิยายต่อ

            "เออว่าแต่รถเราก็โสโครกใช่ย่อย เอาเข้าร้านล้างสะหน่อยวันนี้มีเวลาทั้งวัน" 
            ผมคุยกับจิตของผมเองที่มักออกมาอยู่เป็นเพื่อนผมเวลาผมอยู่คนเดียวเสมอ ผมจดเหตุการณ์ที่พบเจอในร้านกาแฟและพล๊อตเรื่องสั้นอีกนิดหน่อยลงบนไดอารี่เล่มเล็กๆของผมก่อนเก็บนิยาย ดูดกาแฟอีกเฮือกได้รสชาดจืดๆหอมๆของน้ำแข็งที่ละลาย ลุกขึ้นเดินออกจากร้านพร้อมเสียงขอบคุณแว่วตามหลังมา เปิดประตูรถขับออกไปเพื่อเอารถไปล้างตามที่ตั้งใจ

             ทุ่งนาฤดูนี้สวยงามมาก ลู่ลมไล่เป็นทิวเล่นระเริง ผมจำได้ว่ามีร้านรับล้างรถเจ้านึง อยู่นอกเมืองติดถนนริมทุ่งนา เอารถไปล้างที่นั่นดีกว่านอกจากจะได้ดูธรรมชาติเขียวชะอุ่มแล้วยังเป็นการหลบผู้คนที่ไม่ต้องการเจอได้อีกด้วย 

             "ล้างรถเสร็จจะไปไหนต่อนา?" จิต เพื่อนสนิทถามผมอีกครั้ง 
             "แล้วค่อยคิดละกัน"

            ถึงร้านที่รับล้างรถผมก็บรรจงขับเข้าจอด เจ้าของร้านวิ่งมารับอย่างเร็วรี่ คงเพราะฤดูฝนเช่นนี้น้อยคนนักที่จะมาใช้บริการ ถ้ารถผมไม่เข้าขั้นโสโครกผมก็คงยังไม่มาจัดการให้เสียเงินทองเช่นกันแต่อดสงสารมันไม่ได้

              "ล้างยางมะตอยด้วยไหม๊ครับ "
              "ยังครับ ล้างธรรมดาก็พอครับ"ผมตอบ

              "มันมีคราบยางมะตอยแบบนี้ทิ้งไว้นานมันติดฝั่งแน่นนะครับ" เจ้าของร้านตื้อต่อ
              "โถ่มันก็ต้องมีบ้างละครับพี่ ผมขับรถถนนยางมะตอยจะให้ติดเศษเพชรเศษพลอยก็คงแปลกละครับ"

              "หึ!!!" เจ้าของร้านขำเคล้าความเจ็บปวดจากคำตอบของผม

เป็นไปตามคาดบรรยากาศอร่อยตา ท้องทุ่งนาเขียวชะอุ่มชุ่มชื้น กลืนกินพื้นที่ไกลโพ้นลิบลับสลับทิวไม้ใหญ่ยื่นสง่า กลุ่มหมอกขาวบางตาปกคลุมไปทั่ว
มีแคร่น้อยพร้อมหลังคาหญ้าคาแห้งหลังเล็ก หมอนหนึ่งใบวางไว้เหมือนกับรู้แน่ๆว่ามีคนต้องการ ผมวางอุปกรณ์ต่างๆลงบนแคร่ จับนิยายขึ้นมาอีกครั้งดึงที่คั่นหนังสือออก พร้อมเริ่มอ่านต่อเนื่อง  
            

             "เฮ้ย!!!"
          
              .....  

              "เฮ้ย มึงอะ!!!" 


             "เฮ้ย!!! เรียกไม่ได้ยินหรือไง"  
             ผมตกใจหันซ้ายขวาค้นหาที่มาของเสียง

             "กูอยู่นี่!!!"
             ผมยังมองหาต่อ

             "กูอยู่นี่ก้มลงมา" 
             ผมก้มลงไปภาพที่เห็นยิ่งสร้างความไม่แน่ใจเข้าไปใหญ่ เจ้าคางคกสีชมพูอ้วนกลม มองหน้าผม 



             -ผมเพ่งมองอย่างสงสัยว่าใช่จริงเจ้าของเสียงไหม๊ ต่างคนต่างจ้องหน้ากัน- 


            "มึงจะจ้องหน้ากูอีกนานไหม๊!!!"



            "โป๊ะเช๊ะ!!!"


(To be continue)... 

ตอนที่สอง"คางคกสีชมพู"
 https://storylog.co/story/5629cf7a5159cda249cb6dc6
SHARE
Writer
imonkey7
ขี้เกียจ
มีเรื่องมากมายจะเขียนแต่ก็เขียนไม่เสร็จ Blog : https://imonkey.blog/ และ https://bookster.blog/

Comments

HYDRANGEA_M
4 years ago
ชอบจังเลย :D
Reply
imonkey7
4 years ago
ขอบคุณครับ
Mediary
4 years ago
คางคกกกกก มาทำไม? อิอิ
Reply
imonkey7
4 years ago
แล้วจะหลงรักคางคก
lalajinx
4 years ago
คางคกมีความรักสินะ ^-^

เดี๋ยวมาไล่อ่านของเก่า TT^TT
Reply
imonkey7
4 years ago
กลับมาโหวตก่อนเลย....
Silencewaltz
4 years ago
55555555555

ตอนแรกหนูเข้าใจว่าอ่านชีวิตจริงอาเฮียรองอยู่ .... จนมาเจอคางคกสีชมพูพูดได้นี่แหละ 55555
Reply
imonkey7
4 years ago
งานเขียน..มันอิงเรื่องจริงเสมอ
ไปไหนมา..,สงสัยตาแฉะแน่ไล่อ่านให้หมด
หายไปหลายวันเชียว
Silencewaltz
3 years ago
ไล่อ่านอยู่เป็นชั่วโมงๆ 555555 เก็บให้หมด !!
penguin_hsk
3 years ago
ตากำลังจะปิดเพราะเคลิ้มไปสายลมแสงแดดที่พี่พรรณนาเลย
มาสะดุดตรงคางคกพูดได้เนี่ยแหละ 555 #ผมนี่ตาโตเลยครัช
Reply
imonkey7
3 years ago
ตอนสองมาแล้วนะ  กลายจะหนักกว่าที่คิดไว้ตอนแรก
นี่สินะการเติบโตของเนื้อเรื่อง