เข้าออฟฟิศดี หรือไม่เข้าออฟฟิศดี ... นี่คือคำถาม

           เช้าวันนี้ก็เหมือนกับเช้าวันทำงานวันอื่นๆ ที่ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับทางเลือก 2 ทาง คือ 1. ไปนั่งทำงานที่ออฟฟิศ หรือ 2. นั่งทำงานอยู่ที่บ้านแล้วส่งอีเมลไปออฟฟิศ
           ถ้าเช้านี้มีฝนลงเม็ดเหมือนเมื่อตลอดหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา มันก็จะทำให้การตัดสินใจนี้ง่ายขึ้นหน่อย เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการติดแหง่กอยู่บนถนน 2-3 ชั่วโมงในเช้าวันฝนพรำนั้นมันช่างไร้สาระและไม่โปรดักทีฟ แต่พอตื่นมาเห็นท้องฟ้าปลอดโปร่ง สูดลมหนาวแรกของปีเข้าปอดแล้วรู้สึกว่าเช้านี้ผมตัดสินใจยากขึ้น
           พวกกองบรรณาธิการนิตยสารมักจะแอบใช้อภิสิทธิ์เล็กๆ แบบนี้ คือถ้ายังไม่ถึงวันจวนเจียนจะปิดเล่ม และไม่มีนัดประชุมหรือธุระอะไร เราเลือกได้ว่าจะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศ ตราบที่ยังเขียนต้นฉบับได้ดีและส่งงานได้ตามกำหนดเดดไลน์
           ระหว่างเวลากาแฟยามเช้าที่ยังตัดสินใจไม่ได้ ผมฆ่าเวลาด้วยการไล่เปิดดูคลิป TED Talk ของ แบร์รี่ ชวาร์ทซ์ มีคลิปหนึ่งซึ่งผมเขียนถึงไปแล้วในบล็อกเรื่อง The Lunchbox และมาวันนี้ก็เจออีกคลิปหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน คือ The paradox of choice มันอธิบายสภาวะภายในจิตใจของคนในยุคสมัยนี้ได้ดี
           มันคือยุคสมัยที่เศรษฐกิจและสังคมของเราเจริญรุดหน้าไปเต็มที่ จนเรามีสินค้าและบริการล้นเหลือ มีเทคโนโลยีล้ำสมัย มีความเป็นอยู่สุขสบาย ดังนั้น เราจึงเริ่มแสวงหาคุณค่าอื่นๆ ให้กับชีวิต ซึ่งก็คือเสรีภาพ และการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ต้องการ
           พวกเสรีนิยมมักจะบอกเราว่า ถ้าจะให้สังคมโดยรวมดีขึ้น เราก็ต้องให้ปัจเจกแต่ละคนมีเสรีภาพ เมื่อมีเสรีภาพ ปัจเจกจะตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และจะนำไปสู่ผลรวมที่ดีที่สุดทั้งสังคม
           แบร์รี่ ชวาร์ทซ์ ตั้งคำถามว่ามันจริงหรือเปล่า ?
           เสรีภาพและทางเลือกอย่างล้นเหลือ ปรากฏชัดอยู่ในเรื่องบริโภคนิยม ผมนึกถึงฉากหนึ่งในหนังเรื่อง You've Got Mail ทอม แฮงค์ พูดเสียดสีสังคมอเมริกัน และเสรีภาพในการเลือกที่ล้นเหลือจนไร้สาระ
           The whole purpose of places like Starbucks is for people with no decision-making ability whatsoever to make six decisions just to buy one cup of coffee. Short, tall, light, dark, caf, decaf, low-fat, non-fat, etc. So people who don't know what the hell they're doing or who on earth they are can, for only $2.95, get not just a cup of coffee but an absolutely defining sense of self: Tall. Decaf. Cappuccino.
           ผมก้มมองกาแฟในแก้วของตัวเองเช้านี้ มันเป็นการชงกาแฟยี่ห้อลาวาซซ่า 2 ชนิดรวมเข้าด้วยกัน ชนิดแรกเป็นแบบคั่วเข้มที่ช่วยกระตุ้นประสาทให้ตื่นในยามเช้า แต่ถ้าดื่มชนิดเดียวมันจะขมเข้มเกินไป อีกชนิดหนึ่งเป็นแบบคั่วอ่อนที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น ดื่มแล้วคล่องคอดี แต่ถ้าดื่มชนิดเดียวมันจะเปรี้ยวเกินไป ผมตัดสินใจอยู่นานกว่าจะทดลองชงทั้งสองชนิดรวมกัน แล้วพบว่ามันให้รสชาติมั่วซั่วไปหมด เสียดายกาแฟราคาแพง
           ไม่ว่าจะดื่มกาแฟชนิดไหนก็ไม่ถูกใจที่สุด แล้วพอเอามาชงรวมกันก็ยังเสียดายอีก นี่คือสิ่งที่เรียกว่า The paradox of choice มันเกิดขึ้นเมื่อในบ้านคุณมีกาแฟหลายชนิดเกินไป
           ระหว่างจิบกาแฟ เสียงเตือนจากสมาร์ทโฟนดังขึ้น บอกว่า บุ๊ย-มนตรี ส่งต้นฉบับชิ้นล่าสุดมาให้ผมทางอีเมล บุ๊ยเลือกที่จะเป็นฟรีแลนซ์และทำงานอยู่กับบ้านมานานหลายปีแล้ว บางทีการมีชีวิตแบบนี้อาจจะดี ตรงที่เขาไม่ต้องมาลังเลตัดสินใจทุกเช้า ว่าจะเข้าออฟฟิศหรือจะทำงานอยู่บ้าน
           เมื่อลองเปิดอ่านดู ก็แปลกใจที่เดือนนี้บุ๊ยเขียนบทความในประเด็นเดียวกันพอดี
           เขาเขียนถึงการสมัครใช้บริการคอนเทนต์ออนไลน์แบบบุฟเฟ่ต์อันลิมิต ไม่ว่าจะเป็นบริการเพลงในแอปเปิลมิวสิก บริการหนังสือและนิตยสารของคินเดินและอุ๊กบี้ รวมไปถึงบริการสตรีมมิ่งหนังของฮอลลีวู้ดเอชดี หลายเดือนที่ผ่านมา เขาสมัครมันซะครบเลย
           ในฐานะที่เป็นฟรีแลนซ์อยู่กับบ้าน คิดว่าตัวเองคงมีเวลาเหลือเฟือที่จะเสพคอนเทนต์แบบอันลิมิต แต่ในที่สุด เขากลับพบว่าแทบไม่มีเวลาเหลือพอที่จะเสพคอนเทนต์อะไรเลย เพราะหลังจากสมัครใช้บริการบุฟเฟ่ต์อันลิมิตเหล่านั้นไปแล้ว เขาใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการค้นหาและเลือกคอนเทนต์ที่ตนเองอยากเสพ พอค้นเจอก็กดเปิดเข้าไปดูสักพักเดียวก็รู้สึกเบื่อ แล้วก็กลับมาออกค้นหาคอนเทนต์อื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ
           ในยุคสมัยที่มีทางเลือกเยอะเกินไป ในที่สุดเราจะพบว่าตัวเองไม่พอใจกับทางเลือกใดๆ เลย เราจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกสิ่งที่เราเองก็ไม่แน่ใจว่ามันดีหรือไม่ แถมเมื่อเลือกแล้ว ก็จะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เราไม่ได้เลือกทางเลือกอื่น เราจะเสียดาย เสียใจ ลังเล สงสัย และไม่มีความสุขอย่างแท้จริงกับสิ่งที่เลือก
           นอกจากเรื่องบริโภคนิยม ผมคิดว่าเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้นำพาให้เราทุกคนมีไลฟ์สไตล์และเวิร์คสไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสุดขั้ว นับตั้งแต่ที่เรามีโน้ตบุค อินเทอร์เน็ต และเปเปอร์เลสออฟฟิศ เราค่อยๆ เฟดตัวออกจากออฟฟิศมากขึ้น นานขึ้น จนในที่สุดเรากลายเป็นเหมือนชนเผ่าเร่ร่อนแห่งยุคดิจิตอล และกลายเป็นฟรีแลนซ์เต็มรูปแบบ
           เพียงแค่เช้าวันนี้ที่ต้องตัดสินใจว่าจะเข้าออฟฟิศดีหรือไม่เข้าออฟฟิศดี ผมชักจะสงสัยว่าคนที่มีเสรีภาพและทางเลือกยิ่งกว่านี้ พวกเขาตัดสินใจเลือกเองได้ว่าจะทำอะไร เวลาไหน พวกเขาจะตัดสินใจยากแค่ไหน
           เสรีภาพกลายเป็นอุดมการณ์หลักของยุคสมัย มันแปรเปลี่ยนเป็นไลฟ์สไตล์และเวิร์คสไตล์ตามเทรนด์ของบรรดาหนังสือเบสต์เซลเลอร์ ประเภทที่แข่งกันสอนให้คนหนุ่มสาวยุคนี้มีเสรีภาพและตัดสินใจเลือกทางของตัวเอง
           คนหนุ่มสาวยุคนี้กำลังตกอยู่ท่ามกลางเสรีภาพและทางเลือกมากมายมหาศาล พวกเราใช้เวลาในตัดสินใจนานขึ้นกับทุกเรื่อง เราเหน็ดเหนื่อยกับการตัดสินใจเลือกเรื่องเล็กๆ แม้กระทั่งหนัง เพลง หนังสือ ที่มีมากมายอันลิมิต ไปจนถึงเรื่องใหญ่ในชีวิต อย่างการแต่งงานที่ช้าลง มีลูกกันช้าลง เราลังเลสงสัยกับอนาคต จะไปทางไหนดี
           "ลาออกซะถ้าอยากจะรวย" หรือว่า "ไม่ต้องลาออกก็รวยได้" ตกลงว่าจะเลือกซื้อเล่มไหนกันแน่? หนังสือพวกนี้ขายดี ติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ เพราะมันเล่นกับสภาวะภายในจิตใจของคนในยุคสมัยนี้ ที่มีเสรีภาพมากเกินไป จนต้องตกอยู่ในช่วงกึ่งกลางของการตัดสินใจที่ยาวนานผิดปกติ
           ความโหดร้ายของเสรีภาพ คือมันจะโยนความรับผิดชอบกลับมาที่ตัวเรา เมื่อเลือกไปแล้ว เราต้องยอมรับผลของมันด้วยตัวเอง จะไปโทษใครอื่นไม่ได้ ไม่มีนักเขียนแห่งเสรีภาพคนไหนมาร่วมรับรู้ด้วย แถมไม่มีเผด็จการหรือเจ้านายมาเป็นกระสอบทรายให้เราต่อยเตะอีกต่อไป
           ผมนึกย้อนไปถึงไลฟ์สไตล์และเวิร์คสไตล์ของคนรุ่นก่อนๆ อย่างพ่อของตัวเอง เขาเคยเล่าถึงชีวิตการทำงานตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงวัยเกษียณ ว่าเขาทำงานทุกวันไม่เคยมีวันหยุด งานของเขาคือกิจการขายส่งเส้นก๋วยเตี๋ยวและวัตถุดิบการปรุง เขาขนก๋วยเตี๋ยวขึ้นรถจักรยานแล้วถีบไปส่งตามร้านอาหารในละแวกบ้านเราทุกเช้า โดยไม่เคยตั้งคำถาม
           ความยากจนทำให้เขาไม่สามารถตั้งคำถาม และความยากจนทำให้เขาไม่มีเสรีภาพในการเลือก แต่ในสภาพชีวิตความเป็นอยู่อย่างนั้น เขามีความสุขได้ เขาเคยบอกลูกๆ ว่าเขาขี่จักรยานออกจากบ้านไปพร้อมเส้นก๋วยเตี๋ยวเต็มกระบะหลัง ด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจเมื่อนึกถึงหน้าลูกๆ ที่ได้เรียนโรงเรียนดีๆ
           ในขณะที่บทความของ บุ๊ย มนตรี เล่าถึงวันที่เขากำเงินไปเดินหาซื้อแผ่นซีดีเพลงที่หายากมาได้แผ่นหนึ่ง รีบกลับมาถึงบ้านแล้วเปิดฟังอย่างมีความสุข ตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้าย
การมีเสรีภาพและทางเลือกมากๆ ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นจริงหรือ?
           ผมหมดเวลาตลอดวันไปกับการตัดสินใจว่าจะเข้าออฟฟิศดี หรือไม่เข้าออฟฟิศดี ถ้าเข้าออฟฟิศไปตั้งแต่แรก ป่านนี้ทำงานต่างๆ เสร็จและได้ออกไปเดินเที่ยวเล่นไหนต่อไหนแล้ว หรือถ้าหยิบโน้ตบุคขึ้นมานั่งทำงานที่บ้านตั้งแต่แรก ป่านนี้อิดิตต้นฉบับของบุ๊ย มนตรี เสร็จ ส่งอีเมลแล้วก็จะได้นอนดูดีวีดีสักเรื่อง
           ว่าแต่เราจะไปเดินเที่ยวที่ไหนดี เราจะดูดีวีดีเรื่องไหนดี ทางเลือกเรามีอยู่มากเกินไป แถมเวลาที่มีเหลืออยู่ก็น้อยเกินไป นี่ก็ตกเย็นเข้าไปแล้ว ใกล้เวลาเข้านอน เพื่อที่พรุ่งนี้เช้าตื่นขึ้นมา เราก็จะได้ย้อนกลับมาตัดสินใจเรื่องเดิมๆ เลือกระหว่างกาแฟคั่วเข้มกับคั่วอ่อน และเลือกว่าจะเข้าออฟฟิศดี หรือไม่เข้าออฟฟิศดี



เครดิตรูปภาพจากเว็บ http://www.singlemomsmiling.com
ดูคลิป TED Talk ของแบร์รี่ ชวาร์ทซ์ ได้ที่ http://www.ted.com/talks/barry_schwartz_on_the_paradox_of_choice

SHARE
Writer
Wutthichai_K
Writer, Editor
นักเขียน บรรณาธิการนิตยสาร สนใจเทคโนโลยี โซเชียลมีเดีย สื่อใหม่ วัฒนธรรมร่วมสมัย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม

Comments

phanuphan
3 years ago
เย็นนี้เลิกงานแล้วไปไหนดี ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันครับ
Reply
blue_cat
3 years ago
ช่วงนี้ชอบสั่งหนังสืออนไลน์ค่ะ ซื้อหนังสือมาเยอะๆมากๆแล้วก็ไม่อ่านสักทีกองท่วมมาก ไม่เหมือนแต่ก่อนเข้าเมืองทีเลือกมาเดือนะ 2-3 เล่มอ่านจบทุกเดือนเลย ตอนนี้เดือนละเล่มก็ยากแล้วค่ะ 55+ 

Reply
v_tno
3 years ago
ผมไม่เห็นด้วยเลยกับข้อความที่ว่า "ใช้เวลาเลือกจนไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง แล้วก็คิดเสียดายโน่นนี่ทีหลัง" ถ้าเกิดวางแผนไว้ตั้งแต่เช้าว่า "วันนี้เราจะทำอะไรบ้าง" ผมคิดว่าพี่ก็ได้ทำอะไรซักอย่าง แทนที่จะต้องมานั่งเสียเวลาเลือกทั้งวันว่าจะเข้าหรือไม่เข้าออฟฟิศดีแล้วล่ะครับ

แต่ผมเห็นด้วยกับเรื่อง online content ที่มีทางเลือกมากนะ บางทีก็เสียเวลาเลือกมากกว่าเวลาใช้เสพย์จริงๆนั่นแหละ

ผมว่าถ้าจะเขียนอะไรแนวนร้น่าจะแนะนำทางออกด้วยก็ดีนะครับ แบบนี้เหมือนบ่นปัญหาให้ฟังเฉยๆ ถึงคนอ่านจะได้คิดตามแต่ก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่
Reply
Artadom
2 years ago
สุดยอดดดดด ยามที่ผมมึนงงกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน บทความข้อเขียนของคุณช่วยผมไว้ได้เสมอ ขอบคุณนะคุนนักเขียน
Reply
newzzzy
1 year ago
อ่อออออ เป็นแบบนี้เหมือนกันเลยค่ะ 555 ปวดหัวเพราะทางเลือก..ทุกวันเลยค่ะ จะขับรถ หรือจะใช้ bts จะเดิน หรือจะขึ้นมอร์ไซค์ ...คิดวนๆไปมาทุกเช้า 555 ขอบคุณนะคะ
Reply