Social Constructionism วัฒนธรรมการข่มขืน และสิ่งเล็กๆที่เราทำได้
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกบนบล็อกส่วนตัวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2557 ภายหลังจากมีกระแสต่อต้านการแสดงฉากข่มขืนในละครทีวี การแผยแพร่ในที่นี้ถูกปรับปรุงการใช้คำและเนื้อหาบางส่วนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น



Social Constructionism
Social Constructionism เป็นทฤษฎีว่าด้วยความรู้ในสังคมที่เชื่อว่าโครงสร้างของสังคมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากพฤติกรรมของคนในสังคม โดยที่ไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่า "ความจริงสัมบูรณ์" อยู่ตามธรรมชาติ ถ้าจะพูดง่ายๆก็คือถ้าคนในสังคมเชื่ออะไร คิดอะไร ทำอะไร สังคมมันก็ออกมาเป็นแบบนั้นแหละ และความจริงที่มนุษย์รับรู้ก็จะถูกกรองผ่านมุมมองทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้จะต่างจากแนวคิดอื่นๆบางแนวคิดที่เชื่อว่ามีชุดของศีลธรรมหรือความเชื่อบางอย่างที่ฝังอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกันไม่ว่าจะอยู่ในสังคมแบบไหน

โดยส่วนตัวเชื่อในทฤษฎีนี้ด้วยเหตุผลสำคัญสองข้อ

1. มันสามารถอธิบายได้ว่าทำไมสังคมหลายๆที่บนโลกถึงแตกต่างกันได้อย่างมากมาย เพราะถ้าเราเชื่อว่ามี "กฎ" อะไรบางอย่างที่ถูกฝังมาในตัวมนุษย์ทุกๆคนเหมือนกัน สังคมต่างๆก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกันกว่านี้

2. ข้อนี้สำคัญมาก นั่นคือมันมีคำตอบให้กับเราว่าหากเรามีความต้องการจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม เราจะทำได้อย่างไร



วัฒนธรรมการข่มขืน (Rape Culture)
วัฒนธรรมการข่มขืนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การที่ผู้ชายบางคนลงมือข่มขืนผู้หญิง แต่หมายถึงปรากฎการณ์ทางสังคมในวงกว้างกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการที่สังคมยอมรับโดยกลายๆว่าผู้ชายแซวและแทะโลมผูัหญิงได้ หรือยอมรับโดยกลายๆว่าวิธีป้องกันการข่มขืนคือการที่ผู้หญิงต้องระวังตัวเอง แต่ไม่ให้น้ำหนักกับความพยายามในการทำอะไรเพื่อลดโอกาสในการที่ผู้ชายจะลงมือข่มขืน และก็รวมถึงการแสดงฉากข่มขืนในละครหลังข่าวเหมือนกับเป็นเรื่องปกติ มิหนำซ้ำยังให้นางเอกยกโทษให้พระเอกแล้วกลับมารักกันซะอีก หรือการพูดว่า "แต่งตัวแบบนี้ก็สมควรโดนข่มขืนแล้ว" ซึ่งเป็นการโยนความผิดไปที่เหยื่อ

โครงสร้างของสังคมก็ถูกสร้างขึ้นผ่านสิ่งเล็กๆเหล่านี้แหละที่ค่อยๆรวมกันขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมของสังคม ทุกครั้งที่สื่อพาดหัวข่าวว่าในแง่ว่าผู้หญิงถูกข่มขืนเพราะไปเที่ยวกลางคืนแล้วดื่มเหล้าเมา มันก็วนกลับไปยืนยันความเชื่อว่าผู้หญิงไปทำตัวแบบนั้นก็สมควรโดนแล้ว และดึงความสนใจไปจากเรื่องความผิดของผู้ข่มขืนและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการข่มขืน ทุกครั้งที่กลุ่มผู้ชายแซวหรือพูดจาแทะโลมผู้หญิงแล้วไม่มีใครว่าอะไร มันก็วนกลับไปสร้างความเชื่อว่าผู้ชายมีอภิสิทธิ์เหนือผู้หญิง ทุกครั้งที่กลุ่มเพื่อนเอาเรื่องที่ตัวเองประสบความสำเร็จในการจีบสาวจนได้มีเซ็กส์ด้วยมาเล่าให้กันฟังอย่างภาคภูมิใจ มันก็วนกลับไปยืนยันความเชื่อว่าการที่ผู้หญิงเป็นเหมือนของเล่นทางเพศของผู้ชายคือสิ่งที่ถูกต้อง

social constructionism นั้นเชื่อว่าพฤติกรรมความเชื่อใดที่ได้รับการตอกย้ำซ้ำเข้าไปเรื่อยๆก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ และพฤติกรรมความเชื่อใดที่ผู้คนละเลยไม่ให้ความสนใจก็จะค่อยๆเลือนหายไปจากวัฒนธรรมของสังคมนั้น



สิ่งเล็กๆที่เราทำได้
เคยสังเกตไหมว่าบางครั้งเราเจอกับเหตุการณ์ที่เราเชื่อว่ามันไม่ถูกต้อง แต่เราเลือกที่จะวางเฉย หรือร่วมกันมันไปด้วยในบางครั้ง นี่เป็นตัวอย่างของการที่วัฒนธรรมในสังคมมีอำนาจเหนือเรา แม้ว่าเราจะรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ในบางระดับเราเองก็ยอมรับอยู่ในใจว่านี่คือแนวทางที่สังคมเชื่อ เราจึงไม่ขัดขืนมัน

แต่ social constructionism บอกว่าปรากฎการณ์ในสังคมเป็น positive feedback loop และจะไม่เปลี่ยนแปลงเป็น negative feedback loop จนกว่าผลจะลุกลามใหญ่โตเกินควบคุมหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เช่นหากสังคมเชื่อว่าคนจนไม่สมควรได้รับโอกาส คนรวยก็จะเอารัดเอาเปรียบคนจนมากขึ้น คนจนก็จะไม่มีสิทธิไม่มีเสียงและไม่มีอำนาจในสังคม ซึ่งจะยิ่งทำให้คนรวยเชื่อมากขึ้นไปอีกว่าคนจนไม่สมควรได้รับโอกาส ซึ่งก็จะทำให้คนรวยเอารัดเอาเปรียบคนจนมากขึ้นไปอีก เกิดเป็นวงจรไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนจนไม่มีที่ยืนในสังคมแล้วก่อการจลาจลขึ้นหรือจนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่นั่นแหละวงจรนี้ถึงจะหยุด

ดังนั้นถ้าจะหยุด positive feedback loop ในสังคมแล้วเราก็ต้องติดเบรคให้มัน และเนื่องจากวัฒนธรรมทางสังคมก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยพฤติกรรมความเชื่อของผู้คน มันก็ถูกหยุดได้ด้วยพฤติกรรมความเชื่อของผู้คนเหมือนกัน เราเองนี่แหละทำได้ ด้วยตัวเราเอง

ถ้าเพื่อนมาแสดงความเห็นในเรื่องที่เราคิดว่าไม่สมควร ให้บอกว่าในความเห็นของเราแล้วเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควร

ถ้าเจอข่าวที่เขียนในรูปแบบที่เราเชื่อว่าไม่สมควร ก็ไม่ต้องเอาไปเผยแพร่ต่อ

ถ้าเจอพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสื่อ ก็ให้แสดงความเห็นไปเลยว่าสิ่งนี้ไม่ถูกต้อง

เมื่อความเห็นในทางตรงข้ามมีมากเพียงพอ positive feedback loop ก็จะพลิกกลับข้าง เมื่อนั้นสังคมก็จะดำเนินไปในอีกทิศทางหนึ่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในสังคมไทยก็คือเรื่องการสูบบุหรี่ที่เปลี่ยนจากที่การสูบบุหรี่เคยเอาไว้ใช้อวดกันได้มาจนกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ บางเรื่องอาจจะใช้เวลาไม่นาน แต่บางเรื่องก็อาจต้องใช้เวลานาน ทว่าสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ทุกการกระทำของเรามีความหมายเสมอ ไม่ว่ามันจะดูเล็กน้อยเพียงใด 

แน่นอนว่าพฤติกรรมเหล่านี้อาจสร้างความขัดแย้งในระดับบุคคลได้ ดังนั้นจึงต้องทำด้วยความสุภาพเสมอ และต้องมีความระมัดระวังในการที่จะทำโดยไม่ให้เกิดความแตกแยก แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็เลือกได้ที่จะไม่ร่วมด้วยไปกับมัน เรามีสิทธิที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมกับพฤติกรรมที่เราไม่ชอบเสมอ และวัฒนธรรมในสังคมจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ตัวเราทุกคน
SHARE
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

imonkey7
3 years ago
วัฒนธรรมบางอย่าง มันฝั่งรากลึกจนกลายเป็นอวัยวะของสมองไปละ.....
Reply
Silencewaltz
3 years ago
อืมมมม ร่วมด้วยช่วยกันคนละเล็กละน้อย :D
Reply
PrimaDonna
2 years ago
เห็นด้วยค่ะ เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนรอบตัว เช่นเพื่อนผู้ชายแสดงความคิดเห็นที่ sexist ก็ควรพูดออกมาว่าไม่เหมาะสม  แล้วก็ไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่ผู้ชาย/เพศอื่นๆ ก็ควรออกมาพูดเช่นกันค่ะ 
Reply