บุญคุณนิยม กับ การสร้างทักษิณขึ้นมาอีกคน
ดราม่าที่กำลังฮอตอยู่ในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม?” จากงานฟุตบอลประเพณี ซึ่งสาเหตุของคำถามว่าทหารมีไว้ทำไมนั้น ก็คงจะมาจากการที่รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันนั้นเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ได้มีความรู้พื้นฐานในการบริหารงานของพลเรือนที่ต้องการคนมีประสบการณ์ในด้านต่างๆ ถูกมาตราการกดดันต่างๆจากต่างประเทศ และรวมถึงผลกระทบของเศรษฐกิจโลก การที่ประเทศเอาคนที่มีเพียงความรู้ด้านการทหารไปทำงานด้านพลเรือนจึงดูเหมือนเป็นการใช้คนไม่ถูกกับงานเสียเท่าไรนัก



แน่นอนว่านักศึกษาก็ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลามทั้งจากฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้ตอบคำถามทหารมีไว้ทำไม? ว่า “ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ” “ทหารมีไว้ปกป้องพวกปากพล่อยๆ” “ทหารมีไว้รักษาแผ่นดินไทย” “ทหารมีไว้รบกับโจรใต้” ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีคำตอบใดเลยที่บอกว่า “ทหารมีไว้บริหารประเทศ” บางคำตอบถึงขั้นการเป็นการทวงบุญคุณ ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากว่า ฝ่ายที่สนับสนุนทหารกำลังหมายถึง “เพราะว่า (พล)ทหาร(ชั้นผู้น้อย)ปกป้องรักษาชายแดน ดังนั้น(นาย)ทหาร(ที่อยู่ในเมืองหลวง)จึงมีบุญคุณและสมควรได้บริหารประเทศ” 



ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็คงคิดเหมือนผมว่าแนวความคิดแบบนี้มันคล้ายๆกับแนวความคิดทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง นั่นก็คือกลุ่มคนเสื้อแดงนั่นเอง ผมขอเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า “บุญคุณนิยม คือ การมองว่าประชาชนเป็นหนี้บุญคุณกลุ่มการเมืองหรือหน่วยงานหนึ่ง ดังนั้น กลุ่มการเมืองหรือหน่วยงานนั้นสามารถทำอะไรก็ได้ สามารถทวงบุญคุณได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ประชาชนต้องตอบแทนไม่จบไม่สิ้น ต้องมอบอำนาจให้หน่วยงานเหล่านั้นอย่างไม่มีความข้องใจหรือสงสัย และประชาชนต้องออกมาปกป้องกลุ่มการเมืองเหล่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ถูกประชาชนกลุ่มอื่นๆวิพากษ์วิจารณ์”



การตั้งคำถามถึงความสามารถของนายกหรือรัฐมนตรีต่างๆเป็นเรื่องที่ปกติและธรรมดาที่ทุกๆรัฐบาลในอดีตจะต้องถูกตั้งคำถาม เพราะนั่นก็คือส่วนหนึ่งของระบบตรวจสอบถ่วงดุลของประชาชนต่อผู้กุมอำนาจรัฐ แต่ในช่วงไม่กี่ปีของการเมืองไทยมานี้ มีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจมากนั่นก็คือ การที่ประชาชนต้องออกมาปกป้องนักการเมือง บ้างเถียงแทน บ้างก็ทวงบุญคุณ วิธีคิดแบบนี้มีชัดเจนครั้งแรกในกลุ่มคนรักทักษิณหรือกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อใดก็ตามที่ทักษิณถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการคอรัปชั่น ก็จะต้องมีคนเสื้อแดงออกมาปกป้อง วาทกรรมหนึ่งที่คนเสื้อแดงมักใช้กันคือ “โกงได้ ถ้าทำให้ประเทศเจริญ” และท่าทีของคนเสื้อแดงที่มักจะวางเฉยกับการกระทำผิดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เช่น กรณี พรบ. นิรโทษกรรม 



ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนความคิดเดียวคือ คนเสื้อแดงมองว่าตนเป็นหนี้บุญคุณทักษิณเพราะว่าทักษิณทำประโยชน์ให้ประเทศ ดังนั้นคนเสื้อแดงจึงต้องปกป้องทักษิณ ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงนั้น ทักษิณเป็นเพียงแค่ผู้เอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ดำเนินนโยบายก็ตาม และทักษิณก็ได้รับการตอบแทนเป็นเงินเดือนและการเติบโตของบริษัท หากมีบุญคุณใดๆที่ทักษิณทำให้จริงก็ถือว่าประเทศได้ตอบแทนไปในเรื่องรายได้แล้ว ไม่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องเป็นหนี้บุญคุณ นอกจากนี้ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทักษิณไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับตัวทักษิณเท่านั้น แต่แนวคิดบุญคุณนิยมยังแผ่ไปยังคนอื่นๆในพรรคเพื่อไทยด้วย เช่น ยิ่งลักษณ์ที่ซึ่งไม่ได้เป็นคนคิดนโยบายเองทั้งหมดแน่นอน แต่กลับได้รับความนิยมเทียมเท่าทักษิณ รวมถึงนักการเมืองคนอื่นๆของพรรคเพื่อไทยด้วย เมื่อใดก็ตามที่นักการเหล่านั้นทำผิด คนเสื้อแดงก็จะทำเป็นมองไม่เห็น ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ บ้างครั้งถึงขั้นออกมาตอบโต้แทน ทั้งๆที่นักการเมืองเหล่านั้นก็ไม่ใช่ตัวทักษิณเอง แต่คนเสื้อแดงก็ต้องรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ ต้องตอบแทน และต้องปกป้อง



แนวคิดบุญคุณนิยมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแต่กับรัฐบาลเพื่อไทยเท่านั้น มันดันเกิดขึ้นกับกองทัพด้วย ประชาชนกลุ่มที่สนับสนุนทหารทำสิ่งเดียวกันกับที่เสื้อแดงทำ นั่นก็คือ สนับสนุนทหารให้มีอำนาจเพราะประชาชนเป็นหนี้บุญคุณทหาร เพราะทหารทำหน้าที่ป้องกันประเทศและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ดังนั้นทหารจึงสมควรได้บริหารประเทศ ไม่มีการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ หรือสงสัยในการใช้อำนาจ กลายเป็นองค์กรที่จะทำอะไรก็ได้ จะออกกฎหมายอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่มี(พล)ทหาร(ที่ชายแดน)ปกป้องประเทศอยู่ (นาย)ทหาร(ในเมืองหลวง)จะสามารถทำอะไรกับประเทศก็ได้ วิธีคิดนี้เหมือนกับพรรคเพื่อไทยมากๆในช่วงที่ออก พรบ นิรโทษกรรมซึ่งขัดต่อหลักประชาธิปไตย 



เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลทหารทำผิด ก็จะมีการทวงบุญคุณประชาชนกลุ่มอื่น ถึงแม้ว่าบุญคุณเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากทหารที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีก็ตาม รวมถึงต้องออกมาปกป้อง ไม่ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนกลุ่มอื่นๆ กองทัพกลายเป็นองค์กรที่แตะต้องไม่ได้เช่นเดียวกับ พรรคเพื่อไทย

มีหลายๆคอมเม้นในโซเชียลเน็ตเวริก ที่อ้างตัวว่าเป็นพลทหาร หรือ มีญาติเป็นทหาร พวกเขาแสดงความคิดเห็นว่า เขาไม่ได้มองว่าประชาชนเป็นหนี้บุญคุณพวกเขา เพราะพวกเขาต่างก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยงและสวัสดิการแล้ว เขามองว่าการปกป้องชายแดนและการช่วยเหลือภัยพิบัติเป็นหน้าที่ ไม่ได้เป็นบุญคุณ และเขาก็ไม่ได้มองว่ามีแต่พวกเขาที่ปกป้องประเทศ เพราะประชาชนเองต่างก็ปกป้องประเทศทางอ้อมด้วยการทำงานเสียภาษีมาซื้ออาวุธและชุดเกราะให้ทหารเอาไปฝึกเพื่อปกป้องประชาชน รวมถึงยุทโธปกรณ์ต่างๆก็มาจากเงินภาษีประชาชน เช่น รถบรรทุกทหาร งบประมาณช่วยน้ำท่วม เป็นต้น และประชาชนยังเสียสละเงินทองเพื่อเป็นสวัสดิการให้ครอบครัวทหารด้วย ดังนั้นจึงไม่มีใครเป็นบุญคุณใคร ทุกคนต่างก็ช่วยกันปกป้องประเทศ และดูแลประเทศนี้ตามหน้าที่ของตน 



ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่า ทำไมมวลชนที่สนับสนุนกลุ่มการเมืองซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้ลงมือทำ ถึงได้อ้างบุญคุณของคนที่ลงมือทำ ทำไมประชาชนเหล่านั้นถึงต้องรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณนักการเมืองหรือทหาร และปล่อยให้นักการเมืองเรียกร้องผลประโยชน์ได้ไม่จำกัด 



ปฏิเสธไม่ได้ว่าทหารเป็นอาชีพที่เสี่ยงตาย โดยทั่วๆไปก็มีการระลึกถึงบุญคุณทหารในทุกประเทศอยู่แล้ว แต่การรำลึกบุญคุณนั้นต้องอยู่ในกรอบของสิ่งที่ได้ทำให้ประเทศชาติ เช่น ทหารไปรบ ประชาชนตอบแทนด้วยเงินเดือนและสวัสดิการ ไม่ใช่การทวงบุญคุณอย่างไม่มีขีดจำกัด ซึ่งกลายเป็นว่า ทำบุญคุณเพียง สิบ หน่วย แต่เวลาเรียกร้องตอบแทนเอาเป็นร้อยๆเท่า ซึ่งมันไม่สมเหตุสมผล 



เราไม่ควรสนใจแค่ว่า ใครทำอะไรให้ประเทศ แต่ควรสนใจด้วยว่า สิ่งที่เขาเอาไปจากประเทศ นั้น สมเหตุสมผลกับสิ่งที่เขาได้ทำหรือไม่ ไม่ใช่ว่าทำให้ชาวนามีเงินแล้วจะหมายถึงโกงได้ไม่ผิด หรือ ปกป้องประเทศแล้วจะมาบริหารประเทศ บุญคุณและการตอบแทนต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตอบแทนไม่สิ้นสุด หรือทวงบุญคุณอย่างไม่สิ้นไม่สุด



แนวคิดแบบบุญคุณนิยมนั้น เป็นอันตรายต่อการเมืองมาก ดังจะเห็นได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจากพรรคเพื่อไทยซึ่งได้ทำลายระบอบรัฐสภาด้วยการดันกฎหมายที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยมาโดยที่ไม่มีคนเสื้อแดงคนใดออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก อย่าสร้างทักษิณขึ้นมาอีกคน ถ้าเราทำให้ท่านประยุทธ์กลายเป็นคนที่แตะต้องไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ อวยได้อย่างเดียว เราก็จะได้ทักษิณมาอีกคน และเราทุกคนก็จะกลายเป็นเพียงคนเสื้อแดงที่ไม่ได้ใส่เสื้อแดงเท่านั้น



แนวคิดเรื่องบุญคุณนิยมนั้น มีทั้งประโยชน์และโทษต่อตัวนักการเมืองเอง อาจกล่าวได้ว่า ซวยเพราะกองเชียร์ ในความเป็นจริงทั้งคุณทักษิณและท่านประยุทธ์ก็ไม่เคยมีใครบอกว่า ตนเองนั้นห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งสองท่านต่างก็เปิดโอกาสให้ตนเองถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ในการเป็นนักการเมืองที่ใจกว้าง แต่การที่ประชาชนไม่วิพากษ์วิจารณ์และอวยอย่างเดียวนั้นส่งผลเสียต่อตัวนักการเมืองนั้นเองมากกว่า เพราะมันทำให้ภาพลักษณ์ของกลุ่มมวลชนนั้นดูไม่ดี จากแค่รักก็ถูกมองว่ากลายเป็นพวกคลั่ง นั่นทำให้เสียโอกาสในการได้ใจมวลชนกลุ่มใหม่ๆด้วย 



บางครั้งการปรับ ครม. ก็มีความยากลำบาก เพราะต้องเลือกคนให้เหมาะสมกับงานและอำนาจต่อรองของกลุ่มการเมืองในพรรค ซึ่งบางครั้งก็จำเป็นต้องแต่งตั้งคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถ ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีกลายเป็นสมบัติผลัดกันชม ซึ่งการตั้งคนที่ไม่มีความสามารถย่อมทำให้บ้านเมืองเกิดปัญหาและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคการเมือง การจะปลดจากตำแหน่งนั้นบางครั้งก็ไม่สามารถทำได้เพราะต้องให้อยู่ครบโควต้า แต่ถ้าหากประชาชนช่วยกันกดดัน การปลดรัฐมนตรีเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลก็จะง่ายขึ้น ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว กรณีการปลดหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล ออกจากตำแหน่งเพราะแรงกดดันจากการที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้



การวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองที่เราชื่นชอบไม่ได้หมายความว่าเราจะเปลี่ยนไปสนับสนุนพรรคอื่นๆหรือเป็นศัตรูกับกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน บางครั้งเราแค่อยากให้เขาเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยไม่ได้หมายความว่าจะล้มรัฐบาล ไม่มีรัฐบาลที่ดีไปทั้งหมดและชั่วไปทั้งหมด เพราะการเมืองคือการต่อรองผลประโยชน์ ไม่มีดีมีชั่ว เมื่อใดก็ตามเสียงของประชาชนเงียบไป พวกนักการเมืองก็จะถือโอกาสอ้างสิทธินั้นแทน บางครั้งคนเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็ลำบากใจที่จะปรับเปลี่ยน แต่ถ้ามีเสียงเรียกร้องจากประชาชนหนุน การปรับเปลี่ยน ครม. เพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลจึงเป็นตัวช่วยสำคัญของหัวหน้าฝ่ายบริหาร 



การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมานั้นมีประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและผู้นำรัฐบาลเอง การวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองที่ชื่นชอบไม่ว่าคนเหล่านั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตามเป็นผลดีต่อประชาชนแทบทั้งสิ้น อย่าทำให้ท่านประยุทธ์กลายเป็นทักษิณอีกคนเลย ท่านสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทหารและกองทัพก็สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ประชาชนไม่จำเป็นต้องปกป้องรัฐบาล เราทั้งหลายก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ ครม. ทั้งชุดใสสะอาดได้ ถ้าพวกเราช่วยกันให้นักการเมืองทุกคนไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยมาตราฐานเดียวกัน 



------------------------------------------------------------------------------------------

-------



ข้างล่างนี้เป็น Link ล้อการเมือง ของงานฟุตบอลประเพณีครั้งก่อนๆ จะเห็นได้ว่า ไม่เคยมีครั้งใดที่รัฐบาลและมวลชนที่เชียร์รัฐบาลจะสะเทือนเพราะพาเหรดล้อการเมือง การล้อการเมืองเป็นข่าวแค่สัปดาห์เดียวคนก็ลืมแล้ว มันมีผลกระทบทางการเมืองน้อยมากๆ จนเป็นเพียงแค่เพื่อความบันเทิงเสียด้วยซ้ำ เพราะพวกนักศึกษาพอจบงานบอลก็ไปเตรียมตัวสอบ ไม่มีใครสนใจต่อประเด็นล้อการเมืองหรอก


http://prachatai.org/journal/2016/02/64051

SHARE

Comments

ElJIN
5 years ago
ยอดเยี่ยมครับ เสนอมุมมองได้น่าสนใจดี
Reply
Wordofmask
5 years ago
ถ้าแนวคิดนี้สามารถ Apply ไปตั้งคำถามได้กับ "ทุกคน" เราจึงจะเห็นทางออก
แต่ทำไมมันถึงใช้ไม่ได้กับทุกคน
นั่นแหละปัญหาที่ใหญ่กว่า
Reply
Ma_Apple_Garden
5 years ago
ย้อนแย้งเนอะ

ถ้าถามกลับว่า “นักศึกษามีไว้ทำไม?”... แน่นอนว่าคงไม่มีใครตอบว่า “นักศึกษามีไว้เดินพาเหรด" หรือ "นักศึกษามีไว้เตะบอลประเพณี" หรือ "นักศึกษามีไว้ตั้งคำถามล้อเล่นกับสังคม" หรอก บางประเด็นที่บทความพูดถึงเอง ก็ถึงขั้นเป็นการทวงบุญคุณ ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากว่า ฝ่ายนักศึกษาบางค่ายที่มักคิดว่าตนเองทำอะไรก็ได้(ถูกเสมอ) จะกระทบต่อสังคมอย่างไรก็ได้ และไม่จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆนั้น กำลังหมายถึง “เพราะว่า (พล)ทหาร(ชั้นผู้น้อย)ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่(รักษาความสงบทั้งภายในและภายนอกประเทศ)ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ดังนั้น(นาย)ทหาร(ที่อยู่ในเมืองหลวง)จึง ไม่มีบุญคุณและไม่สมควรได้บริหารประเทศ และ(พล)ทหาร(ชั้นผู้น้อย) ก็สมควรถูกนักศึกษาตั้งคำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม?” เป็นบุญคุณอย่างยิ่งที่นักศึกษาได้ตั้งคำถามเพื่อสังคม

และลัทธิบุญคุณนิยมทักษิณที่สอง ที่พยายามวาดขึ้นมาเป็นผีให้คนกลัวนั้นมันก็ไม่มีอยู่จริง อธิบายได้ดังนี้ ลักษณะเช่นเดียวกันกับในขณะที่ทักษิณและยิ่งลักษณ์บริหารงาน จะมีช่วงหนึ่งที่ประชาชนทุกฝ่ายจะให้โอกาสในการทำงาน จนกระทั่งเกิดการกระทำหรือความเสียหายที่เกินกว่าสังคมยอมรับได้ขึ้นมา จึงได้เกิดการ spring up หรือ rise up ของประชาชนกลุ่มต่อต้านขึ้น ซึ่งในขณะนี้ ประยุทธ์เองก็อยู่ในช่วงที่ได้รัับโอกาสในการทำงาน และเขาเองยังไม่ได้ทำอะไรเสียหายหรือมีผลกระทบร้ายแรงดังที่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยก่อนหน้านี้ ก็แค่นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน หรือมีผีอะไรอย่างที่จินตนาการหรอก

ถ้าหากจะบอกว่าประยุทธ์มีบุญคุณ ก็คงเป็นบุญคุณอย่างเดียวคือยุติสถานการณ์ที่อาจทำให้คนสองฝ่ายที่มีความคิดแตกต่างกันเกิดการกระทบกระทั่งรุนแรงถึงชีวิต ยุติก่อนที่จะเกิดเหมือนเมื่อสมัยที่เคยเกิดขึ้นกับนักศึกษาค่ายที่ชอบตั้งคำถามล้อเล่นกับสังคมนั่นแหละ และสิ่งที่ประยุทธ์ได้รับตอบแทนกลับมาก็คือโอกาสในการแก้ปัญหาที่สั่งสมเป็นดินพอกหางหมูก้อนใหญ่จนหางหมูแทบจะขาดแล้วนั่นเอง ซึ่งมันไม่สนุกหรอก ในสถานการณ์ที่โดนกดดันจากทั้งภายในและภายนอกอย่างนี้ แต่ด้วยบุญคุณนี้เอง ประชาชนจึงอดทนและให้โอกาสกับเขาได้มาก ก็เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการที่เขาเป็นทหารแต่อย่างใด
Reply
Pandaman
5 years ago
ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ

“นักศึกษามีไว้เดินพาเหรด" หรือ "นักศึกษามีไว้ตั้งคำถามล้อเล่นกับสังคม" ทั้งสองอย่างนี้คือส่วนหนึ่งของการรณงค์ทางการเมืองครับ ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ตั้งคำถามกับนักการเมืองครับ ดูตัวอย่างการตั้งคำถามกับนักการเมืองได้ในพาเหรดงานบอลในอดีตครับ ผมคิดว่าสังคมไทยไม่น่าจะอ่อนแอขนาดตั้งคำถามไม่ได้นะครับ

http://prachatai.org/journal/2016/02/64051

อันที่จริงผมชอบความคิดคุณมากเลยนะ เพราะคุณตอบได้ตรงประเด็นว่าประยุทธ์เป็นคนมีความสามารถ ดังนั้นจึงเหมาะสมที่จะได้รับตำแหน่งนายก

ผมก็ขอให้คุณเป็นอีกแรงหนึ่งในการช่วยให้รัฐบาลประยุทธ์ดียิ่งๆขึ้นได้ ด้วยการช่วยกันตรวจสอบ ตักเตือน ข้อบกพร่องของรัฐบาลประยุทธ์

เราสามารถโค่นทักษิณได้ก็เพราะเราทุกคนช่วยกันตั้งคำถามถึงการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลทักษิณและเพื่อไทย และการที่ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเพื่อไทยมีสิทธิได้พูดและรณงค์นั่นเองจึงทำให้เราสามารถนำเรื่องทุจริตคอรัปชั่นของพรรคเพื่อไทยออกมาเผยแพร่ต่อสังคมได้ ดังนั้นไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลเราจึงควรเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลแสดงความเห็นเพื่อตั้งคำถามกับการทำงานของรัฐบาล