15: [Innovation] เราจะเริ่มสร้าง นวัตกรรมเพื่อสังคมได้อย่างไร?
เกริ่นก่อน พอดีวันนี้ผมได้มีโอกาศเข้าร่วมงานเปิดตัวของโครงการ innowhale ชื่องาน Whale Watch ที่จัดขึ้นโดย good-factory, Ma.D, และ Zero Sum Good 
ในงานนี้ จะมีลักษณะเป็น session บรรยายเรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งก็จะมีวิทยากรทั้งหมด 6 ท่านที่เข้ามาร่วมบรรยาย จะลิสต์รายชื่อก็กลัวว่าจะยาว สามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากเพจ innowhale ได้นะครับ ( ขอค่าโฆษณาด้วยนะครับ ฮ่าๆ )
เป้าหมายของงานนี้คือการสร้าง  Inspiration ให้กับเหล่านวัตกรรุ่นใหม่( ซึ่งก็คือผู้อ่านนั่นเอง ) เพื่อให้นวัตกรเหล่านี้ ได้ริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม

เนื่องจากงานนี้น่าสนใจ และส่วนตัวรู้สึกชอบงานนี้เป็นอย่างมาก จึงอยากจะแชร์ประสบการณ์ตรงนี้ให้กับผู้อ่านได้อ่านกันนะครับ

เริ่มเรื่องกันเลย

ในสมัยที่เทคโนโลยี่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย ผู้คนสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้ เพียงแค่เปิดคอมท่องอินเตอร์เน็ต 
สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้โลกของเรามีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นมามากมายมหาศาล มีคนมากมายที่ประสบความสำเร็จเพราะสามารถสร้างนวัตกรรมเจ๋งๆได้ เมื่อมีคนประสบความสำเร็จมากขึ้น ก็เริ่มมีคำพูด ประโยค quote มากมายลอยอยู่ใน social media หรือ หนังสือต่างๆมากมาย

" ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นได้ " หนึ่งในประโยค ที่เราได้ยินอยู่ทุกวัน 

แต่ คำถามคือ "ยังไงหล่ะ?" 
นี่คือคำถามสำคัญที่สามารถแยกระหว่าง บุคคลที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ กับ บุคคลที่ผลงานจบลงแค่บนหน้ากระดาษ

"นวัตกรรมมีอยู่มากมายทั่วโลก ทำไมเราไม่ import งานเหล่านั้นเข้ามาในประเทศหล่ะ?"
ในสมัยก่อน ญี่ปุ่นก็พึ่งพาสิ่งประดิษฐ์จากฝั่งตะวันตก แต่เดี๋ยวนี้ญี่ปุ่นหันมาพัฒนานวัตกรรมเป็นของตัวเอง
จีน ประเทศที่เราบอกว่าเป็นประเทศที่ก็อปเก่งที่สุดในโลก ก็เริ่มสร้างนวัตกรรมเป็นของตัวเองแล้ว และไม่แน่ จีนอาจจะกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนวัตกรรมทันสมัยที่สุดในโลก
ทำไมประเทศเหล่านี้ถึงเริ่มลดการนำเข้านวัตกรรม แล้วเพิ่ม/ส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรมด้วยเอง?
คำตอบก็คือ ความไม่ยั่งยืน ของการนำเข้านวัตกรรม ทั้งในด้านของราคานำเข้า ความไม่ตอบโจทย์อย่างสมบูรณ์ 100% เพราะวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ที่ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ ทางไทยเราจึงต้องหันมารึเริ่มสร้างนวัตกรรมเป็นของตัวเอง

"Action Change Things"

ขั้นแรกสุดเลยคือ การริเริ่ม 

Think Big, Start small เริ่มจากคิดให้สูง แต่ทำจากจุดเล็กๆ
พยายามคิด ให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ลองมองว่าในอนาคตนั้น เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน ถ้าหากเราสามารถมองภาพได้แล้ว ให้เก็บไว้ แล้วเริ่มจากจุดที่เราสามารถทำได้
Mark Zuckerberg อยากจะสร้าง Community หรือเครือข่าวที่สามารถเชื่อมคนทั้งโลกเข้าด้วยกันได้ เขามองเห็นภาพนี้ในนอนแรก แต่เขาเริ่มจากจุดเล็กๆก่อน นั่นก็คือการสร้างเครือข่ายในรั่วมหาวิทยาลัยก่อน จากนั้นจึงค่อยๆขยายไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ จนตอนนี้ Facebook กลายเป็นเว็บที่คนทั่วโลกใช้ติดต่อสื่อสารกันและกัน 

เริ่มต้นจากการคิด
ไอเดียสร้างสรรค์งานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเราไม่เริ่มลงมือคิด 
ลองมองดูรอบๆตัวเรา ดูปัญหาที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเรา แล้วถามกับตัวเองว่า เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
เช่น ปัญหาขยะล้นถัง ทุกวันนี้ผมเดินไปตามถนนหนทาง ก็เห็นถังขยะที่มีขยะล้นออกมา ซึ่งการที่มันล้นออกมานี้จะส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมแถวนั้นเช่น ส่งกลิ่นเหม็น และลดคุณภาพสังคมลง อีกทั้ง เวลาเราต้องการทิ้งขยะแล้วเห็นว่าขยะบริเวณนั้นเต็ม และล้นออกมาแล้ว เราอาจจะต้องหาที่ทิ้งขยะใหม่ ซึ่งก็จะลำบากตัวเราเข้าไปอีก
ถึงแม้ว่ารถเก็บขยะจะมาเก็บขยะทุกๆวันอยู่แล้ว แต่มันไม่ทันกับจำนวนขยะที่เราทิ้งต่อวัน

เมื่อเห็นปัญหาแล้ว เราก็ต้องถามกับตัวเองว่า เราจะทำอย่างไรให้ปัญหานี้หมดไป มีใครเริ่มแก้ปัญหานี้แล้วบ้างไหม เขาทำอย่างไร แล้วทำไมปัญหานี้ยังไม่หมดไป ข้อบกพร่องของงานชิ้นก่อนๆคืออะไร เราสามารถทำอะไรได้ไหม

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำพลาดไปคือ พวกเขาเหล่านั้นเริ่มคิดจากว่า "เราสามารถทำอะไรได้บ้าง" 
ซึ่งการเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามแบบนี้ผิดไหม ผมคงบอกได้ว่าไม่ผิดหรอก แต่ขึ้นต่อไปจะเริ่มยากเนื่องจากว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้นั้น อาจจะไม่ตอบโจทย์จริงๆก็ได้

Communication นั้นเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ลองเขาหาสอบถามบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เรากำลังจะทำ

กลุ่มนักศึกษา มจธ ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนตาบอด โดยเป็นแว่นตาให้ผู้พิการทางสายตาสวมใส่ 
แว่นตานี้ทำอะไร? แน่นอนว่า สิ่งประดิษฐ์มากมายช่วยผู้พิการเหล่านี้ในการอ่านหนังสือ หรือการเดินทางเอง พวกเขาก็มีไม่เท้าอยู่แล้ว แว่นตานี้ทำอะไรหล่ะ

ปัญหาของผู้พิการทางสายตาส่วนมากเลยคือการเลือกของในซุปเปอร์มาร์เกต พวกเขาไม่สามารถแยกออกได้ว่ากล่องไหนคืออะไร พวกเขาจึงต้องมีคนช่วยเหลือตลอด แต่แว่นตานี้จะช่วยกำจัดปัญหานี้ โดยตัวแว่นเองจะแสกนบาร์โค้ดบนกล่องแล้วมันจะอ่านชนิดของสินค้า และส่วนประสมให้กับผู้ที่สวมใส่ได้เลย อีกทั้งยังมีเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางบริเวรหัว เนื่องจากไม้เท้านั้น ช่วยผู้พิการแค่รู้ว่ามีสิ่งกีดขวางทางเท้าไหม แต่ถ้าสิ่งนั้นลอยอยู่ ไม้เท้าก็ไม่สามารถบอกได้เลย และอาจจะเป็นอันตรายต่อพวกเขาได้

นอกจากการผู้คุยกับผู้ที่เกี่ยวของโดยตรงแล้ว เรายังจำเป็นต้องพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆด้วย เช่น ยุทธพงศ์ อุณหทวีทรัพย์ ผู้พัฒนาผลงาน Podogram Analyzer เป็นวิศวกร ที่สร้างนวัตกรรม ตรวจวัดการลงน้ำหนักของฝ่าเท้า เพื่อที่จะช่วยในการตรวจสอบโรค หรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณเท้า หรือความผิดปกติที่เกิดจากการเดินได้เช่นกัน

ในตอนแรก คุณยุทธพงศ์ นั้นไม่มีความรู้ทางด้านการแพทย์เลย เนื่องจากไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้ เขาจึงต้องไปปรึกษาผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาลก็ตาม 

การที่เราพูดคุยกับบุคคลต่างๆแล้ว นอกจากจะทำให้โครงงานของเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตรงจุดแล้ว ยังทำให้โครงงานของเรานั้น เดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ตอนนี้ เราได้ปัญหาออกมาแล้ว เราพอมีทางออกของปัญหานั้นคร่าวๆแล้ว เราจะรู้ได้ไงว่า ทางออกหรือนวัตกรรมนี้จะสามารถแก้ปัญหาได้จริงๆ

สิ่งที่นวัตกรรมเราต้องทำได้เลยคือ Change...

"... Change user behaviour... "
นวัตกรรมเราต้องสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนเราได้

เช่นอะไรหล่ะ? หนึ่งในนวัตกรรมด้านการสื่อสารที่เกิดขึ้นมาคือ LINE 
ไลน์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราโดยที่ไม่รู้ตัว พอจะเดาได้ไหมครับว่าคืออะไร มันเป็นสิ่งที่ไลน์ไม่จำเป็นต้องพูดด้วยซ้ำว่า เราจะใช้สิ่งนี้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเรา

สิ่งนั้นก็คือ พฤติกรรมการส่งสติกเกอร์แทนคำพูดนั้นเอง เราเริ่มชินกับการส่งสติกเกอร์ เมื่อสมัยที่ messenger เปิดใหม่แล้วยังไม่มีสติกเกอร์ใช้นั้น จำนวนน้อยมากที่จะมาใช้ messengerแทนไลน์เพราะความเคยชินในการส่งสติกเกอร์นั้นเอง

เห็นไหมครับว่า ถ้าหากนวัตกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนเราได้นั้น นวัตกรรมเราก็จะเป็นที่ยอมรับ และสามารถนำไปใช้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง ยิ่งเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงได้เป็นวงกว้างมากเท่านั้น

เมื่อ ไอเดีย หรือทางออกของปัญหา พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อต่อไปก็คือ

ขั้นตอนที่สอง "Innovation" เริ่มสร้างผลงานให้เป็นรูปร่าง และสร้างรากฐานให้มันอยู่ได้

สิ่งที่ผิดพลาดมากที่สุดอย่างที่สองก็คือ การที่เราคิดเพียงแค่ว่า เราสร้างผลงานออกมา(Invention) ก็มีคนใช้แล้ว ผลที่ตามมา แม้ว่าผลงานนั้นจะเจ๋งแค่ไหน สุดท้ายแล้วมันก็จะกลายเป็นแค่ผลงานลงกระดาษ, Paper, research หรือผลงานตีพิมพ์เก็บไว้ แต่ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อโลกแต่อย่างไร

จริงๆแล้ว คำว่า innovation หรือนวัตกรรมเนี่ย จะประกอบไปด้วยสองส่วนด้วยกันคือ Invention และ Commercialized

เรามาดูคำว่า Invention กันก่อน
Invention เนี่ย ไม่จำเป็นต้องเป็น Product เท่านั้น แต่ยังเป็นสามารถเป็น Process หรือกระบวนการใหม่ๆ ได้ด้วย
พี่ต่อ เจ้าของบริษัท กล่องดินสอ ได้ริเริ่มโครงการ วิ่งด้วยกัน Run 2Gether ซึ่งเป็นโครงการสำหรับผู้พิการทางสายตาหรือผู้พิการคนอื่นๆ ให้หันมาออกกำลังกาย โดยมีอาสาสมัครวิ่งด้วยข้างๆ ค่อยดูแลสอดส่องให้ผู้พิการได้วิ่งอย่างปลอดภัย 
โครงการนี้จะเน้นสร้าง ระบบนิเวศให้กับผู้พิการและอาสาสมัคร สามารถวิ่งกันเองได้ โดยที่ทางบริษัทกล่องดินสอ ไม่จำเป็นต้องดูแลโครงการนี้ต่อไปในอนาคต

จะเห็นว่า แค่เราหาวิธี สร้างพื้นที่ให้กับผู้พิการทางสายตาได้มีโอกาศได้ออกกำลังกายเหมือนคนปกติทั่วไป ก็สามารถเป็น Invention ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์ออกมา

ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์เองนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมี Technology มาผสมเสมอไป ผลิตภัณฑ์นั้น อาจจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ง่ายๆที่สามารถทำเองได้ในบ้านก็ได้
บริษัทกล่องดินสอ ได้คิดค้นชุดวาดเขียนที่ชื่อว่า LENSEN โดยความพิเศษของชุดนี้เนี่ย คือการที่มันเป็นอุปกรณ์วาดเขียนสำหรับผู้พิการทางสายตานั้นเอง โดยในชุดประกอบไปด้วยปากกาที่มีหมึกเป็นไหมพรม และกระดานที่ทำจากตีนตุกแก เพียงแค่นี้ผู้พิการทางสายตาก็สามารถวาดเขียนออกมาด้วยตัวเองได้ และคนปกติอย่างเราก็สามารถรับรู้ได้ว่าน้ำฝน ในจินตนาการของเขานั้นเป็นเช่นไร

ไม่จำเป็นต้องเป็น Application ไม่จำเป็นต้องเป็น Web ที่สวยงาม แค่สิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากสิ่งของรอบตัว ก็สามารถเป็นนวัตกรรมได้ ถ้าหากมันสามารถออกสู่โลกกว้าง แล้วเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างของพวกเราได้

Invention ของเราก็เสร็จเรียบร้อย แต่มันยังไม่ได้เป็น นวัตกรรมที่สมบูรณ์ มันยังขาดอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นก็คือ Commercialized 

ความเป็นจริงของโลกนี้คือ ถ้าหากว่าเราขาดเงินทุนไป ทุกอย่างแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นโครงการเพื่อสังคม องค์กรณ์ไม่แสวงหากำไร (Non-profit organization) ยังต้องมีเงินทุนหมุนเวียน เพื่อที่จะสามารถดำเนินการต่อไปได้

เรื่องการหาเงินทุนไม่ใช่เรื่องยาก ในสมัยนี้มีนักลงทุนหรือบริษัทมากมายที่ยอมที่จะสนับสนุนโครงการต่างๆ โดยบางคนหรือบริษัทยอมให้ทุนเปล่า หรือเงินจากการประกวดเอง ก็เป็นเงินจำนวนที่มากพอที่จะตั้งตัวเสียด้วยซ้ำ แล้วทำไม นวัตกรรมเจ๋งๆของไทยถึงยังเกิดขึ้นน้อยอยู่หล่ะ

นั่นก็เพราะว่า เรายังมีความเชื่อที่ผิดๆอยู่
ความเชื่อที่ว่า องค์กรณ์เพื่อสังคม Social Enterprise หรือ Non-profit organisation ก็ตาม ไม่ควรทำเงินจากสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่

ซึ่งเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก และทำให้ผลงานเจ๋งๆนั้น เป็นได้แค่ผลงานบนกระดาษ ที่รอแค่การตีพิมพ์ต่อไป

อย่างที่บอกว่า ทุกอย่างในโลกนั้น สามารถดำเนินการได้เพราะเงินทุน หากขาดส่วนนี้ไปแล้ว โครงงานเราก็จะหยุดชะงัก

"อ่าว ก็มีคนหรือองค์กรณ์สนับสนุนเรื่อยๆอยู่แล้วหนิ ทำไมยังต้องหาเงินจากสิ่งที่เราทำเพื่อสังคมอีกหล่ะ?" แน่นอน สิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมเราได้ ย่อมมีคนสนับสนุนอยู่แล้ว แต่มันไม่ยั่งยืน จะดีกว่าไหมถ้าบริษัทหรือโครงการนั้นๆ สามารถสร้างเงินมาหมุนเองได้ โดยที่ไม่ขึ้นกับคนอื่น

บริษัท GIA : Gemological Institute of America เป็นบริษัท Non-profit organisation ที่สร้างมาตรฐานให้กับเพชรแต่ละเม็ดเพชร โดยการออก Certificate  เพื่อเป็นการยืนยันว่า เมตรนี้ได้มาตรฐานระดับนี้ เพื่อสร้างความมั่นในให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อเพชรเม็ดนั้นๆ

โดยบริษัทนี้เอง สามารถสร้างรายได้ปีละหลักล้านดอลลาร์สหรัฐจากการออกใบ Cert. ทั้งๆที่เป็น non-profit organisation 

คำถามคือ ในเมื่อเป็น non-profit แล้ว เขาเอารายได้ไปทำอะไร แน่นอนว่าไม่ได้เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างแน่นอน แต่เขาเอาไปต่อยอดงานวิจัยของเขาในด้านต่างๆ และเอาเงินส่วนนี้ไปพัฒนาเครื่องตรวจวัดคุณภาพเพชร จากแต่ก่อนต้องมีคนมีนั่งเทียบสี และการสะท้อนแสงของเพชร แต่ละเม็ด จนเดี๋ยวนี้ เพียงแค่นำเพชรเข้าเครื่องแสกน ก็สามารถบอกคุณภาพ และเกรดของเพชรได้เลย 

สังเกตว่า GIA สร้าง Invention ทั้งในด้าน Product และ Process อีกทั้งยังมีการ 
Product ก็คือ เครื่องตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานของเพชร
ส่วน Process ก็คือ การเข้าไปแทรกแซงการซื้อขายของเพชร โดยการออกใบ Cert. เพื่อรับรองคุณภาพของเพชร ทำให้เพชรนั้นมีราคามากขึ้น และผู้ซื้อก็สามารถอุ่นใจได้ว่า เพชรเม็ดนี้ได้มาตรฐานจริงๆ 

การที่ GIA มีทั้ง Invention และ Commercialized ทำให้ GIA กลายเป็นหนึ่งใน Innovator นั่นเอง

ถ้าหากว่าเราสามารถ คิดที่จะเปลี่ยนแปลง (Change)  และสร้างนวัตกรรม (Innovation)  ได้สำเร็จแล้ว การวิวัฒนาการ หรือ Evolution ก็จะตามมา ซึ่งก็จะสร้างสรรค์ให้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ แต่ก่อนที่เราจะไปถึงวันนั้น ในวันนี้ คุณลองถามตัวเองว่า คุณอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร 

จงจำวไว้เสมอว่า

Be the change you want to see
- Gandhi -



------------------
หากมีคำถาม จุดผิดพลาด หรือต้องการแลกเปลี่ยนอะไร ทิ้งComment ไว้ได้นะครับ :D
------------------
SHARE
Written in this book
Life of CloudStory
เรื่องราวของต่างๆที่ผมเอง ได้ประสบพบเจอ อาจจะเป็นความคิดในหัวของผม หรือเป็นสิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านกัน ติดตามกันได้นะครับ :D
Writer
CloudStory
Developer
Having a curiosity, The little boy decide to find out the answer.

Comments

goangle
6 years ago
Thanks for you sharing, it made me to see something that I missed
Reply
Wikran
5 years ago
เป็นบทความที่ดีครับ... ขอบคุณครับ ^^
Reply