เรื่องของฉันและคนข้างทาง : อังเดรียน‬
ในทุกการเดินทางมีเรื่องเล่าและคนเดินทาง

กัมพูชาเป็นประเทศที่ไม่เคยมีความคิดว่าจะเดินทางไปเพียงลำพัง จนวันหนึ่ง ในวงสนทนาของฉันกับก๊วนเพื่อนสาวข้ามทวีป เมื่อเพื่อนเบลเยียมเล่าถึงทริปนครวัดล่าสุด และเธอเดินทางเพียงลำพัง

"การปราศจากเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดความตั้งใจของตัวเอง"

เพื่อนสาวชาวอังกฤษและเบลเยียมต่างเห็นพ้องต้องกัน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกกับการลุยเดี่ยวท่องโลกกว้างของฉัน แต่ประวัติศาสตร์และภาพของกัมพูชาที่เคยรับรู้ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นเมืองที่เหมาะสมที่จะเดินทางเพียงลำพัง แต่ด้วยเสียงสนับสนุนจากเพื่อนทั้งสอง (ประกอบกับหาคนไปด้วยไม่ได้)...แล้วฉันก็ไป

.

.

.

หลังการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยกว่าสิบชั่วโมง พบเจอและจากลากับผู้คนมากมายที่ก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมทางเพียงชั่วคราว ในที่สุดฉันก็มาถึงที่พัก โฮสเทล คืนละ 7 USD หน้าตาเหมือนไนท์คลับ ทำให้รู้สึกว่าคิดผิดที่เลือกที่นี่

หลังจากว่ายน้ำและอาบน้ำ (ใช่แล้ว โฮสเทลราคา 7 USD แต่มีสระว่ายน้ำ) ฉันนั่งแปะหมดแรงบนเคาท์เตอร์บาร์บนดาดฟ้าโฮสเทล

"โชคดี ?"

ประโยคเปิดบทสนทนาเมื่อฉันเหลือบไปเห็นรอยสักภาษาไทยบนข้อมือของชายคนข้างๆ

อังเดรียนเป็นนักเดินทางจากฝรั่งเศส ตระเวนเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเพื่อนอีกคน (ซึ่งขณะนั้น หลับไปแล้ว) ครั้งแรก ฉันไม่ได้คุยอะไรมากนัก เนื่องจากอังเดรียนไม่ถนัดภาษาอังกฤษ จึงมีเพียงแค่บทสนทนาแนะนำตัวสั้นๆ

เย็นวันต่อมา ณ สถานที่เดิม หลังจากทริปร้อนระอุในนครวัด ฉันทิ้งตัวนั่งหน้าเคาร์เตอร์บาร์ และสั่งโคล่ามาดื่มชนิดไม่สนราคา ฉันเจออังเดรียนอีกครั้ง พร้อมทั้งเพื่อนของเขา ในสถานที่เดิม

แอบดีใจเล็กๆที่เพื่อนใหม่จำชื่อฉันได้ ^^

การทำความรู้จักเป็นไปอย่างง่ายดายขึ้น เมื่อ โทนี่ หนุ่มลูกครึ่งฝรั่งเศส-อิตาเลี่ยน (ที่ถนัดภาษาอังกฤษกว่านิดหน่อย) ทำตัวเป็นผู้แปลภาษาให้

โทนี่ เป็นคนขี้เล่น ช่างพูด ช่างเจรจา เล่าถึงการเดินทางของพวกเขา จากฝรั่งเศส สู่ไทย ลาว กัมพูชา พร้อมกับดึงเสื้อเพื่อนโชว์แผ่นหลังและรอยสักยันต์เสือสองตัวจากเมืองไทยให้ฉันดู (ฮา)

อังเดรียนไม่มีศาสนา แต่ศรัทธาในแนวปรัชญาและความคิดของศาสนาพุทธ ห้อยสร้อยพระ รูปโปรไฟล์ก็เป็นรูปตอนกำลังจับมือกับพระสงฆ์ หลงใหลมวยไทย และวางแผนมาอยู่เมืองไทยอีกเดือนเพื่อเรียนรู้ศาสตร์แห่งการต่อสู้นี้

"ไป Old Market คนเดียวตอนกลางคืนเนี่ยนะ ผู้หญิงคนเดียวอันตราย เดี๋ยวพวกเราไปเป็นเพื่อน..."

มีเพื่อนใหม่สองคนออกไปกินข้าวเย็นเป็นเพื่อนฉัน วันนี้ฉันมีเพื่อนแล้ว (ว่าแต่ ไปกับสองตัวนี้จะอันตรายกว่ามั๊ย..ฮา)

"ยูจะกินอะไร มื้อนี้ไอเลี้ยงเอง"

อังเดรียนพิมพ์ข้อความลงในแอพแปลภาษา เป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร)

วัฒนธรรมไทย หรือกรอบความคิดคนไทยอย่างฉัน ไม่นิยมให้คนแปลกหน้า หรือเพื่อนใหม่จ่ายเงินแทน

"แต่ตอนนี้ยูไม่ได้อยู่ประเทศไทย..." พร้อมส่งแบงค์ดอลลาห์คืนให้ฉัน

ชุดโปสการ์ดที่โดนเด็กน้อยขอให้ช่วยซื้อมาจากนครวัด จะมีประโยชน์ก็คราวนี้ เมื่อฉันหยิบยื่นให้เพื่อนใหม่คนละแผ่นไว้เป็นที่ระลึก

"พวกเราก็อยากมีอะไรให้ยูเก็บไว้เป็นที่ระลึกเหมือนกัน..."

ว่าแล้วฉันจึงหยิบแบงค์ดอลลาห์ส่งกลับคืนให้ใบนึง

"เขียนอะไรเป็นที่ระลึกให้ฉันสิ...smile emoticon"

"ไม่ได้หรอก สำหรับฉัน เงินเท่านี้มันไม่มีค่าเท่าไรหรอก แต่กับคนที่นี่ มันมีค่ามากนะ"

เมื่อแบงค์ดอลลาห์ถูกเริ่มเขียนโดนฉันเอง มันจึงเปลี่ยนเป็นของที่ระลึกมูลค่าหนึ่งดอลลาห์แทน แล้วเพื่อนใหม่จึงยอมเขียนอะไรลงไป...

"CHOKDEE"

"...ยูเริ่มคุยกับไอเพราะสิ่งนี้"

ขอบคุณการเดินทางที่ทำให้ฉันพบเจอเพื่อนใหม่และความทรงจำดีๆมากมาย สำหรับฉันแล้ว การเดินทางได้ทลายเอากำแพงของเชื้อชาติและภาษา เหลือเพียงนักเดินทาง และภาษาของนักเดินทาง....และนักเดินทางมักมองหาเพื่อนร่วมทาง เราจึงเป็นเพื่อนกัน :)
SHARE
Written in this book
เรื่องของฉันและคนข้างทาง
ในทุกการเดินทางมีเรื่องเล่าและคนเดินทาง
Writer
Nititatita
writer
Life Adventure

Comments

Mediary
4 years ago
ดีจังเลยค่ะ คิดถึงการเดินทางคนเดียว ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ
Reply
Nititatita
4 years ago
ใช่ค่ะ เดินทางคนเดียว แต่แทบไม่ได้อยู่คนเดียวเลย เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ :)