ความทรงจำในอากาศ : ประวัติศาสตร์ที่กินได้
[[[ มองการเรียนประวัติศาสตร์ในบ้านเรา ผ่านงานวันชาติเยอรมนี ]]]

คุณเคยรู้สึกถึงประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ไหมครับ?

ประวัติศาสตร์ประเภทที่ไม่ได้แช่แข็งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ประเภทที่โปรยไปทั่วในอากาศจนคุณสามารถสูดหายใจมันเข้าไปได้ ประเภทที่เพียงแตะเบา ๆ ก็จับต้องได้ถึงความอ่อนนุ่ม ประเภทที่เพียงยื่นลิ้นออกไปก็สามารถสัมผัสได้ถึงรสหวานหอมหรือฝาดเฝื่อนของมันได้อย่างชัดเจน

นั่นล่ะครับประวัติศาสตร์ที่ผมสัมผัสได้ หลังจากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาได้เพียงแค่เดือนกว่า ๆ เท่านั้นเอง

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาเป็นวันชาติของประเทศเยอรมนี ประเทศที่ผมบังเอิญจับพลัดจับผลูได้ไปอยู่ ย้อนกลับไปในวันนั้นเมื่อ 25 ปีก่อน คือวันที่เยอรมันตะวันออกและตะวันตก ได้รวมกลับเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง แล้วจากประเทศที่ผู้คนอดอยากบ้านแตกสาแหรกขาด กลับกลายเป็นประเทศทรงอิทธิพลที่สุดในโลกประเทศหนึ่งภายในเวลาไม่กี่สิบปี

อ้อ ... พูดถึงวันชาติ คุณคิดว่าคนที่นี่เขาฉลองวันชาติกันยังไงครับ? ขบวนพาเหรด? กองทัพสวนสนามประกาศความยิ่งใหญ่ของชาติอะไรอย่างนั้นใช่ไหมครับ?

ความจริงแล้ว ...​ ทั้งหมดที่ว่าไปผมแทบไม่เห็นเลยครับ! ยิ่งในเมืองที่ผมอยู่ด้วยแล้ว นอกจากธงชาติตามหน้าต่างสถานที่สำคัญอยู่บ้าง (จากที่แทบไม่เคยเห็น) แล้ว ก็เห็นจะมี “ม็อบ” นี่ล่ะครับ!

ใช่แล้วครับ ก่อม็อบวันชาติ แถมม็อบที่ว่าก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความเป็นมาของชาติ หากแต่เป็นม็อบที่ใช้ชื่อว่า “Welcome Rufugee” ม็อบที่เรียกร้องให้รับผู้อพยพเพิ่มนั่นแหละครับ

ยังไม่เยอะพออีกเรอะ! คนที่ตามข่าวรวมทั้งคนเยอรมันอีกหลายคนอาจจะสงสัย

แน่ล่ะว่าประเด็นนี้คงต้องคุยกันอีกยาว แต่ที่ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะข้อความหลายข้อความบนแผ่นป้ายประท้วงดันมาสะดุดใจผม เกี่ยวกับเรื่องว่าบทบาทและวิธีการที่คนที่นี่จดจำประวัติศาสตร์ มันเปลี่ยนแปลงนิยามความเป็นชาติของพวกเขาไปยังไงบ้าง

ถ้าย้อนกลับไปก่อนยุคสงครามเย็น บางคนคงจะพอนึกออกว่าการแบ่งแยกประเทศมันสืบเนื่องมาจากสถานะภาพของผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามที่คนเยอรมันไม่เพียงแต่ถูกตราหน้าในฐานะผู้แพ้ แต่รวมถึงฐานะของอาชญากรผู้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวอย่างโหดเหี้ยม และนำโลกเข้าสู่สงครามที่แลกมาด้วยชีวิตคนหลายสิบล้านทั่วโลก

แน่นอนว่าสำหรับชาวเยอรมัน นี่คงเป็นเรื่องราวที่ห่างไกลจากนิยามของประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำที่สุดแล้ว แต่ที่ไม่น่าเชื่อ (ว่าจะกล้าทำและทำได้) คือ พวกเขาเลือกที่จะจำ!

ทุกวันนี้เด็กเยอรมันทุกคนรู้เรื่องความโหดร้ายของชาติตนในอดีตเป็นอย่างดี ร่องรอยที่หลงเหลือจากเหยื่อของสงครามยังพบเห็นได้ทั่วไปในหลายเมือง หรือแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยที่ผมอยู่ ป้ายเตือนหรือซุ้มใบปลิวต่อต้านนีโอนาซี (ลัทธิที่เห็นดีเห็นงามกับนาซีในอดีต) ยังสามารถพบเห็นได้ทั่วไป

ชาวเยอรมันเลือกที่จะไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งยังกล้ำกลืนความเจ็บปวดนี้มันอย่างเต็มใจ พร้อมกับใส่แคปชั่นใต้รูปว่า “Not Again”

อธิบายมาซะยาวแล้ว ก็ขอย้อนกลับมาที่ป้ายประท้วงที่ผมไปเห็นมา ซึ่งมีทั้งป้ายที่เขียนว่าต่อต้าน Faschismus (เผด็จการฟาสซิสต์อย่างฮิตเลอร์) ต่อต้าน Racismus (การเหยียดเชื้อชาติที่นำไปสู่การเข่นฆ่าชาวยิวอย่างไร้เหตุผล) ไปจนถึงต่อต้าน Nationalismus ...

คำเดียวกับ Nationalism ที่แปลว่าชาตินิยมนั่นแหละครับ!



สำหรับที่นี่ การแสดงความรักชาติหรือป่าวประกาศความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของชาติแบบที่ชาวโลกหลายประเทศทำกันเป็นสิ่งต้องห้าม เผลอ ๆ จะผิดกฎหมายเอาซะด้วย จนถึงกับมีคนเอาไปทำ Gag เว่อร์ ๆ ว่าเยอรมันไปเห็นชาติเขาอื่นมีขบวนพาเหรดโบกธงชาติ ก็เลยลองกลับมาทำตามบ้าง แต่ไป ๆ มา ๆ กลับได้ขึ้นหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งข้อหาชาตินิยมเกินเหตุ!

ถ้ามีนักท่องเที่ยวสักคนหลุดเข้ามาโดยที่รู้ประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้มาก่อน คงต้องฉงนสนเท่ห์กับตรรกะกลับหัวกลับหาง และความ “เว่อร์” ของคนที่นี่เป็นแน่

แต่ถ้าเข้าใจว่าเขาผ่านอะไรมา ผมว่ามันก็ไม่ได้ “เว่อร์” อะไรเลยนะครับ

จะว่าไป พอเห็นคำว่าชาตินิยมก็อดนึกถึงเมืองไทยเมืองยิ้มของเราไม่ได้ มันก็ตลกดีนะครับที่คำว่าชาตินิยมที่เมืองไทยเราเชิดชูหนักหนา สำหรับเมืองไส้กรอกกลับกลายเป็นอาชญากรรมได้ซะนี่

สำหรับเมืองไทยแล้ว แทบจะพูดได้ว่าประวัติศาสตร์กับชาตินิยมเป็นของที่มาคู่กันไม่ต่างจากปาท่องโก๋กับนมข้น นักเรียนแทบทุกระดับชั้นจะต้องได้เรียนวีรกรรมอันอาจหาญของบรรพบุรุษไทยแต่โบราณที่ปกป้องแผ่นดินจากการถูกศัตรูรังแก รวมไปถึงที่แต่ละปีเราจะมีหนังประวัติศาสตร์ประเภทบางระจันมาวนเวียนผ่านจอแก้วให้ผู้ชมได้ “อิน” กันไปไม่รู้กี่รอบ

บางทีเราก็ถูกสอนประวัติศาสตร์เพื่อมุ่งเพียงว่าให้ภูมิใจในชาติและรักแผ่นดิน จนกระทั่งหลาย ๆ ครั้งก็ลามไปเป็นเกลียดศัตรู (ด้วยวาทกรรมที่หลายครั้งก็เกินจริงหรือไม่สมเหตุผล) แถมเป็นศัตรูชาติไหนไม่เป็น ดันเป็นชาติที่มีชื่ออยู่ในเพลง “อาเซียนร่วมใจ” ใกล้ ๆ ชื่อประเทศไทยด้วยสิ!

ความจริงแล้วยังไงความรักชาติมันก็เป็นสิ่งดี เพียงแต่ว่ามันก็คงเหมือนความสัมพันธ์ของคนล่ะครับที่ความรักอย่างเดียวมันไม่พอ มันต้องอาศัยความเข้าใจด้วย ถึงจะประคับประคองความสัมพันธ์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง

เพราะเชื่อเถอะว่าเรื่องที่ชาตินิยมที่ไร้ความเข้าใจกับความภาคภูมิใจที่ไม่บันยะบันยัง มันสามารถอันตรายได้ถึงขนาดไหน ชาวเมืองไส้กรอกรู้ดีที่สุดครับ



พูดถึงความเข้าใจในประวัติศาสตร์กับความเป็นมาของเรา ถ้าอย่างนั้นผมขอลองถามคุณหน่อยครับว่าเวลามองไปรอบ ๆ ตัว สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันทำให้คุณนึกย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ช่วงไหนบ้างครับ?

เท่าที่ผมนึกออก นอกจากอักษรไทยและศาสนาพุทธที่เราได้เริ่มรู้จักในสมัยสุโขทัยแล้ว ก็แทบไม่มีอะไรที่เราได้รับสืบต่อมามาตรง ๆ จากยุคประวัติศาสตร์โบราณในแบบเรียนเลย!

ศิลปะไทย วัด วัง โขน ปี่พาทย์ และอะไรที่เป็นไทยเดิมทั้งหลายแหล่มีผลกับชีวิตคนยุคปัจจุบันน้อยมาก ในขณะที่ระบบไฟฟ้า ประปา รถไฟ และการสื่อสารทางไกล (ในสมัยนั้นคือโทรเลข) ที่มีอิทธิพลกับชีวิตเราอย่างแทบจะขาดไม่ได้ กว่าคนสยามจะรู้จักก็ปาเข้าช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว ไม่ต้องพูดถึงเทคโนโลยีไอที ระบบผังเมือง ป๋าเบิร์ด รายการชิงช้าสวรรค์ หรืออะไรที่เราสัมผัสอยู่ทุกวัน ซึ่งมีมาไม่กี่สิบปีทั้งนั้น (ป๋าเบิร์ดอาจจะอยู่มานานกว่านั้นหน่อย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น)

บางคนอาจจะเถียงว่า การค้าขายและรับเทคโนโลยีจากชาติห่างไกลมันเริ่มเจริญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ซึ่งผมก็ไม่เถียง แต่อย่าลืมว่าผลของการค้ากับต่างชาติที่กระทบกับความเป็นไปของสังคม เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงน้อยมากในแบบเรียน แม้กระทั่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงมีคุณูปการณ์ในการพัฒนาการค้าและความสัมพันธ์ทางการทูตกับชาติตะวันตกอย่างสำคัญ ก็กลับเป็นกษัตริย์มหาราชพระองค์เดียวที่แทบไม่ถูกพูดถึงในบทเรียนเลย เมื่อเทียบกับมหาราชนักรบองค์อื่น ๆ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในบทเรียนบ่อย ๆ ก็คือประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องสำคัญและใกล้ตัว แต่เมืองไทยเรากับเลือกเรื่องที่จะสอนได้ไกลตัวอย่างเหลือเชื่อ โดยไปเน้นที่เรื่องจตุสดมภ์ เวียง วัง คลังนา สมุหนายก สมุหกลาโหม กรมท่าซ้ายขวาหน้าหลังอะไรมากมาย ในขณะที่พัฒนาการการเมืองการปกครองในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะหลังปี 2475) ซึ่งสำคัญมาก ๆ กับการทำความเข้าใจการเมืองยุคใหม่ของประเทศกลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก

ประวัติศาสตร์ที่ผมมองว่าน่าภูมิใจพอ ๆ กับการทลายกำแพงเบอร์ลิน อย่างเหตุการณ์ 14 ตุลา คนไทยยุคใหม่น้อยคนจะได้มีโอกาสมาสนใจศึกษาอย่างจริงจัง

ไม่สิ ... เผลอ ๆ คนรุ่นใหม่สมัยนี้บางคนยังจำ 14 ตุลา 16 กับ 6 ตุลา 19 สลับกันเลยมั้ง!

การเกิดขึ้นของสนามบินอู่ตะเภา เมืองพัทยา ถนนมิตรภาพ (มิตรภาพระหว่างใครกับใคร มีใครตอบได้บ้างครับ? :D) ในยุคสงครามเย็น ก็คงมีแค่น้อยคนที่รู้ จนแทบจะบอกได้ด้วยซ้ำว่านักเรียนไทยยุคนี้รู้เรื่องที่เกี่ยวกับสงครามเย็นในต่างประเทศดีกว่าที่เกิดในประเทศของตัวเอง

บางทีเราอาจจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ความเข้าใจต่อความเป็นไปของบรรพบุรุษเมื่อหลายร้อยปีก่อน มันทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นมากแค่ไหน? เราหวังจะได้อะไรจากการศึกษาคนรุ่นปู่ย่า ถ้าแม้กระทั่งว่าถนนหน้าบ้านเรามันมาจากไหน ยังตอบไม่ได้เลย?

และความจริงที่เป็นอยู่เสมอก็คือ เมื่อไรที่เราไม่เข้าใจปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจริง ๆ เราก็จะทำผิดอย่างนั้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนั่นคือที่มาว่าทำไมในโลกไร้พรมแดนอยู่ในปัจจุบัน คำพูดประเภทว่า “คอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดายอมรับได้” หรือ “ไม่มีประชาธิปไตยก็ไม่เห็นจะเดือดร้อน” จึงยังดังก้องอยู่ในสังคมอยู่ร่ำไป


พูดมาถึงตอนนี้ ผมก็ไม่ได้จะมาบอกว่าบ้านเขาดีกว่าบ้านเรา แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่ามันยังมีบางสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ เหมือนกับที่คนเยอรมันพยายามบอกประชาคมโลกผ่านคนรุ่นใหม่ว่า จะต้องไม่มีใครตายจากความบ้าคลั่งแบบเดียวกับที่เพื่อนร่วมชาติรุ่นก่อนก่อไว้ ...

... เพราะแม้เขาจะมีประวัติศาสตร์ที่น่าลืมที่สุด ... แต่เขากลับจดจำ
ในขณะที่เรามีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำที่สุด ... แต่เรากลับลืม


ผมขอยืนยันยันว่าที่ว่ามาทั้งหมด ผมไม่ได้ต้องการให้เราเลิกสอนประวัติศาสตร์สุโขทัย อยุทธยา เพราะก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังไงมันก็มีความสำคัญกับตัวตนของเราในปัจจุบันไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมที่จะถามตัวเองอยู่เสมอว่า ประวัติศาสตร์ที่เราเรียนรู้อยู่มันทำให้เราที่มาของตัวเองในอดีตมากพอหรือยัง และมันจะพาเราไปที่ใดในอนาคต

ผมก็เป็นคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง ที่เป็นผลผลิตของการศึกษาประวัติศาสตร์แบบนี้เช่นกัน ทำให้หลาย ๆ ครั้งผมก็อดแปลกใจและเสียดายไปพร้อมกันไม่ได้เวลาได้มีโอกาสอ่านหนังสือหรือเที่ยวพิพิธภัณฑ์ดี ๆ ว่าที่เรียนผ่านมาทั้งหมด นักเรียนไทยทั้งประเทศได้พลาดอะไรไปบ้าง

แต่ถ้ามองในแง่ดี ในยุคนี้ที่การสื่อสารฉับไว เพียงแค่มี “ความขี้สงสัย” อยู่สักหยิบมือหนึ่ง โลกทั้งใบก็สามารถมากองอยู่ตรงหน้าเราได้ ...

...​และผมก็หวังว่าความ “ขี้สงสัย” เหล่านั้นจะแก้นิสัย “ขี้ลืม” ของคนไทยได้ซะทีนะครับ



[[[ ขอบพระคุณภาพเหตุการณ์ 14 ตุลา บนโคฟเวอร์จาก http://www.siamintelligence.com ช่วยกันจดจำนะครับ ]]]
SHARE
Writer
Krittapas
Human
| นักคิดเพ้อเจ้อ | สนใจวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา การเมือง หนัง งานเขียน งานดีไซน์ ฯลฯ | เข้ามาเขียนบ้างเป็นครั้งคราว แต่ถ้าเขียนจะเขียนยาวทะลุโลก |

Comments

Krittapas
4 years ago
การ์ตูน Countryball เรื่องชาตินิยมเยอรมันครับ :)
http://images-cdn.9gag.com/photo/aEw37Mp_700b_v1.jpg
Reply
Pippo
4 years ago
โหดมาก!!! ชอบอ่านอะไรแบบนี้ฝุดๆๆๆ
หมัดตรง โดนจังๆ ประทับใจมากครัช
Reply
Krittapas
4 years ago
โห กราบขอบพระคุณมากขอรับ ท่านประธานมาเองเลย55555
kitsadac
4 years ago
ตรงใจดีครับ ผมชอบครับ 

Reply
Krittapas
4 years ago
ขอบคุณครับ :)
v_tno
4 years ago
เขียนดีมากเลยครับ ชอบสำเนียงการเขียนมากๆ
Reply
Krittapas
3 years ago
ขอบคุณครับที่ติดตาม :D
chonlykikky
3 years ago
โดนใจมาก ชอบมากคะ
Reply
Krittapas
3 years ago
ขอบคุณครับ :)