เธออยากเป็นนักเขียนไหม ?
 ช่วงนี้เราถามคำถามนี้กับตัวเองบ่อยมาก มาก ๆ ถึงมากที่สุด มันเกิดจากการทำนิตยสารเล่มล่าสุดของพวกเราเอง ไม่ขอบอกชื่อละกัน อาย ด้วยความที่เป็นนิตยสารของพวกเราเล่มแรกจริง ๆ เราต้องทำตั้งแต่เริ่มแรกคือการคิดตีม หรือประเด็นหลักของเรื่อง อันนี้ก็เสนอ ๆ กันมาแล้วก็เลือกจนได้หัวข้อก็คือ "ผ้า" เรื่องของการคิดตีมก็เป็นปัญหา ด้วยความที่นิตยสารของเราไม่มีหัวที่แน่ชัด คือจะเป็นนิตยสารแฟชั่นก็ไม่ใช่ บันเทิงก็ไม่ใช่ มันต้องคิดใหม่ทุกปี เพราะฉะนั้นการคิดตีมมันก็เหมือนกับการเริ่มใหม่ทั้งหมด ว่าเนื้อหาโดยประมาณเราจะทำแนวไหน เน้นสารคดีหรือเป็นบันเทิง ซึ่งตัวแนวคิดกับเนื้อหาหลักก็ต้องไปในทางเดียวกัน ในตอนแรกเรารับเขียนเนื้อหาหลักหรือ Cover Story ทั้งหมด และยังเป็นบก.ศิลป์ด้วย (ความมั่นหน้าหรืออะไรดลใจก็ไม่รู้) ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ แล้วเราไม่ไหว เดี๋ยวค่อยบอกเหตุผลว่าทำไม เลยยกหน้าที่บก.ศิลป์ให้กับเพื่อนอีกคน ซึ่งดูจะถนัดงานจัดหน้ามากกว่าเรา และแบ่งเนื้อหาหลักให้เพื่อนคนอื่น ๆ ไปเขียนในหัวข้อต่าง ๆ เราก็รับคอลัมน์เล็ก ๆ มาเขียนอีกหนึ่งคอลัมน์เกี่ยวกับจักรยาน 
ดู ๆ ไปมันอาจจะน้อยลงแล้วใช่ไหม แต่ส่วนที่ยากที่สุดของการเขียนจริง ๆ แล้วเราคิดว่าไม่ใช่แค่เขียนออกมาให้ดีหรอก เขียนออกมาให้ดีมันก็ยาก แต่นักเขียนหรือนักสื่อสารมวลชนทุกคนที่ต้องเจอแล้วเราคิดว่ามันยากมาก (อาจจะสำหรับเรา) คือการหาข้อมูลเพื่อนำมาเขียน เอาตั้งแต่เริ่มหาข้อมูลเราทำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ผ้า เหมือนจะง่าย ๆ เสิร์ชในอินเตอเน็ตก็เจอ แต่ไม่เลย ข้อมูลในเน็ตคืออะไรที่กระจัดกระจาย แยกย่อยเป็นหมวดหมู่ยากมาก หาแหล่งอ้างอิงแทบไม่ได้และบางทีก็มีชุดความจริงหลาย ๆ ชุดจนเราไม่รู้ว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ เราจึงต้องหาข้อมูลจากแหล่งอื่น จนเราติดต่อกับเพื่อนที่เรียนด้านศิลปะ เขาเลยให้เราไปติดต่ออาจารย์ภาควิชาศิลปะที่มีความรู้ด้านนี้  การติดต่อแหล่งข่าวก็เป็นอะไรที่ยากลำบากมาก สำหรับนิตยสารเล็ก ๆ แบบเรา เราเคยเจอในกรณีที่ต้องไปสัมภาษณ์คนใหญ่คนโต ต้องยื่นเอกสารขอสัมภาษณ์ไปนานมาก ย้ำแล้วย้ำอีก บางครั้งก็ถูกตอบกลับมาว่า "ขอโทษนะพี่ทำหนังสือหายไปแล้วอะ น้องส่งมาใหม่นะ" แล้วที่ให้รอเกือบอาทิตย์นี่มันอะไร(วะะะะะะะะะะะะะะะ) บางทีถ้าเจอคนในดีก็ดีไป ไม่ต้องยื่นอะไรเขาก็ให้สัมภาษณ์เลย เช่นอาจารย์คนนี้ที่เราไปสัภาษณ์ท่านน่ารักและใจดีมาก ไม่ต้องยื่นหนังสือ แค่โทรไปก็นัดวันให้สัมภาษณ์เลย  อันนี้ถือเป็นความโชคดีจริง ๆ นอกจากจะหาข้อมูลแล้วการหาภาพมาประกอบบทความ การจัดเลเอาท์หน้าก็ยากไม่แพ้กันเลย มันใช้ทั้งไอเดีย ความคิด เหตุผล ทั้งต้องตั้งอยู่บนข้อจำกัดของตัวหนังสือภาษาไทย (ที่เป็นอะไรที่จัดหน้ายากมาก เพราะมีสระ ตัวการรันณ์ต่าง ๆ ให้วุ่นวาย แล้วโปรแกรมที่เราใช้จัดมันก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดหน้าภาษาไทยโดยตรง ก็เป็นโปรแกรมของฝรั่งนี่นะ) รูปที่เราจะใช้เองก็ติดลิขสิทธิ์ ต้องไปขอให้พี่ที่รู้จักวาดให้แทน กว่าจะเสร็จออกมาเป็นหนึ่งเล่มเป็นอะไรที่ลำบากและใช้พลังงานชีวิตไปเยอะมากจริง ๆ เล่มของเรามีถ่ายแบบด้วย เราต้องไปยืมชุดเพื่อมาถ่ายแบบ ซึ่งราคาของชุดทำเอาเราเหงื่อตกไปตาม ๆ กัน ชุดละสองล้าน จะเป็นบ้า ทั้งหานางแบบ กล้อง ไฟ สถานที่ที่จะไปถ่ายกันให้วุ่นวาย ช่างแต่งหน้าทำผม ติดต่อกับคนเยอะมาก ๆ นอกจากต้องทำงานกับคนในกองแล้วเรายังต้องทำงานกับคนข้องนอกเยอะมาก ๆ แล้วด้วยความมั่นใจหรือมั่นหน้าก็ไม่รู้ เลยอยากทำหน้าแทรกที่มีตัวอย่างผ้าใส่เข้าไปอีก โอ้โห เราต้องตัดผ้าทั้ง   12  ชนิดอย่างละพันชิ้น รวมแล้วเราต้องใช้ผ้าหนึ่งหมื่นสองพันชิ้น ทั้งลำบากยากเข็นอยู่ในห้องตั้งแต่บ่ายยันดึก กว่าจะเสร็จเป็นเล่มส่งโรงพิมพ์เรียกว่าเลือดตาแทบกระเด็น
เราว่าการทำงานนักเขียนหรือด้านสื่อสารมวลชนใด ๆ ก็ตามทักษะที่จำเป็นต้องมีคือทักษะในการเข้าหาผู้คน เราจะไม่สามารถผลิตสื่อหรืองานซักชิ้นได้เลยถ้าเราไม่ได้รับความช่วยเหลอจากคนอื่น ๆ ทั้งแหล่งข่าว นางแบบ ช่างแต่งหน้า แม้แต่คนในกองเอง การเป็นนักเขียนทักษะการเขียนก็เป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็น แต่เราว่าสำหรับเราทักษาะในการเข้าหา ติดต่อผู้คนก็เป็นส่วนสำคัญมาก ๆ  เช่นกันและขอบคุณเพื่อน ๆ ที่คอยช่วยเหลือและทำให้มันเป็นรูปเล่มขึ้นมาจริง ๆ นะ 
SHARE
Writer
LP04
student writer
I don't know how I feel then I write it to know how I feel.

Comments

SiNeee
5 years ago
เขียนต่ออออ
Reply
khaikung
5 years ago
สู้ๆครับผม
Reply