สายลมอิสระ.
1
เขา,

เพื่อนหนุ่มคนหนึ่งยื่นกุญแจให้ผม เขากำลังวางแผนออกเดินทางไปต่างจังหวัด อาจจะเป็นเชียงราย น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน ไม่รู้ เขาบอกว่ายังไม่ได้คิดหรือตัดสินใจจริงจัง สนใจอะไร ถูกใจที่ไหนก็ลงหลักปักฐานที่นั่น น่าจะเริ่มต้นประมาณอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ระหว่างนี้ชีวิตเขาอยู่ในช่วงเดินสายพบปะผู้คน ทั้งมิตรสหายและเครือญาติที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้พบได้เจอะเจอกัน

ลงหลักปักฐาน - ได้ยินคำนี้จากปากของเขาแล้วผมหลุดหัวเราะออกมา มันดูไม่ใช่คำที่เหมาะจะใช้กับคนอย่างเขาเอาเสียเลย

เอาแค่ในหนึ่งปีที่ผ่านมา เรามีโอกาสได้พบหน้าค่าตา เห็นกันตัวเป็นๆ เพียงหนึ่งครั้ง ที่เหลือนอกเหนือจากนั้นก็เป็นคำทักทายของเขาบนเฟซบุ๊คที่ถูกส่งมาจากหลากหลายเมือง มหาสารคาม พัทยา หาดใหญ่ กระทั่งกัวลาลัมเปอร์

ด้วยหน้าที่การงานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดให้วิถีชีวิตของเขาต้องร่อนเร่พเนจรไปต่างถิ่นต่างที่อยู่เสมอ แต่ผมคิดว่าอีกส่วนหนึ่งก็เพราะนิสัยของเขาที่ชอบแสวงหาเรื่องราว หาโอกาสเรียนรู้ทำความเข้าใจโลกและผู้คนหลากหลาย บ่อยครั้งที่เขาเสร็จงานที่ต่างจังหวัดแล้วไม่ยอมเดินทางกลับ แต่พักอาศัยอยู่ที่นั่นอีกร่วมเดือน

ห้องเช่าในเมืองหลวงจึงกลายเป็นบรรยากาศไม่คุ้นเคย หลับนอนได้ไม่กี่วันก็ต้องออกเดินทางใหม่ ใช้ไม่คุ้ม เขาคิดว่าช่วงที่ไปเที่ยวครั้งนี้จึงน่าจะให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์บ้าง

"คืนไหนเหงาๆ หรือไม่มีที่กินเหล้าก็แวะมาได้"

มันเป็นห้องที่มีขนาดใหญ่พอสมควร ประกอบไปด้วยเตียง ตู้ และโต๊ะอย่างละหนึ่ง เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีแถมมาให้อยู่แล้วตั้งแต่แรกเริ่ม ข้าวของที่เขาเพิ่มเติมเข้ามาก็แค่เสื้อผ้า พัดลม และหนังสือ (ผมคิดว่าเขามีหนังสือเยอะกว่าเสื้อผ้า) ฝุ่นและหยากไย่เริ่มเกาะบนเพดาน ริมระเบียงด้านนอกมีนกมาทำรัง (ผมแซวว่าเขาเช่าห้องให้นกอยู่) แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าพอใช้เป็นที่พักอาศัยได้อย่างไม่ขัดเขิน ไม่รู้สึกว่าอึดอัดคับแคบหรือครั่นเนื้อครั่นตัวจนทนไม่ได้

ที่สำคัญก็คือพระอาทิตย์ตกดินที่นี่สวย - เขาเน้นย้ำซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง

ผมเอ่ยปากชมว่ามันเป็นชีวิตที่ช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน เขาส่ายหน้าเบาๆ และบอกผมว่ามันไม่ได้สวยงามอย่างที่เห็นนักหรอก บางวันการกินลมชมวิวมองฟ้ามองน้ำก็ทำให้รู้สึกดี แต่บางคืนก็ขื่นขม ตรอมตรมซมซาน ขุดค้นหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไรกับวันพรุ่งนี้ ครั้งใดที่เหงา อ้างว้างเดียวดาย เหล้ายาผับบาร์ก็ช่วยไม่ได้ คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่อยากทำความรู้จัก จะโทรหามิตรสหายก็เกรงอกเกรงใจว่าระหว่างเราจะล้ำเส้นเกินไปไหม หรือรบกวนกันมากไปหรือเปล่า

การเดินทางคนเดียวนั้นมีข้อดีคือไปไหนมาไหนง่าย เบาสบายไม่ต้องห่วงกังวลถึงใครหรือสิ่งใด แต่มันก็ซุกซ่อนความเหงาบางชนิดที่มีรสขมปร่า ดึงให้เราอ่อนล้าเกินกว่าจะทานทน



2
เธอ,

หญิงสาวเพิ่งเริ่มงานเป็นอาจารย์ได้ไม่ถึงปี เธอโอดโอยตัดพ้อถึงความเหนื่อยหน่ายหนักหนาสาหัสของวิชาชีพครู ไหนจะงานหนังสือ ข้อสอบ แบบฝึกหัดยิบย่อยที่ต้องรับผิดชอบ ไหนจะหน้าที่อาจารย์ประจำชั้นที่ต้องคอยรับโทรศัพท์จากเหล่าผู้ปกครอง (โทรมาทีไรไม่เคยเป็นข่าวดี) แล้วยังจะคำติฉินนินทาระหว่างเพื่อนร่วมงาน การถูกเขม่นเหม็นขี้หน้าจากอาจารย์รุ่นพี่ (เธอบ่นว่าเด็กยังมีวุฒิภาวะมากกว่าอาจารย์บางคน)

หลายเดือนแล้วที่เธอปล่อยให้วันหยุดผ่านไปอย่างเปล่าดาย วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบ อยากออกไปเจอภูเขาหรือทะเลบ้างเหมือนกันแต่ก็นึกไม่ออกว่าจะไปไหน ไปกับใคร กระทั่งหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมต้องไป

"ชีวิตมีแค่บ้าน กับโรงเรียน ห่างกันไม่ถึงโล แค่นี้" เสียงหัวเราะบางๆ นั้นขัดแย้งรุนแรงกับดวงตาเธอที่เอ่อล้นไปด้วยความว่างเปล่า ผมคาดเดาไม่ได้เลยว่าลึกลงไปภายในหัวใจมีความรู้สึกใดอยู่ในนั้น

เธอบอกเล่าว่า เคยคิดว่าเลือกเดินเส้นทางนี้แล้วชีวิตจะมั่นคง แต่เอาเข้าจริงแล้วในใจก็ยังสับสนค้นหาคำตอบ

แก้วกาแฟใบนั้นถูกทิ้งค้าง เย็นชืดจืดจางได้สักพักหนึ่งแล้ว ควันบุหรี่ลอยตัวอ้อยอิ่งอยู่เหนือหัว นี่เป็นมวนที่สามแล้วนับตั้งแต่เราเริ่มต้นบทสนทนา

เธอสูบบุหรี่ทุกวัน อย่างต่ำก็วันละ 1-2 ซอง มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ปกติแล้วบุหรี่กับผู้หญิงเป็นภาพที่ไม่ค่อยรื่นรมย์กลมกลืนกันสักเท่าไหร่ (เปล่า-ผมไม่ได้หมายถึงความเหมาะสมหรือเรื่องทางศีลธรรม, ผมหมายถึงความงดงามทางสายตา) ไม่รู้ทำไมพอเป็นเธอคนนี้ทำแล้วมันดูลงตัว เป็นธรรมชาติ ไม่ขัดเขินหรือดิบเถื่อนเกินงาม

แต่พอเป็นในรั้วโรงเรียน เธอจำต้องบอกตัวเองให้หักห้ามใจ ทั้งที่ก็รู้สึกค้านลึกๆ ในใจว่าแล้วทำไมทีอาจารย์ผู้ชายยังสูบบุหรี่ในโรงรถได้ ทั้งครูทั้งนักเรียนก็เห็นก็รับรู้ แต่พออาจารย์ผู้หญิงคิดจะทำ มันกลับกลายเป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม ไม่เหมาะสม ผิดค่านิยมของสังคม

"อย่างนี้ก็อึดอัดแย่ ?" ผมถาม
"ไม่หรอก พอเห็นเด็กเรียนกับเราแล้วมีความสุข ทุกอย่างมันหายเป็นปลิดทิ้งเลย"

ทั้งที่ยังสงสัยว่าเอาเข้าจริงแล้วมันทดแทนกันได้จริงๆ หรือ แต่ผมจำต้องเชื่อเช่นนั้น เพราะในแววตา ในเสียงหัวเราะเวลาเธอบอกเล่าถึงลูกศิษย์มันไม่มีร่องรอยของความเสแสร้งแกล้งทำ หรือจงใจบิดเบือนปิดบังอยู่แม้แต่น้อย



3
เรา,

"ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างหรือยัง ?" พี่ชายคนหนึ่งเคยถามผมไว้นานแล้ว มันเป็นคำถามสารทุกข์สุขดิบธรรมดาทั่วไป แต่ได้ยินแล้วผมรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งเสียดแทงเข้าไปในใจ

เสื้อกันฝนที่ตากไว้ริมระเบียงยังไม่ทันแห้งดี เช้าวันนี้ฝนตั้งเค้ามาอีกแล้ว ผมอยากรู้ว่าคุณครูสาวเคยลำบากใจเรื่องไร้สาระพรรค์นี้บ้างไหม หรือไม่แม้แต่จะสนใจความเป็นไปของสภาพอากาศ

สองเดือนแล้วนับตั้งแต่วันที่เพื่อนหนุ่มออกเดินทาง เขาไม่ได้ติดต่อมาอีก และผมก็ให้เวลากับเรื่องอื่น สิ่งอื่น จนไม่ได้คิดสนใจจะถามไถ่ถึงความเป็นไปของเขา กุญแจห้องยังนอนนิ่งอยู่ในลิ้นชัก ไม่มีโอกาสแม้แต่จะแวะเวียนไปดื่มด่ำซาบซึ้งกับความงดงามยามเย็นที่เพื่อนเคยบอกเล่า

ผมหลับตานึกภาพเพื่อนนั่งอยู่บนรถไฟที่มุ่งสู่ปลายทางที่ไหนสักแห่ง เหม่อมองท้องฟ้าจากบานหน้าต่างรถไฟ จดจำได้ถึงคำพูดที่เขาเคยบอกว่ารู้สึกเหมือนถูกสาบให้ชีวิตต้องออกเดินทางตลอด ด้วยเพราะทนตอกบัตรทำงานที่เดิมซ้ำๆ ทุกวัน ในเมืองหลวงไม่ไหว

"เลือกแล้วก็ต้องยอมแลก มันคุ้มจริงๆ เวลาทุกข์นี่ทุกข์ชิบหาย แต่เวลาสุขขึ้นมาก็โคตรๆ"

ผมนับถือขนาดหัวใจของเขา นับถือว่าเขาไม่ฟูมฟายหรือตีอกชกหัวตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา ลำบากบ้าง มีปัญหาหรือเจ็บปวดกับเรื่องใดบ้างก็เผชิญหน้ากันไป และมองชีวิตของเพื่อนหนุ่มและคุณครูสาวแล้ว ผมบอกตัวเองว่าไม่ควรด่วนสรุปตัดสินอะไรง่ายๆ แค่เพียงมองผ่าน เพราะบางชีวิตที่เหมือนจะดี แต่ก็ทุกข์ หลายคนคล้ายจะสุข แต่ก็ไม่ใช่

โลกยังมีอีกหลายเรื่องให้เรียนรู้และทำความเข้าใจ และกับบางคำถาม, คำตอบของมันก็อยู่ห่างไกลเกินจะดั้นด้นค้นหา

ข้างนอกฝนเริ่มตกเบาๆ มองออกไปเห็นกิ่งไม้สั่นไหว ใบไม้ปลิดปลิวหล่นร่วงลงสู่พื้นดิน สายลมอิสระพัดผ่านจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าลมจะพัดผ่านไปทางไหน มุ่งไปสู่หนใด

คนเป็นเช่นนี้ โลกเป็นเช่นนี้

สุดท้ายแล้ว คนเราก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่เลย

SHARE
Writer
Thankwian
labour worker
Nothing important

Comments

5W1H
5 years ago
อืม เหมือนจะดีแต่ก็ทุกข์
เป็นประจำ
Reply
RoadRunner
5 years ago
กลมกล่อม
Reply
khaikung
5 years ago
มาแบบเขียนดีตลอดดดด อิจฉา :P
Reply
Artrat-ta-na-rat
5 years ago
เขียนดีค่ะ

Reply