6. ใบหน้าที่จ้องมอง...มือเหี่ยวย่น และกลิ่นน้ำอบที่คิดถึง
คิดถึงคุณยายขึ้นมาน่ะ

เพราะตอนเด็กพ่อกับแม่เราต้องทำงาน เราจึงถูกเลี้ยงด้วยคุณยายมาตั้งแต่เด็ก ยายเราเป็นผู้หญิงสู้ชีวิต ยายเลี้ยงลูกตัวคนเดียว 9 คน แม่เราเป็นคนที่ 5 และเป็นผู้หญิงคนเดียว ทางบ้านยากจนมาก ถึงขนาดยายต้องขายธูปขายเทียนเพื่อพวกแม่ได้กินข้าว ทำงานทุกอย่าง กวนขนม ชงกาแฟ และอีกหลายงาน ส่งเสียจนพวกแม่เรียนจบ ทำงานหาเงิน สร้างบ้านสร้างฐานะให้ยายสบายหลังจากลำบากมามากถึงขีดสุดของชีวิตเลยก็ว่าได้

ยายรักเรามาก เรียกว่าหลานรักเลยก็ได้มั้งเพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนเด็กเราติดยายนะเท่าที่จำได้ มือเหี่ยวย่นกับกลิ่นน้ำอบประจำตัวยายมักจะกอดเราเสมอเวลามาเยี่ยมหรือมาค้างคืนที่บ้านยาย ยายอยู่กับลุงสองคน ลุงคนโตไม่แต่งงาน เลยเลือกจะอยู่ดูแลยายไปตลอด

ยายเรามักจะชอบเล่าเรื่องสมัยแกสาวๆ เหมือนละครไทยสุดๆ ทั้งตลกทั้งดราม่า มาเต็ม แถมยังชอบเล่าเรื่องตอนเราเด็กๆ เคยโยนเหรียญห้าบาทให้ไก่กิน(?) ยายมักจะเล่าซ้ำไปซ้ำมา เราก็นั่งนับในใจแต่ก็รู้สึกสนุกดี ในใจก็คิดแหละว่ายายแก่แล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดา บ้านยายกับเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เดินลัดหลังบ้านนิดเดียวก็ถึงบ้านยายแล้ว ช่วงปิดเทอมสมัยเรียนเรามักจะเดินไปเล่นไปคุยกับยายทุกวันช่วงกลางวันเพราะลุงไปทำงาน กลัวยายเหงา บ้างก็หานิยายไปให้แกอ่านแก้เบื่อ บ้างก็เล่าเรื่องตลกๆที่โรงเรียนให้ฟังบ้าง

พอวันไหนที่เราหายไปแล้ววันต่อไปเราไปหายาย ยายก็จะถามเสมอว่าไปไหนเมื่อวาน ทำไมไม่มาหา ความรู้สึกผิดนิดๆอยู่ในใจ เพราะบางทีเราก็อยากอยู่บ้านเล่นเกมส์บ้างอะไรบ้าง แต่สุดท้ายพอมองหน้าผู้หญิงตรงหน้า ก็จับมือเธอแล้วบอกแค่ว่า เดี๋ยววันหลังหนูจะมาทุกวันนะ

พอเราโตขึ้น ยายกลับเหมือนเด็กลงเรื่อยๆ พอพูดกับยายแล้วยายไม่ได้ยิน เริ่มพูดเรื่องเดิมๆซ้ำหลายรอบ แต่ยังจำได้ว่าเราคือหลาน แต่จำชื่อเราได้บ้างไม่ได้บ้างตามประสาคนแก่ พอเราต้องย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย เราเจอกับยายน้อยลงมากๆ แต่แกก็ยังพอจำได้ลางๆว่ารู้จักเรา แต่ยายเริ่มลืมว่าเราเป็นหลาน ยายเริ่มเป็นอัลไซเมอร์ ยายเริ่มป่วย แม่รับยายมาดูแลที่บ้าน เพราะลุงไปซื้อบ้านใหม่ที่ต่างจังหวัด แต่ยังไม่เสร็จดี ยายเลยมาอยู่ที่บ้านเราก่อน

เวลาเรากลับจากมหาวิทยาลัยมาทีก็จะเห็นหญิงชราผมสีขาวนั่งมองจ้องเขม็งมาทางเรา เหมือนไม่รู้จักกัน แต่เพียงแค่เราเดินเข้าไปหา จับมือแกแล้วไหว้ แนะนำตัวว่าเราเป็นหลานนะ เพิ่งกลับมาจากไปเรียนมา ยายก็ลดสายตาลง พร้อมกับพูดว่า นี่ฉันมีหลานหรอ? เธอเป็นหลานฉันหรอ? นี่บ้านใคร? พาฉันไปอยู่ด้วยนะ

มันเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เรากลับบ้าน ยายเริ่มเดินไม่ได้ ต้องใช้รถเข็นและเราเป็นคนยกแกวางบนโซฟาและเตียง ถ้าเราไม่อยู่ก็เป็นหน้าที่ของแม่กับพี่สาว ที่บ้านเป็นคนดูแลยายเพราะยายไม่รับรู้แล้วว่าใครคือใคร จ้างพยาบาลก็ทำได้ไม่เท่าเรา สุดท้ายก็เลยทำกันเองทั้งพ่อ แม่ พี่สาวและเรา เราเพิ่งเคยดูแลคนป่วยจริงๆจังก็เมื่อช่วงปิดเทอมช่วงปิดหกเดือน บางครั้งเราก็หงุดหงิดยาย บางครั้งเราก็ร้องไห้สงสารยาย บางครั้งเราก็กอดปลอบแม่ พอช่วงปิดเทอมธันวาคม ยายก็อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนยายต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ยายไม่สามารถนั่งรถเข็นได้ ยายต้องทานอาหารเหลว ใจเราไม่ดีเวลาเห็นยาย แต่ยายก็ยังดูดี สีหน้าไม่ได้แย่ จนเรากลับไปเรียน ทำโปรเจคอย่างหนักหน่วง โทรหาแม่บ้างถามถึงยายบ้าง แม่ก็ตอบมาเสมอว่าอาการทรงตัวเหมือนเดิม เราก็โอเค โล่งใจ

พอถึงวันที่เราจะกลับบ้านแต่ดันติดทำงานนิดหน่อยและต้องติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาทีสิสเราด้วย ช่วงสงกรานต์เราเลยขอแม่ว่าอาจจะกลับอีกวันนึงแทน แต่แม่กลับบอกว่าเร็วขึ้นได้มั๊ย? เราก็ว่าได้ เราจะกลับให้เร็วที่สุดแล้วกัน พอเราผ่านช่วงเวลาเหนื่อยกับงานสุดๆ แม่ก็โทรมาหาถามว่า
“งานเสร็จหรือยัง เรียบร้อยมั๊ย?” เราก็ตอบด้วยเสียงร่าเริงว่า
“เรียบร้อยแล้วค่ะ กลับบ้านแบบสบายใจได้แล้ว”
“ไม่เครียดแล้วใช่มั๊ย?” เราก็งงๆ
“ไม่เครียดแล้วค่ะ” แม่สูดหายใจลึกๆพร้อมบอกกับเราว่า
“ยายเสียแล้วนะ” เราเงียบไปหลายวินาที น้ำตาไหลไม่รู้ตัว เหมือนกับว่าเราจะรู้อยู่นิดๆว่ามันแปลกๆ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วแบบนี้
“เมื่อไหร่หรอ” เราถามแม่ด้วยเสียงสั่นๆ
“เมื่อสองวันที่แล้ว”
“แล้วทำไมไม่บอกหนูตั้งแต่วันนั้น”
“แม่เห็นเราเครียด เลยไม่อยากบอก ”
“ ..... ”
“ร้องไห้หรอเรา?”
“ร้องสิ ยายเค้าเลี้ยงหนูมานะ” เราวางโทรศัพท์จากแม่แล้วนั่งร้องไห้โดยไม่ได้สนใจว่าอีกสองชั่วโมงมีเรียนต่อ เพื่อนทักเราก็ไม่สนใจ เราไม่กล้าตอบกลัวร้องไห้

เป็นการกลับบ้านที่ไม่มีความสุขเลย เป็นครั้งที่เศร้าที่สุด เรานั่งนึกว่าทำไมเราไม่ดูแลยายให้ดีกว่านี้ น่าจะได้ทำอะไรเพื่อยายมากกว่านี้ แต่การที่ยายไปก็ถือว่าดีแล้ว ยายจะได้ไม่ทรมาน ยายไปสงบเหมือนหลับไปเฉยๆ เรากลับไปวันเผาเลย เราไม่ได้อยู่วันสวดให้ยายซักวัน มันเสียใจที่ตรงนี้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้กลับมาไหว้ยายและทันวันเผา ปกติเราไม่ดูหน้าศพเพราะกลัวติดตา แต่ครั้งนี้เราอยากดู เพราะเราไม่เห็นหน้ายายมาเป็นเดือนๆ

เรามองและมอง และยิ้มทั้งน้ำตา พี่สาวจับมือเราไว้แน่น สุดท้ายเราก็ไม่สามารถมองร่างของยายถูกไฟเผาได้ เราได้แต่จับมือพี่สาวกับแม่เอาไว้เท่านั้น

ขอบคุณค่ะ ที่เลี้ยงหนู
บ้านที่ไม่มียายจ้องมองมันแปลกมากในช่วงแรก หนูยังคิดว่ายายยังอยู่กับหนูอยู่เลย ตอนนี้ยายจากไปเกือบครบหกเดือนแล้ว มีความสุขนะคะ หนูคิดถึงยายเสมอ
SHARE
Writer
mayrunchana
architect
สวัสดี :) Facebook : May Runchana -1993 -architect -writer -reader -drawing -sky

Comments