ความหวั่นไหวในยุคสมัยของเรา.
1
“ไปเล่นที่บ้านไหม?”

มันเป็นคำพูดที่แรงพอสมควร หากไม่สนิทกันจริงก็อาจมีโกรธมีเคืองกันได้ ประโยคนี้ออกมาจากหนุ่มใหญ่ที่อายุมากสุดในวง เขาพูดดึงสติหนุ่มน้อยอีกคนกลับมาจากหน้าจอ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วเด็กหนุ่มเอ่ยปากพูดคุยไม่ถึงสองประโยค สายตาเอาแต่จับจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือ ชัดเจนว่างานนี้เขาเน้นดื่ม ไม่เน้นพูดคุย

“โทษทีว่ะพี่ มีเรื่องต้องคุย”
“คุยอะไรวะ กูเห็นมึงสไลด์ดูแต่หน้านิวส์ฟีด”

โดยส่วนตัว ผมไม่นึกต่อต้านคนมีนิสัยก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ ก็สิทธิ์ของใครก็เป็นเรื่องของคนนั้น จะเล่นมากน้อยแค่ไหน ทั้งวันทั้งคืนอย่างไร มีความสุขดีไหมก็แล้วแต่เถิด เราจะไปก้าวก่ายล้ำเส้นกันได้อย่างไร เราตัดสินขีดเขียนแทนกันได้หรือว่าแบบนี้ผิด แบบนั้นถูก

ยืนแออัดอยู่ในรถไฟฟ้า ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ หน้าจอที่มีให้เห็นก็มีแต่โฆษณาไม่ชวนมอง จะให้ทำอย่างไรได้นอกจากงัดโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น

มันก็แค่เห็นพฤติกรรมเด็กหนุ่มแล้วรู้สึกขึ้นมาว่าพักหลังๆ นี้ ผู้คนรอบข้างเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป

หญิงสาวที่ผมรู้จักคนหนึ่งโอดครวญขึ้นมาว่าวันนี้ช่างเป็นวันที่ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ้ำซากอะไรอย่างนี้ ตื่นเช้ามาว่าจะไปทำบุญสักหน่อย โทรศัพท์ดันมาเสีย

“เกี่ยวอะไรกัน” ผมถาม
“ก็พอเครื่องเสียก็ไม่มีอารมณ์อยากจะทำอะไรแล้ว”

จากนั้นมาเธอก็บ่นทั้งชั่วโมง เซ็ง อารมณ์เสีย บ่นแล้วบ่นอีกจนผมต้องเสนอให้เธอเอาโน๊ตบุ้คของผมไปใช้ก่อนไหม เธอตกลงและหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะตะโกนเรียกผมอีกครั้งเพราะ Wi-fi ที่ใช้ดันหลุด บทสนทนาในช่องแชทเฟสบุ๊คขาดหาย “เร็วๆสิ” เธอเร่งเร้าให้ผมรีบๆ เชื่อมต่อไวๆ จะได้กลับไปแชทอีกครั้ง

หญิงสาวอีกคนขอร้องให้ผมช่วยเข้าไปกดไลค์รูปภาพที่เธอเพิ่งโพสต์ให้หน่อย คงเพราะเห็นสีหน้าผมดูแปลกใจ เธออธิบายต่อว่า ยอดคนกดไลค์มันต่ำอย่างน่าใจหาย เห็นแล้วรู้สึกเสียความมั่นใจ ครั้งหนึ่งเธอเคยบอกกับผมว่าวันไหนไม่ได้เล่นแล้วมันเหงาอย่างบอกไม่ถูก

คนรักของเพื่อนหนุ่มของผม เธอมีเพื่อนในเฟซบุ๊คเกิน 5,000 คน ต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าที่ผมจะรับแอดเธอได้

ความที่มีเพื่อนเยอะ ครั้งหนึ่งเธอตั้งใจจะแท็กเพื่อนคนหนึ่ง แต่ดันไปแท็กอีกคนที่ไม่ได้รู้จักกัน เพราะว่าชื่อในเฟสบุ๊คคล้ายๆ กัน

รุ่นน้องคนหนึ่งในที่ทำงานไลน์มาหาผมว่าจะขอสลับเวรทำงาน ผมหันไปเห็นเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอีกตัวจึงตะโกนบอกเขาว่าอยู่ห่างกันไม่ถึงห้าเมตร เดินมาบอกก็ได้

เวลาที่เจอกันตัวเป็นๆ เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดจา แต่รู้กันว่าเดี๋ยวนี้หากพบเห็นในกรุ๊ปไลน์เมื่อไหร่ เขาคุยเก่ง พูดด้วยคีย์บอร์ดจนน้ำไหลไฟดับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ผมรู้จัก เขาเปลี่ยนโทรศัพท์ใช้เกือบทุกเดือนจนเป็นกิจวัตร ขายเครื่องเก่าแล้วนำเงินมาซื้อเครื่องใหม่ ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ หากเอ่ยถามไปผมคิดว่าเขารู้จักหมด จนผมสงสัยว่าจะอัพเดทเครื่องใหม่ๆ ไปทำไม

“มันทำให้เราดูดีนะ มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ ไว้ใช้” คือคำตอบของเขา

ในร้านเหล้า ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยปากอยากเซลฟี่กับผม มือของเขาเหยียดยาวจนภาพในเฟรมมองเห็นได้ทั้งโต๊ะ เขาถ่าย 5-6 ครั้งจนผมบอกว่าพอแล้ว กินเหล้า นั่งคุยกันดีกว่า

เขาทำหน้าเซ็งๆ เล็กน้อย และถ่ายเซลฟี่ตัวเองต่อไป

พี่ชายคนหนึ่งส่งสติ๊กเกอร์มาให้ผมทางไลน์ ผมอ่านแล้วก็ไปทำอย่างอื่นต่อ จนเมื่อเจอหน้ากันไม่กี่นาทีถัดมา เขาจึงถามผมว่าทำไมไม่ตอบไลน์ มีเรื่องจะคุยด้วย

ผมสงสัยว่าผมต้องตอบสติ๊กเกอร์ด้วยสติ๊กเกอร์ใช่ไหม หรือว่าต้องพิมพ์ ‘เห็นแล้วนะ’ กลับไปหรือเปล่า คำว่า ’read’ ไม่เพียงพอแล้วใช่ไหม

ไม่รู้สิ, ผมเข้าใจมาโดยตลอดว่าถ้ามีธุระเร่งด่วนจริง การโทรศัพท์ไปหาหรือการตามหาตัวเพื่อเจอหน้า คือวิธีที่จะติดต่อเขาได้โดยเร็วที่สุด การทักไลน์ ทักเฟซบุ๊ค แม้จะรวดเร็วก็จริง แต่ก็ไม่รับประกันว่าปลายทางจะรับรู้โดยทันทีทันใด

ก็เขาอาจจะนอนหลับ ติดธุระ หรืออินเทอร์เน็ตโดนตัดอยู่ก็ได้, โทรหาดีไหมเล่า จะได้คุยกัน

ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยกับผมว่าขอยืมเงินไปซื้อไอโฟน

ไม่ได้ชำรุดสึกหรอ โทรศัพท์ของเธอยังใช้การดีอยู่ เพียงแต่มันอดทนไม่ได้ ห้ามใจไม่อยู่ ก็ของใหม่มันน่าใช้น่าเล่นดีเหลือเกิน

คำปฏิเสธของผมคงทำให้เธอเคืองไม่น้อย ก็ไม่ได้ขัดสนยากไร้ คนอื่นคนไกลรึก็เปล่า ทำไมเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ให้กันไม่ได้ นั่นคงเป็นเหตุผลให้เธอตั้งสเตตัสบ่นผมว่าไร้น้ำใจ

นี่อาจเป็นยุคสมัยที่ผู้คนโกรธเคืองกันง่ายเหลือเกิน



2
ผมอาจจะเป็นคนหลงยุค ไม่ทันสมัย ไม่ชินกับความเปลี่ยนแปลงก็ได้ ก็โลกทุกวันนี้เขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว ไม่รู้ ไม่เท่าทันกระแสก็มีแต่ตกขบวน

ก็เพราะมีแล้วมันดูดี ดูมีระดับ เพราะอย่างนี้ผมจึงเห็นหลายคนที่รู้จักยอมกู้เงินมาเพื่อซื้อไอโฟน

เคยคิดว่าชีวิตคนเราจะมีแต่กู้ซื้อบ้านซื้อรถ ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะได้เห็นคนกู้เพื่อซื้อโทรศัพท์

นี่อาจจะเป็นปัจจัยที่ห้าในโลกสมัยใหม่ก็ได้ ปัญหาก็คือความเป็นปัจจัยที่ว่า มาจากความจำเป็นต้องใช้จริงๆ หรือเปล่า หรือเราแค่ใช้เพราะกลัวตกเทรนด์ กลัวหลงยุคหลุดสมัย ต้องมีให้ได้ ไม่ว่าจะยังขอเงินพ่อแม่ใช้ หรือต้องไปกู้หนี้ยืมสินใครมา กระทั่งนักศึกษาบางคนที่ยอมเป็นเด็กเสี่ยเพื่อให้มีรถขับ มีแก็ตเจ็ตรุ่นใหม่ๆ ไว้ใช้

ไม่ผิดหรอก หากเราพอใจ พึงใจกับมัน คำถามก็คือความพึงพอใจของเราต้องขึ้นกับสิ่งอื่น คนอื่นเสมอไปอย่างนั้นหรือ มีไว้ใช้ หรือมีไว้อวด โพสต์เพราะอยากสื่อสาร หรือต้องการยอดกดไลค์ ไม่อยากถูกลืม

มันจะมีความหมายอะไรกับการดูดีในสายตาคนอื่น ทว่าลึกลงไปในใจยังหวาดกลัวความเคว้งคว้างว่างเปล่า ทนความเงียบเหงาไม่ได้แม้สักนาที

แทนที่มีเทคโนโลยีแล้วจะสะดวกสบาย กลายเป็นว่ามันทำให้เราเป็นคนใจร้อนขึ้นหรือเปล่า

เราอดทนไม่ได้ รอคอยไม่เป็น แค่พิมพ์ไปแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบ เราก็โมโห อารมณ์เสีย เมื่อต้องแปลกถิ่นแปลกที่ เราดิ้นรนหาสัญญาณอินเทอร์เน็ต แบตฯ โทรศัพท์หมดเมื่อไหร่ เรากระวนกระวาย ร้อนรนทนไม่ได้ ทั้งที่บางทีไม่ได้มีธุระเร่งด่วนอะไร

เราแปรปรวนรวนเร และอ่อนไหวกันง่ายเหลือเกิน เมื่อหลายสิ่งไม่เป็นไปดังใจ

หลายครั้งที่ดูฟุตบอลผ่านอินเทอร์เน็ตแล้วกระตุก ดูไม่ได้ ผมเองก็มีอารมณ์เสียบ้างเหมือนกัน พาลจะทุบคอมพิวเตอร์ เขวี้ยงไอแพดทั้งให้ได้ ทั้งที่รู้ว่ามันไม่ใช่ต้นเหตุ ไม่ใช่ความผิดของมัน ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้น ไม่ได้ดูก็ใช่ว่าจะขาดใจตาย หรือต้องทุรนทุรายทรมาน



3
ใช่หรือไม่ว่ามันคือเครื่องประกันความหวั่นไหว มีแล้วมันอุ่นใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะตกยุคสมัยหรือพลาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป

จริงหรือเปล่าว่าหากวันใดไม่มี เราจะรู้สึกว่าบางสิ่งยังคงขาดหาย มองหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ทำฆ่าเวลา

เมื่อก่อน เราวิตกกังวลกับเรื่องเงินทอง หน้าที่การงาน สุขภาพ เพื่อน ครอบครัว คนรัก กลัวและกังวลว่าบางสิ่งจะไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง

เดี๋ยวนี้เรากังวลว่าจะไม่มีคนกดไลก์ แฟนไม่ตอบไลน์ มือถือที่ใช้เริ่มตกรุ่น

ไม่ผิดหรอก ผมเพียงแค่รู้สึกว่ายังมีบางอย่างขาดสมดุล ไม่สมเหตุสมผล

ผ่านไปหลายนาทีแล้ว ชายหนุ่มยังคงสไลด์หน้าจอโทรศัพท์เครื่องนั้นอยู่ เราพยายามหาเรื่องชวนพูดคุยแต่ไร้ผล อาจบางทีเขาคงมีเรื่องด่วนเรื่องฉุกเฉินให้ต้องเฝ้าจดจ่อกับหน้าจอ หรือไม่แน่ว่าเขาอาจไม่ถูกใจอาหาร สถานที่ บทสนทนา กระทั่งไม่ชอบขี้หน้าใครบางคนในที่นี้

ไม่รู้, กลับถึงห้องพัก ผมจะลองเช็กสเตตัสของเขาดู.
SHARE
Writer
Thankwian
labour worker
Nothing important

Comments

sakares
5 years ago
ผมชอบนะ "เมื่อก่อน เราวิตกกังวลกับเรื่องเงินทอง หน้าที่การงาน สุขภาพ เพื่อน ครอบครัว คนรัก กลัวและกังวลว่าบางสิ่งจะไม่เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง"
Reply
book
5 years ago
สรุปว่าควรซื้อหุ้นกลุ่มสื่อสารครับ
Reply
scorpion_a
5 years ago
ใช่เลย ลุยๆๆ
MissC
5 years ago
เรามองว่าคนที่มัวแต่ไปพะวงกับยอดไลค์หรืออะไรพวกนี้ดูๆไปน่าสงสารเหมือนกันนะคะ เพราะเหมือนกับแทนที่เค้าจะเห็นคุณค่าตัวเองด้วยตัวของตัวเอง เค้ากลับต้องไปพึ่งยอดไลค์ของคนอื่น...
ติดมือถืออะไรพกนี้ ไม่น่ากลัว ตราบใดที่เรายังไม่ให้มันมีอำนาจไปกว่าเรา...แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ให้คุณค่ากับพวกมือถือ สมาร์ทโฟน มากกว่าตัวเองเมื่อไหร่..เมื่อนั้น..จบเลย..
Reply
Goonjairsal
5 years ago
โดนใจ ทุกหัวข้อคร้า คนยุคใหม่สนใจโซเชี่ยวมากกว่าความรู้สึกคนที่อยู่ตรงหน้า
Reply
imonkey7
5 years ago
^^
Reply