ว่าด้วยเรื่องของการตั้งคำถามและความสงบ
ผมมีคำถามเกิดขึ้นมามากมายในระหว่างทางที่ไปทำกิจกรรมที่อาศรมวงศ์สนิทของวิชาในมหาวิทยาลัย

วิชาที่ว่าด้วยเรื่องของ "ความงดงามของชีวิต" เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของความงดงามของธรรมชาติ ความสงบสุขของมนุษย์ การอยู่อย่างพอเพียง และการรักษาธรรมชาติ

คำถามแรกที่ผมตั้งกับตัวเองก็คือ จริงๆแล้วความสงบคืออะไร
มีฐานกิจกรรมฐานนึงที่ผมได้นั่งตรงศาลากลางสระ โดยจุดประสงค์ของฐานนี้ก็คือ การที่เราได้นั่งจดจ่อจิตใจ ให้อยู่กับตัวเอง และชื่นชมธรรมชาติ

ศาลาที่ล้อมรอบไปด้วยน้ำ และป่าไม้ เสียงนกร้องหลากหลายสายพันธ์ ผมจดจ่ออยู่กับธรรมชาติตรงหน้า และลืมเรื่องราวต่างๆให้หมด มีแค่ตัวผม กับเสียงธรรมชาติตรงหน้า

ความสงบก็คือ การที่เราได้อยู่กับตัวเอง ไม่คิดมาก ไม่คิดฟุ้งซ่าน แล้วจิตใจของเราก็จะสงบลง

และหลังจากนั้น เมื่อเรากลับเข้ามาสู่ระบบเดิมๆ มีเรื่องของการเรียน การงาน และอื่นๆอีกหลายอย่าง เราจะสามารถสงบได้จริงหรือ แล้วความสงบนั้น เกิดขึ้นจากอะไรกันแน่

ผมตั้งสมมุติฐานว่า "คนเราจะสงบได้ หากไม่มีปัญหา"

เมื่อคิดให้มากขึ้นว่า ความสงบคืออะไร ผมก็นึกไปถึงศาสนาพุทธที่ผมเล่าเรียนมาตลอด 8 ปี (ป4 - ม6) หลักคำสอนที่ผมจำได้หลักๆคือ อริยสัจ4 ซึ่งเป็นหลักที่ว่าด้วยเรื่องของการแก้ปัญหา เป็นหลักการที่คล้ายคลึงกับหลักการของวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือ ปัญหาคืออะไร หาสาเหตุของปัญหา/ตั้งสมมุติฐาน ทดลองทำ ตรวจสอบว่าได้ผลหรือไม่ ถ้าไม่ ก็กลับไปตั้งสมมุติฐานใหม่

ยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด และทุกคนก็เคยผ่านจุดนี้มาแล้วคือ
"เรียนไม่รู้เรื่อง"

ก่อนหน้าที่เราจะใช้อริยสัจ4 นั้น เราต้องทำจิตใจเราให้ว่างเสียก่อน ทำให้คลื่นสมองผ่อนคลาย ลดการทำงานของสมอง ให้สมองคิดเป้นระบบ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คิดมาก คิดแต่เรื่องที่จำเป็น คิดถึงหนทางของการแก้ปัญหา คิดว่าเราต้องทำได้ และคิดว่ามันต้องสำเร็จแม้ว่าจะไม่ใช่ภายในครั้งเดียว

เรารู้ปัญหาแล้วว่า เราเรียนไม่รู้เรื่อง ต่อมาเราก็หาสาเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ที่สอนไม่รู้เรื่อง เราไม่ขยัน เนื้อหายากเกินไป

หากเราคิดว่าอาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง เราก็ต้องมาขึ้นให้ลึกขึ้นว่า ทำไมถึงไม่รู้เรื่อง
1) อาจารย์พูดกับกระดาน
2) อาจารย์พูดน่าเบื่อ
3) อาจารย์พูดเร็ว
4) เราไม่ได้ตั้งใจฟังอาจารย์ ไม่มีสมาธิจดจ่อ
5) อาจารย์พูดไม่รู้เรื่องจริงๆ

เมื่อคิดออมาได้อย่างนี้แล้ว เราก็ทดลองแกปัญหาที่ละอย่างเช่น

1 2 3) อาจารย์สอนรู้เรื่อง แค่น่าเบื่อ ไม่น่าฟัง หรือเร็วเกินไป เราก็อาจจะอ่านหนังสือ เนื้อหาในส่วนนั้นๆไปก่อน เพื่อให้เข้าใจบ้าง และไปเก็บรายละเอียดนอกเหนือตำรากับอาจารย์ พยายามอดทน และตั้งใจฟังให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เก็บโทรศัพท์ และสิ่งขัดขวางการตั้งสมาธิจดจ่อไปให้หมด(แก้ปัญหาข้อ 4)

5) ถ้าเป็นแบบนี้ เราก็ต้องพึ่งพาตัวเอง อ่านหนังสือ หาความรู้เพิ่มเติมจากตำรา หอสมุด อินเตอร์เน็ต และเพื่อน

เมื่อลองทำดูแล้ว เราก็กลับมาที่ขั้นตอนสุดท้ายคือ ลองคิดกับตัวเองดูว่ามันโอเคไหม ได้รึเปล่า ถ้าหากว่า ยังไม่ได้ เราก็ต้องกลับไปคิดใหม่ว่าทำไมยังถึงทำไม่ได้ ทำไมยังไม่สำเร็จ และวนไปมาเรื่อยๆแบบนี้ จนกว่าจะทำได้ ทำสำเร็จ

หน้าแปลก ที่เราได้เรียนเรื่องนี้มาตลอด 8 ปี เมื่อเริ่มคาบเรียนพุทธศาสนาทีไร จะมีการเรียนการสอนเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ แต่เราก็ยังไม่สามารถทำตามสิ่งที่เราเรียนมาได้

อาจจะเป็นเพราะการเรียนการสอนศาสนาของเราสอนให้ศาสนาเป็นของที่สูงเกินไป สูงเกินจนคนเราเริ่มมีความรู้สึกว่ายากที่จะเข้าใจ ยากที่จะทำตามได้ หรืออาจจะเป็นเพราะการเรียนการสอนศาสนาเรานั้น ยังเน้นการเรียนแค่เปลือกนอก ไม่สามารถสอนไปถึงแก่นแท้ของศาสนาอย่างแท้จริงได้ทั้งๆที่แก่นของศาสนานั้นมีแค่นิดเดียว ส่วนที่เหลือนั้น เป็นคำอธิบายหรือหลักการที่ใช้อธิบายแก่นนั้นๆ

หรือเราไม่มีเวลามากพอที่จะให้เด็กมานั่งสนทนาเกี่ยวกับศาสนา และเราถูกสอนให้เชื่ออย่างเดียว ไม่สามารถตั้งคำถามได้

หรือความจริงแล้ว ที่จิตใจของเราไม่สงบนั้น อาจจะเป็นเพราะเราไม่เข้าใจสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันของเรา
และถ้าถามว่า จริงรึเปล่าที่เราไม่สงบเพราะว่าเราไม่เข้าใจ

ผมก็ให้คำตอบไม่ได้ เพราะผมก้ไม่เข้าใจเหมือนกัน
SHARE
Written in this book
Life of CloudStory
เรื่องราวของต่างๆที่ผมเอง ได้ประสบพบเจอ อาจจะเป็นความคิดในหัวของผม หรือเป็นสิ่งที่ผมอยากจะแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านกัน ติดตามกันได้นะครับ :D
Writer
CloudStory
Developer
Having a curiosity, The little boy decide to find out the answer.

Comments

Merlairnoir
6 years ago
Observing without observer - Practiceๆๆๆๆ
Reply
Luminol
6 years ago
บางคนอาจเข้าใจ แต่บางคนไม่
Reply