the bridges of madison county
(The bridges of Madison county) กับภาพความทรงจำในหนัง(สือ)
1
ในชีวิตคนเรามักจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผูกพันอยู่กับสถานที่หนึ่งและใครบางคนเสมอ หากเมื่อเลยช่วงเวลานั้นไปแล้ว เราอาจจะไม่ได้กลับไปยังสถานที่แห่งนั้นและพบใครบางคนนั้นอีกเลย... นานมาแล้วที่ผมเคยใช้เส้นทางสายนี้ เช้า-เย็น ตั้งแต่ประถมจวบจนจบชั้นมัธยม ผมเดินผ่านทางลูกรังสายนี้เป็นประจำ มันเป็นทางลัดที่ทำให้ระยะทางไปถึงบ้านของผมสั้นลง ถึงแม้ถ้าเลือกได้และหากวันไหนไม่ขี้เกียจเดิน ผมก็อยากที่จะเลี่ยงเส้นทางสายนี้ เพราะมันมีหมาอยู่ตัวหนึ่งที่ชอบเห่าผมทุกครั้งเวลาเดินผ่าน เส้นทางลูกรังสายนี้ร่มรื่น มีต้นก้ามปูใหญ่หลายต้นแผ่กิ่งก้านปกคลุมครึ้ม ผมยังจำได้...ช่วงหนึ่งของเส้นทางจะต้องเดินผ่านสะพานไม้ข้ามคลองเล็กๆ ตรงเชิงสะพานริมคลองนี้เองมีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ บ้านสีฟ้าที่มีหน้าต่างเปิดรับออกสู่ลำคลอง และผมมักเห็นเธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะริมหน้าต่างเป็นประจำ...
ผมรู้จักเธอผิวเผิน เราอยู่โรงเรียนประถมแห่งเดียวกัน ชั้นเดียวกัน แต่คนละห้อง ไม่มีสิ่งใดมากไปกว่านี้ เราเห็นหน้ากันบ้างในโรงเรียน คุ้นหน้ากัน แต่ไม่เคยมีเหตุใดให้ต้องคุยกันโดยความจำเป็น เช่นกันกับเวลาที่เห็นเธอตรงบานหน้าต่างบางครั้งเราสบตากันโดยบังเอิญ-ไม่บ่อย แต่ไม่เคยมีรอยยิ้มใดให้กัน ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะในวัยเด็ก ผมเป็นเด็กที่ขี้อายและเงียบมาก และเธอก็คงเป็นเช่นเดียวกัน
วันเวลาแห่งชีวิตล่วงเลยไปผ่านวัยประถม เราต่างแยกย้ายไปเรียนกันคนละแห่ง หากผมยังคงเดินผ่านเส้นทางสายเดิม จนวันหนึ่ง วันนั้น วันอันแสนธรรมดา...ระหว่างที่ผมกำลังเดินข้ามสะพานไม้แห่งนั้น ผมเห็นเธอนั่งทำการบ้านอยู่ตรงโต๊ะริมหน้าต่างหลังจากที่ไม่ได้เห็นเธอมานาน
เป็นครั้งแรกที่ผมสบตากับเธอและเกิดความรู้สึกบางอย่าง-ผมยิ้มให้เธอ
ผมรู้จักความงดงามของหญิงสาวเป็นครั้งแรกในวันนั้น ผมคงเติบโตขึ้น สายตาของผมยามมองเห็นเธอไม่เหมือนเช่นเคยอีกต่อไป หลังจากวันนั้นแล้ว ในยามที่ผมเห็นเธอตรงโต๊ะริมบานหน้าต่าง ผมจะยิ้มอย่างเปิดเผยให้เธอเสมอ ความขี้อายของผมที่เคยมีได้จางหายไปพร้อมกับวันเวลา ผมอยากรู้จักเธอ และนึกหาเหตุผลต่างๆ นาๆ เพื่อที่จะได้พูดคุยกับเธอ
ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่งในเวลานั้น เป็นหนังสือที่ผมซื้อมาจากร้านหนังสือเก่าหน้าปากซอย เพราะสะดุดกับชื่อหนังสือที่ช่างดูเชยสิ้นดี หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า “สะพานนี้มีความรัก” เป็นหนังสือแปล เขียนโดย โรเบิร์ต เจมส์ วอลเลอร์ มันเป็นนิยายรักเรื่องแรกในชีวิตที่ผมอ่าน ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นกำลังอยู่ในความรู้สึกที่เรียกว่าอะไร แต่วันทั้งวันผมก็ได้แต่นั่งเพ้อฝันว่าตนเองเป็นพระเอกในนิยายเรื่องนี้ โดยมีเธอเป็นนางเอกของเรื่อง และสะพานไม้ข้ามคลองที่ผมเดินผ่านทุกวันนั้นก็คือ สะพาน “โรสแมน” แห่งเมืองเมดิสัน เคาน์ตี้ หากผมคงลืมไปว่าความรักของ โรเบิร์ต กับ ฟรานเซสกา ตัวละครในหนังสือนั้นจบลงด้วยความเศร้า
เช้าวันต่อมา ผมตัดสินใจเอาหนังสือเล่มนี้ไปใส่ไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าบ้านเธอ โดยเขียนข้อความบางอย่างกับที่อยู่ของผมไว้ที่หน้าแรกของหนังสือ อาจจะดูเชย แต่วัยรุ่นในห้วงเวลาเพ้อฝันอย่างนั้น ก็คิดว่ามันช่างเป็นวีธีที่แสนโรแมนติกเหลือเกิน
หลังจากวันที่ผมเอาหนังสือไปใส่ไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าบ้านเธอ ผมรู้สึกปั่นป่วนในใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งกล้าทั้งกลัวที่จะรับรู้ ผมไม่กล้าเดินผ่านทางสายนั้นอีก ผมยอมไปโรงเรียนและกลับบ้านโดยเดินอ้อมไปใช้อีกเส้นทางหนึ่งที่ไกลกว่า ไม่ใช่เพราะผมกลัวที่จะพบเธอ แต่ผมกลัวความรู้สึกของผมเองต่างหาก ผมเฝ้ารอจดหมายตอบกลับจากเธอ วันแล้ววันเล่า
หากแต่... นับจากวั้นนั้น ผมไม่เคยได้รับจดหมายตอบกลับจากเธอเลย
2
คืนวันผ่านไปช่างรวดเร็ว และเวลาก็ลบภาพความทรงจำหลายสิ่งไปจากเรา ชีวิตในรั้วมัธยมของผมผ่านไปพร้อมกับการย้ายเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ชีวิตในช่วงมหาวิทยาลัยของผมค่อนข้างน่าเบื่อ และผมมักฆ่าเวลาด้วยการไปเช่าหนังมาดู ผมมีโอกาสได้ดูหนังมากที่สุดในชีวิตก็ในช่วงเวลานี้ มีอยู่บ่อยครั้งที่ผมนั่งดูหนังจนสว่างไม่ยอมหลับยอมนอน ผมได้ดูหนังเรื่อง “The bridges of Madison county” ครั้งแรกในช่วงเวลานี้ และพบว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันกับหนังสือที่ผมเคยอ่านเมื่อนานมาแล้วที่ชื่อ “สะพานนี้มีความรัก”
มีฉากหนึ่งที่ประทับใจ ในหนังเรื่อง “The bridges of Madison county” และผมดูฉากนี้ซ้ำไม่รู้ว่ากี่รอบแล้ว บางครั้งผมเปิดแผ่นเพียงเพื่อที่จะดูฉากนี้ฉากเดียว คือฉากที่รถของโรเบิร์ต คินเคด (คลินท์ อีสต์วู้ด) กำลังจอดติดไฟแดงอยู่ และบังเอิญที่รถของฟรานเซสกา (เมอร์รีล สตรีฟ) กับสามีของเธอก็มาจอดติดไฟแดงอยู่ใกล้กัน ฉากนี้เป็นฉากที่ฟรานเซสกาต้องตัดสินใจ และการตัดสินใจนั้นก็จะส่งผลต่อชีวิตที่เหลืออยู่ เธอต้องเลือกว่า จะมีชีวิตที่แสนจำเจต่อไปกับสามีในชีวิตจริง หรือจะเปิดประตูรถวิ่งออกไปหาชายในฝันที่เพิ่งตามหาเจอ ช็อตหนึ่งในหนังที่ฉายให้เห็นมือของฟรานเซสกากำลังแตะอยู่ตรงที่จับประตูรถ เหมือนพร้อมที่จะเปิดออกไป เป็นช็อตที่บีบคั้นอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง หากท้ายที่สุดใจเธอก็ยังคงไม่แกร่งพอ เธอเลือกที่จะอยู่กับความจริงทั้งน้ำตา... แน่นอน เธอต้องยอมรับมัน
ผมพยายามนึกถึงหนังสือเล่มเดียวกันกับภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ผมจำอะไรในหนังสือเล่มนั้นแทบไม่ได้เลย คงเป็นเพราะมันนานมากแล้วที่ได้อ่าน หากผมกลับไปนึกถึงเรื่องราวเล็กๆ ในครั้งนั้นแทน แน่นอน คงมีเรื่องราวในชีวิตไม่มากนัก...ที่จะทำให้เราจดจำแม้เวลาจะล่วงเลยไปแสนไกลเพียงใด “ความรัก” คงเป็นหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น”
ผมซื้อแผ่นหนังเรื่องนี้เก็บไว้ และมักนึกถึงช่วงเวลานั้นทุกครั้งที่หยิบมาดู ผมพยายามตามหาหนังสือเรื่อง “สะพานนี้มีความรัก” แต่ก็ไม่สามารถหาซื้อได้ เท่าที่สืบค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตก็พบว่าเป็นหนังสือที่มีการพิมพ์เพียงครั้งเดียว ตั้งแต่ปี 2535
ปีนี้ 2562 เดือนมกราคม ผมไม่ได้เดินผ่านเส้นทางสายนั้นมานานมากแล้วนับตั้งแต่ย้ายบ้านมาอยู่กรุงเทพฯ และความจริงแล้วผมก็ไม่เคยเดินผ่านทางสายนั้นอีกเลยนับจากวันที่ผมเอาหนังสือไปใส่ไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าบ้านเธอ คิดๆ ดูแล้วบางทีเธออาจจะไม่เคยได้รับหนังสือเล่มนั้นเลยก็ได้ อาจจะมีใครหยิบเอาไป หรืออาจจะเป็นพ่อแม่เธอเองที่พอเห็นข้อความนั้นแล้วก็หยิบเอาไปโยนทิ้ง
เถอะนะ... ในชีวิตคนเรามักจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผูกพันอยู่กับสถานที่หนึ่งและใครบางคนเสมอ หากเมื่อเลยช่วงเวลานั้นไปแล้ว เราอาจจะไม่ได้กลับไปยังสถานที่แห่งนั้นและพบใครบางคนนั้นอีกเลย
บางครั้ง ผมอยากจะกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เผื่อผมจะได้พบเธออีก และหากได้พบเธอ ผมก็เพียงแค่อยากจะถามเธอว่า...
“คุณยังเก็บหนังสือเล่มนั้นไว้ไหม หรือว่าคุณไม่เคยได้รับมันเลย หนังสือแสนเชยที่ชื่อ “สะพานนี้มีความรัก” เล่มนั้นไง?”
SHARE
Writer
standfast
Wednesday's child
the sun is gone, but I have a light

Comments

Jitlood
3 years ago
ทำไมรู้สึกเขินแทนผู้หญิงคนนั้น ฮ่าๆๆ ฟินมากค่ะ
Reply
standfast
3 years ago
ขอบคุณมากครับที่อ่าน 😊
deux
3 years ago
จะมีเรื่องใหม่ให้อ่านมั้ย

"The book หนังสือแห่งความทรงจำ เธอได้รับมันไหม"

^_^
Reply