Broken Windows Theory กับกฎจราจรในเมืองไทย
ช่วงนี้ประเด็นเรื่องการกวดขันและลงโทษการฝ่าฝืนทางจราจรเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม เหตุก็เนื่องมาจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่จักรยานหลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตและครอบครัวด้วย และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออกก็จะขอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดถึงเป็นเรื่องสำคัญ และอาจจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าการบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่มักจะถือกันว่ารุนแรงกว่าอย่างเช่นการฆาตรกรรมด้วยซ้ำไป ซึ่งทฤษฎีที่สนับสนุนแนวคิดนี้ก็คือทฤษฎีที่เรียกว่า Broken Windows Theory

ใจความสำคัญของทฤษฎีนี้ก็คือแนวคิดที่ระบุว่าอาชญากรรมนั้นเกิดขึ้นจากความรู้สึกและบรรยากาศว่ากฎระเบียบไม่ได้ถูกกวดขัน โดยความรู้สึกและบรรยากาศว่ากฎระเบียบไม่ได้ถูกกวดขันนั้นก็เกิดขึ้นจากการที่มีความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยที่เห็นได้ชัดในสังคม แม้ว่าความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นจะดูเล็กน้อยมากอย่างเช่นการที่มีเด็กแว้นซักคนนึงมาทุบกระจกหน้าต่างแตกแล้วหลบหนีไป สิ่งนี้เป็นเพราะความไม่เป็นระเบียบเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จะสร้างบรรยากาศและความเชื่อว่า "บ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อไม่มีแป" และ "ทำผิดไปก็ไม่ถูกจับ" (ซึ่งผมเคยเขียนเอาไว้แล้วถึงเรื่องนี้ว่าความเขื่อว่า "ทำผิดแล้วถูกจับแน่" เป็นสิ่งที่หยุดการก่ออาชญากรรมได้อย่างเห็นผล อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://bit.ly/1F6Q2nT) เมื่อเกิดบรรยากาศว่า "บ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อไม่มีแป" และ "ทำผิดไปก็ไม่ถูกจับ" ขึ้นมาแล้วผู้คนก็จะหมดซึ่งความเกรงกลัวต่อการกระทำผิด และสิ่งนี้จะนำไปสู่ทั้งอาชญากรมที่รุนแรงกว่าเดิม และจำนวนที่มากขึ้นของอาชญากรรมที่ไม่รุนแรง

ทฤษฎีนี้นั้นเริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายก็จากเมืองนิวยอร์คในช่วงปี 1993 ซึ่งนายกเทศมนตรี Rudolph Giuliani ได้ตั้งให้ William Bratton เป็นผู้บัญชาการตำรวจของเมืองนิวยอร์ค ซึ่งทั้ง Giuliani และ Bratton นั้นเป็นผู้ที่เชื่อในทฤษฎีนี้ทั้งคู่ โดยนิวยอร์คในช่วงนั้นเป็นเมืองที่ไร้ระเบียบมาก มีการพ่นสีผนังและรถไฟให้เห็นได้อยู่ตลอด คนชักดาบค่ารถไฟใต้ดินกันทั่วไป คนเมาเดินกันเต็มท้องถนน และอัตราอาชญากรรมที่รุนแรงโดยเฉพาะการฆาตรกรรมนั้นก็สูงมาก

สิ่งที่ Giuliani และ Bratton ทำก็คือย้ายทรัพยากรออกจากอาชญากรรมที่รุนแรง และมุ่งความสนใจไปที่อาชญากรรมเล็กๆน้อยแต่เห็นได้ชัดเหล่านี้ กำลังพลส่วนใหญ่ของตำรวจนิวยอร์คในช่วงนั้นไปคอยตามจับคนที่ชักดาบค่ารถไฟใต้ดิน ตามจับคนเมาบนถนน ตามจับคนที่ทิ้งขยะหรือถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองก็ไปไล่ตามทำความสะอาดผนังตึกและรถไฟ การทำงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงนั้นไม่มีการผ่อนปรนใดๆทั้งสิ้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กขนาดไหน ในช่วงแรกๆนั้นก็มีเสียงต่อต้านมากพอสมควรทีเดียว เพราะทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเทศบาลต่างก็บอกว่าตนกำลังใช้เวลาไปในเรื่อง "ไร้สาระ" และน่าจะเอาเวลาไปใช้กับเรื่องที่ดูรุนแรงและสำคัญกว่าจะมาใส่ใจกับอาชญากรรมกระจอกๆไร้สาระเหล่านี้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออัตราอาชญากรรมในเมืองนิวยอร์คลดลงอย่างรวดเร็ว ลดลงทั้งอาชญากรรม"เล็กๆ" และอาชญากรรม"ใหญ่ๆ" แล้วก็ยังคงลดลงเรื่อยๆในช่วงเวลาหลังจากนั้น ในปัจจุบันนั้นแม้ว่าจะมีการศึกษาที่เห็นแย้งว่าการลดลงของอาชญากรรมในช่วงนั้นน่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่น แต่การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยทีมวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็พบว่าความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นทำให้โอกาสที่ผู้คนจะก่ออาชญากรรมนั้นสูงขึ้นจริง (http://bit.ly/1AGworx) ดังนั้นแม้ว่าจะไม่ได้มีหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่านี่เป็นกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในนิวยอร์คจริง แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังมีความหมายมากพอที่จะยกมาพูดคุยกัน

ดังนั้นถ้าเราจะนำเรื่องนี้กลับมามองประเทศไทย นั่นย่อมหมายความว่าความย่อหย่อนในการกวดขันวินัยการจราจรและการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมเห็นได้ชัด ก็จะทำให้เกิดความเชื่อว่า "บ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อไม่มีแป" และ "ทำผิดไปก็ไม่ถูกจับ" ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดอาชญากรรมมากขึ้นเรื่อยๆเป็นทวีคูณ และนั่นก็หมายความว่าการมุ่งความสนใจไปที่การกวดขันวินัยจราจรนั้นก็จะให้ผลดีเป็นทวีคุณเช่นเดียวกัน และยังจะให้ผลไปถึงการลดอัตราอาชญากรรมที่รุนแรงกว่านั้นอีกด้วย

This work is protected under Creative Commons license as BY-NC-SA. You may adapt the work as long as attribution is given and any changes made are indicated. You are not allowed to use this work or its adaptation for commercial purposes. The newly created work has to follow the same license that governs this work. This does not exclude the rights allowed by fair use. The license given here is non-exclusive and non-revocable.

This text precedes the availability of Creative Commons as a feature on this website and therefore takes precedent.
SHARE
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

saksuriya
4 years ago
เห็นด้วยอีกเสียงครับ เพราะเคยมีผู้รู้กฎหมายเล่าให้ฟัง "กฎหมายเมืองไทยถือว่าแรงส์.!! ใช้ได้เลยละ" แต่ผู้บังคับใช้มีหลายมาตรฐาน และย่อหย่อน ผ่อนพันกันจนเข้าใจผิดคิดว่าถูก... ยังคงแอบเชื่อในซอกไหนสักแห่งของหัวใจว่า "ถ้าจราจรจับปรับหนักๆจริงๆกับบรรดาสิงห์ปาดทั้งหลาย...ผมจะไม่มาทำงานสายเลย ฉันใดฉันนั้น.!?"
Reply
Geek818
4 years ago
Squeegee men. ผมอยากรู้ มันจะเวิ้คมั้ยกับประเทศไทย คือหลังจากลุงตู่แล้ว มันจะกลับไปเหมือนเดิม?
Reply
Past-Forward
4 years ago
ที่ลุงตู่ทำนี่ก็ไม่เห็นจะได้อะไรดีนะครับ อาจจะมีเคสใหญ่มาให้เห็นบ้าง แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับชีวิตประจำวันมันก็ไม่ได้อะไร

สังเกตสิ่งที่ลุงตู่ทำกับ Giuliani ทำนี่มันต่างกันมาก ลุงไม่เคยทำอะไรทีามันเป็นการแก้เชิงระบบเลย จับจดสั่งเอาเป็นเรื่องๆไปเท่านั้นเอง
Geek818
4 years ago
ผมชอบ Guiliani มาก เคยอ่านหนังสือเค้าหลายปีมาแล้ว นิวยอร์คทุกวันนี้ผลงานเค้าเยอะมากกก
เห็นด้วยกับความเห็นคุณนะเกี่ยวกับลุงตู่ แต่ก้อดีกว่าคนก่อนเยอะ แฟชั่นโชว์ไปวันๆ 555
imonkey7
4 years ago
มันอาจสร้างพฤติกรรมว่าขนาดเรื่องเล็กๆยังโดนแล้วเรื่องใหญ่ๆก็มีส่วน
การปล่อยเจ้าหน้าที่ออกไปเยอะก็อาจสร้างความหวั่นเกรงในการก่อเหตุไม่ดีได้

น่าจะนะครับ ....
^^
Reply
skitty
4 years ago
ผมเห็นด้วยมากๆครับ ผมคิดว่าปัจจัยอีกอย่างที่ส่งผลมากคือเรื่องศักดินา ที่อยู่ในสังคมไทยแน่นแฝน ทุกช่วงอายุ แม้กระทั่งใยห้องเรียน จนมีอิทธิพลเหนือหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ
Reply