ความเหงา, และบางค่ำคืนที่ไร้จุดหมาย.
1
วันศุกร์ | ห้าทุ่ม

แสงไฟจากอพาร์ทเมนท์ที่อยู่ห่างออกไปเริ่มทยอยดับลงทีละห้องๆ แต่ริมระเบียงห้องฝั่งเรายังไม่มีทีท่าว่าค่ำคืนนี้จะยุติลงง่ายๆ หลายบทเพลงทั้งเก่าใหม่ถูกขุดค้นขึ้นมาบรรเลง ท่วงทำนองเพลงของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์, โลโซ, บอดี้สแลม ไพเราะเหลือเกินเมื่อผ่านกีตาร์โปร่งสีดำของเขา

จนกระทั่งเราทั้งคู่นึกเพลงต่อไปไม่ออก ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน ผมหันไปมองพระจันทร์ที่ลอยอยู่ข้างนอก

"พี่" เป็นเขาที่เริ่มทำลายความเงียบและดึงผมกลับมา "ช่วงนี้ผมแม่งแย่ว่ะ"

"เป็นไงวะ?"

"ผมตัดเค้าไปไม่ได้ว่ะ"

ชายหนุ่มเล่าว่าเลิกกับแฟนสาวมาได้หลายเดือนแล้ว สาเหตุก็อย่างที่เคยเล่าให้ผมฟังก่อนหน้านี้ว่าเพราะเธอไปมีคนรักใหม่ ให้เหตุผลว่าเบื่อ อยู่ด้วยกันไปก็มีแต่สายลมแสงแดด ไม่มีหลักประกันใดเลยที่เธอจะเชื่อมั่นในตัวเขาได้ว่าชีวิตวันข้างหน้าจะมั่นคง

เธอเลือกที่จะจากไป ส่วนเขาเองแม้จะเจ็บปวด แต่ก็ทำใจได้ เข้าใจดี และยอมรับสภาพความเป็นไปของชีวิต ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งวันที่เธอกลับมาหา

มันไม่ใช่ครั้งแรก เขาและเธอรักๆ เลิกๆ กันมาหลายครั้ง รู้ทั้งรู้ว่าอยู่คนเดียวเจ็บปวดน้อยกว่า รู้อยู่แก่ใจว่าตนเองเป็นเพียงทางผ่าน สักวันหนึ่งเธอก็อาจจะเดินจากไปอีกครั้ง แต่เขาก็ยังเลือกที่จะให้เธอกลับเข้ามาในชีวิต

"นี่รักหรือหลง?" ผมถาม

ชายหนุ่มส่ายหน้า ไร้วี่แววว่าจะมีคำตอบ สายตาของเขาจมอยู่กับแก้วเหล้าในมือ รัศมีของมือกีตาร์เมื่อสักครู่จางหายไปหมดสิ้น

ชายหนุ่มเบื้องหน้าผมกลายสภาพเป็นคนแก่ที่ดูเหนื่อยล้า ราวกับไร้เรี่ยวแรงพลังใจใฝ่ฝันจะก้าวเดินต่อ

เวลาที่คนเรามีเรื่องที่ไม่สามารถบอกเล่าออกมาเป็นคำพูดได้ เขาหรือเธอมักจะมีอาการบางอย่างแสดงออกมาให้เห็น ตัวแดงก่ำ ใบหน้านิ่งงัน พูดติดๆขัดๆ เวลารับฟังพบเห็นอาการเรื่องราวเหล่านี้ เราจะทำอะไรได้ นอกจากหน้าชา รู้สึกแปลบๆ ที่หัวใจ และปลอบประโลมตบหลังตบไหล่กันไป ทั้งที่ภายในใจก็ยังสงสัยว่า เอาเข้าจริงแล้วมันจะช่วยเยียวยาบรรเทาบาดแผลได้สักกี่มากน้อย



2
วันเสาร์ | ตีหนึ่ง

ถนนพระอาทิตย์เวลานี้ผู้คนยังพลุกพล่าน มากมายทั้งหนุ่มสาวไทยและต่างชาติ เช็คบิลเสร็จ แวะเข้าห้องน้ำทำธุระกันเรียบร้อย เราออกมายืนสูบบุหรี่กันข้างหน้าร้าน

“ไปต่อไหนกันดี” จู่ๆ พี่ชายก็ถามขึ้น

“ตีหนึ่งแล้วนะพี่” ผมสงสัยว่าแกจะไปไหนต่อ

เงียบไปนาน เขานิ่งคิด หันซ้ายหันขวาราวกับว่าจะค้นหาคำตอบที่อยู่แถวนี้

“ไปกินกันต่อที่ห้องพี่ดีกว่า มีเหล้าอยู่ เดี๋ยวเราแวะซื้อโซดากัน”

เอ่ยปากชักชวนกันขนาดนี้ ผมแทบอยากจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปที่ห้องพี่ชายในทันใด ถ้าไม่ติดว่ามีนัดหมายรออยู่ในตอนเช้าตรู่

“พักเถอะพี่ ไว้ว่ากันวันหลัง”

เขาพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ไม่วายถอนหายใจตามมา “คืนนี้แม่งเหงาว่ะ”

ผมหลบสายตาเขา หดหู่ รู้สึกเหมือนหัวใจว่างโหวง ใช้ชีวิตผ่านโลกมามากกว่าสี่ทศวรรษ พี่ชายยังบ่นว่าเหงา แล้วพวกเราที่เหลือจะเอาตัวรอดในโลกสีหม่นใบนี้กันอย่างไร

มองเขาแล้วผมอดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมามองตัวเอง ไม่รู้สิ โลกที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามควรเป็นของวัยหนุ่มสาวหรือเปล่า ผู้ใหญ่ที่ข้ามพ้นวันเวลา ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นมาพอสมควรแล้ว อย่างน้อยก็ควรมีคำตอบให้กับตัวเองได้บ้าง ว่าสุดท้ายชีวิตจะมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่แห่งหนใด หรืออย่างน้อยเอาแค่ว่าวันนี้พรุ่งนี้จะทำสิ่งใดก็ยังดี

ระหว่างที่เดินมองพี่ชายเดินโซซัดโซเซขึ้นอาคารห้องพัก ผมสงสัยว่าบางคำถามของคนเราจะมีวันได้ค้นพบคำตอบบ้างไหม หรือแท้ที่จริงมีเพียงความว่างเปล่า สับสนและเลือนลางเช่นนี้ไปจนถึงวันเวลาบั้นปลาย ชีวิตเป็นเรื่องของการจัดการกับบาดแผล ความผิดหวัง เผชิญหน้ากับความเหงาและเดียวดายเปล่าเปลี่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เด็กหลงทางยังพอเข้าใจได้ แต่เป็นผู้ใหญ่แล้วยังเคว้งคว้างล่องลอย มันไม่ใช่ภาพที่สวยงามสักเท่าไหร่เลย



3
วันอาทิตย์ | เที่ยงคืน

พรีเมียร์ลีกนัดเปิดฤดูกาลจบลงด้วยชัยชนะของลิเวอร์พูล ผมรีบกลับเข้าห้องพัก อาบน้ำ ตั้งใจว่าคืนนี้คงนอนหลับฝันดี หากแต่เรื่องราวบทสนทนาจากทั้งสองคืนก่อนยังคงค้างคาในใจ ปิดไฟแล้วแต่ตาหลับไม่ลง

ผมนึกถึงน้องชายและคนรักของเขา ป่านนี้คนทั้งคู่อาจกำลังนอนเคียงข้างกุมมือ สบตากันในห้องพักเก่าที่ความรักครั้งก่อนของทั้งสองคนเคยอยู่อาศัย หรืออาจหัวเราะหัวใคร่กันที่บาร์สักแห่งในถนนข้าวสาร สนทนาปรับความเข้าใจ และคุยถึงความเป็นไปในอนาคต

ผมนึกถึงพี่ชาย ตอนนี้เหล้าในห้องขวดเมื่อคืนน่าจะหมดไปนานแล้ว บางทีเจ้าตัวอาจจะออกไปหาซื้อเสบียงมาเพิ่ม ไม่แน่อาจชักชวนมิตรสหายบางคนออกมานั่งสังสรรค์กันในร้านเหล้า ไม่ก็ไปนั่งดูแม่น้ำยามค่ำคืน ที่ท่าเรือพระอาทิตย์ เหมือนที่ทำเป็นปกติ

แม้เรื่องราวแตกต่าง แต่ผมคิดว่าแววตาของทั้งคู่ช่างเหมือนกันเหลือเกิน มันบรรจุความในใจมากมายไว้ในนั้น ทั้งกังวล สับสน และยังคงค้นหาคำตอบ

"ผมควรทำยังไงดีวะพี่" คำของน้องชายยังติดค้างในห้วงคำนึง

เอาเข้าจริง ผมว่าเราทุกคนต่างรู้ว่าทางออกทางแก้มันอยู่ตรงไหน เพียงแต่อาจเพราะความกลัว เราจึงเอาแต่หลบเลี่ยง ไม่ยอมเผชิญหน้า ฝืนทน ทำเป็นมองไม่เห็น

ไม่ก็อ่อนล้าเกินกว่าจะลุกขึ้นสู้ เหนื่อยหน่ายจนอยากต่อรองกับเทพีแห่งโชคชะตา ผู้ซึ่งบันดาลสรรค์สร้างความเจ็บปวดมาให้ ว่าได้โปรด ขอเวลานั่งลงพักกายพักใจสักหน่อย

หรืออย่างน้อย ขอให้ผ่านค่ำคืนนี้ไปก่อนได้ไหม.
SHARE
Writer
Thankwian
labour worker
Nothing important

Comments

khaikung
6 years ago
พีคอีกแล้ววว
Reply
Bastet
6 years ago
ก่อนจะผ่านทั้งคืนไปได้ ผมคงขอภาวนาให้แต่ละชั่วโมงของเขาสั้นกว่าคนอื่นๆ

ความหว่องนี่เป็นลายเซ็นของพี่ไปแล้วมั้งเนี่ย
Reply
pharak
6 years ago
วันนึง เค้าจะผ่านมันไปได้
Reply
Dj4Star
6 years ago
เหมือนชีวิตผมเลยทั่งสถานที่และสิ่งที่เป็นอยู่....อย่างน้อยผมก็ไมได้เหงาอยู่คนเดียวในโลกใบนี้
Reply
Jenny
6 years ago
แน่นอน มันคือ เพื่อนที่ดีที่สุด...
Reply